สู่วิถีอมตะ - บทที่ 488 อสูรมายา
“ผลวิญญาณลับขัยอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ อีกเดี๋ยวก็จะถึงแล้ว”
หลัวอีเฟยตัดสินทิศทางของผลวิญญาณลับขัยได้ ก็นำคณะ
ตามทิศไป
ก่อนเจียงผิงอันจะตามไป เขาก็ลอบทิ้งอวตารย่องออกไปหาบุป
ผาหน้าผีเพื่อกอบโกยแต้มผลงานเพิ่ม
ยิ่งมีแต้มผลงานเยอะยิ่งดี สามารถแลกพวกมันเป็นทรัพยากร
เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายครั้งต่อไปได้
พนาผีเบญจภัยวังเวงชวนขนลุก ปราณมารปกคลุมหนาแน่น
วายุหยินหวีดหวิวชวนขนทั่วกายชี้ เสียงคำรามชวนสะพรึงแว่วมา
จากส่วนลึกแห่งความมืดมิด กลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งชวนคลื่นไส้
ปวงชนล้วนระมัดระวัง เดินหน้าพลางเลี่ยงวิญญาณร้ายที่ลอย
ผ่านมา
มีเพียงหลัวอีเฟยที่ทอดน่องลอยชายราวจ่ายตลาด เสวนา
เจื้อยแจ้วไม่หยุดอยู่ข้างเยี่ยอู๋ฉิง เมินสถานการณ์รอบข้างไปเสียสิ้น
นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวอีเฟยได้พบผู้ต้องตาต้องใจ งดงามเยี่ยงสตรี
แม้เป็นบุรุษ ไร้กิริยาตุ้งติ้ง เป็นความงามอย่างเป็นธรรมชาติ
ทว่า เยี่ยอู๋ฉิงนั้นเย็นชากับทุกคน เว้นเพียงผู้ที่เขาเรียกเป็นลูกพี่
หลัวอีเฟยเดินมาหาเจียงผิงอัน ถ่ายทอดกระแสปราณพูดว่า “นี่
ข้าจะให้เจ้าหมื่นแต้มผลงาน ให้เยี่ยอู๋ฉิงเป็นผู้ชายของข้าเสีย”
เจียงผิงอันรู้สึกว่าสตรีผู้นี้น่าจะเป็นบุตรหลานของผู้มีอำนาจ
นางจะรวยไปแล้ว
หมื่นแต้มผลงานทำให้ยอดฝีมือขอบเขตมหายานลงมือได้
“ขออภัยด้วย สิ่งที่เยี่ยอู๋ฉิงอยากจะทำ ข้าหามีสิทธิ์แทรกแซงไม่
หากเจ้าชอบเขาจริง ๆ ก็ปฏิบัติกับเขาอย่างจริงใจเถิด”
เจียงผิงอันจะไม่สั่งเยี่ยอู๋ฉิงให้กระทำการใดฝืนใจตัวเอง
“ข้าจริงใจกับเขาอยู่แล้วนะ” หลัวอีเฟยจริงจังยิ่ง
จงหลินกำลังสู้กับวิญญาณร้าย เมื่อเห็นหลัวอีเฟยไม่ได้อยู่ข้าง
ตัวเยี่ยอู๋ฉิง ก็ฉวยโอกาสฟาดวิญญาณร้ายมาทางเยี่ยอู๋ฉิงในหนึ่งฝ่า
มือ
วิญญาณร้ายตนนี้แข็งแกร่ง สามารถฆ่ายอดฝีมือขอบเขต
หลอมสุญตาทั่วไปได้ แค่ฆ่าเยี่ยอู๋ฉิงในขอบเขตแปรเทวะนั้นไร้ปัญหา
แม้สักนิด
เมื่อเห็นวิญญาณร้ายกระโจนเข้าใส่เยี่ยอู๋ฉิง จงหลินก็แสร้ง
ตะโกน “ระวัง…”
ทว่า ไม่ทันสิ้นคำดี อัสนีสายหนึ่งก็วูบไหวมาขวางตรงหน้าเยี่ยอู๋
ฉิง
วิญญาณร้ายโถมเข้าใส่ร่างของเจียงผิงอัน หายลับไร้ร่องรอย
เยี่ยอู๋ฉิงเพิ่งไหวตัวก็ยามนี้ เหงื่อกาฬเย็นเยียบผุดบนหน้าผาก
หากมิใช่ลูกพี่ไหวตัวเร็ว หากเขาไม่ตาย ก็ต้องเสียพลังชีวิต
มหาศาลแน่แท้
เจียงผิงอันชำเลืองจงหลินอย่างเฉยชา “ไฉนเจ้าจึงฟาด
วิญญาณร้ายนั่นมาใส่เยี่ยอู๋ฉิง?”
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร? วิญญาณร้ายมันเหินไปเองชัด ๆ เหตุใด
เจ้าจึงมาปรักปรำข้า?”
จงหลินดูเดือดดาลเช่นผู้ถูกใส่ร้าย
อันที่จริง เขาหงุดหงิดเพราะฆ่าเยี่ยอู๋ฉิงไม่สำเร็จต่างหาก
สารเลวสมควรตายนี่ใครกัน สูบวิญญาณร้ายเข้าร่างได้ด้วย
เกิดมาเพิ่งเคยเห็นพรสวรรค์เช่นนี้ครั้งแรก
เจียงผิงอันกล่าวกับจงหลินเสียงเย็น “ข้าหวังว่าเจ้าจะมิได้ตั้งใจ
หาไม่ เจ้าไม่ได้ออกจากพนาผีเบญจภัยแน่”
“เชอะ”
จงหลินดูเหยียดหยาม “เจ้ามันตัวอะไร ควรค่าข่มขู่ข้าแล้วหรือ?
รู้จักสามอัจฉริยะขอบเขตหลอมสุญตาของศาลาเติงเซียนหรือไม่?
หนึ่งในนั้นคือ…”
จงหลินยังอยากพูดต่อ แต่ก็พบว่าเจียงผิงอันหาสนใจเขาไม่ ล้วง
ยันต์ธาตุหยางแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้เยี่ยอู๋ฉิง
เมื่อเห็นว่าตนถูกเมิน จงหลินก็ไม่รู้จะเอาโทสะไประบายที่ไหน
ร่างของเขาสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ
สารเลวสมควรตายนี่ เดี๋ยวต้องฆ่าให้ตายไปด้วยกันกับเยี่ยอู๋ฉิง
เมื่อเห็นเยี่ยอู๋ฉิงเกือบเกิดอุบัติเหตุ หลัวอีเฟยก็เดือดดาลยิ่ง
ตะโกนบอกผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ว่า
“พวกเจ้าระวังหน่อย อย่าให้อู๋ฉิงบาดเจ็บ หากเขาบาดเจ็บขึ้นมา
ข้าจะหักแต้มผลงานพวกเจ้า!”
แล้วนางก็เหินเข้าไปกอดแขนเยี่ยอู๋ฉิง กล่าวอย่างเป็นกังวล “เจ้า
ตามติดข้าไว้ อย่าเที่ยวไปไหน เจออันตรายเข้าจะแย่นะ”
ขณะเยี่ยอู๋ฉิงกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไร เขาพลันสังเกตเห็นบางสิ่ง
และมองไปยังหมอกสีดำทางขวามือ
“มีคลื่นกฎมรณะอยู่ทางนั้น!”
ได้ยินเช่นนี้ ปวงชนก็ใจชื้น
กฎมรณะ? ผลวิญญาณลับขัย?
ผลวิญญาณลับขัยนี้มูลค่าสูงเสียยิ่งกว่าบุปผาหน้าผีมากนัก ผล
หนึ่งราคาห้าร้อยผลึกวิญญาณ แลกเป็นแต้มผลงานได้ห้าร้อยแต้ม
สำหรับหญิงมั่งคั่งอย่างหลัวอีเฟย มันมิได้มีราคาอะไรนัก แต่
สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไป มันเป็นราคามหาศาล
ขณะที่ปวงชนกำลังจะพุ่งไป เจียงผิงอันพลันตะโกนขึ้น “อย่าไป
ตรงนั้นมีสิ่งประหลาดอยู่!”
“อะไรล่ะนั่น?” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งถาม
“ข้าไม่รู้ แต่มีอยู่แน่ ๆ!”
เจียงผิงอันจ้องหมอกดำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขามองทะลุหมอก
ดำนี้มิได้ ราวมีกำแพงปิดกั้นสายตาเขาอยู่
“เจ้าไม่รู้แล้วจะร้องหยุดเราทำไม? หลอกให้กลัวหรือ?”
จงหลินด่าเจียงผิงอันพลางพุ่งไปทันที
คนอื่น ๆ ตามเขาไป
จากสัญญาที่ทำไว้กับหลัวอีเฟย สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่หาผล
วิญญาณลับขัยหนึ่งผลมาให้หลัวอีเฟย
หากได้มาเกิน ที่เหลือก็เป็นของพวกเขา!
ไร้ผู้ใดอยากทิ้งความมั่งคั่งนี้
“เราก็ไปด้วยกันเถอะ”
หลัวอีเฟยยิ้มให้เยี่ยอู๋ฉิง “หากข้าเจอผลวิญญาณลับขัย ข้าจะ
ให้เจ้ากิน เจ้าจะได้รีบ ๆ ทะลวงขอบเขตนะ”
หลัวอีเฟยก็ไม่เชื่อวาจาเจียงผิงอันเช่นกัน มีผู้แข็งแกร่งกว่าเขา
อยู่ตั้งมากมายแต่ไม่เห็นอะไร เขาจะเห็นสิ่งใดได้?
แต่เยี่ยอู๋ฉิงยืนนิ่งไม่ขยับข้างตัวเจียงผิงอัน ในเมื่อลูกพี่บอกว่าที่
นั่นมีปัญหา ที่นั่นก็ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน
หลัวอีเฟยเห็นเยี่ยอู๋ฉิงไม่ขยับตัว ใบหน้าจิ้มลิ้มของนางก็กระตุก
ไฉนคนผู้นี้จึงเชื่อลูกพี่อะไรนี่มากนัก สองคนนี้คงไม่มีอะไรในกอ
ไผ่กันใช่หรือไม่? หรือเยี่ยอู๋ฉิงจะถูกลูกพี่นี่…
ขณะที่หลัวอีเฟยกำลังคิดไม่ดีไม่งาม หนึ่งเสียงกรีดร้องพลันดัง
ออกมาจากหมอกดำ
“อะไรเนี่ย! อ๊าก!”
“เป็นไปไม่ได้! เจ้าถูกฆ่าไปแล้ว ไฉนเจ้าจึงยังมีชีวิตอยู่ นี่มันผี!
ผี!”
“อย่าฆ่าข้า อย่าฆ่าข้า ข้ายอมรับแล้วว่าข้าเองที่ขโมย!”
เสียงร ่าไห้ กรีดร้อง อ้อนวอน กระทั่งเสียงขบเคี้ยวประหลาดดัง
ก้องออกจากหมอกดำอย่างชวนขนลุกขนพอง
หลัวอีเฟยสีหน้าเปลี่ยน
“แย่แล้ว!”
มีอะไรอยู่ในนั้นจริง ๆ ด้วย!
นางนำธงค่ายกลระดับสูงออกมาผืนหนึ่งทันที อักขระบนค่ายกล
ล้วนเต็มไปด้วยกฎเคล็ดพลัง เมื่อส่งปราณวิญญาณเข้าไป นางก็
โยนธงค่ายกลเข้าไปในหมอกดำ
ราวมีชีวิต หมอกดำเคลื่อนตัวหายไปอย่างรวดเร็ว เผยให้เห็น
เหล่าผู้ฝึกตนเสียสติและซากศพซึ่งถูกกินส่วนศีรษะไปกองกระจาย
หลัวอีเฟยควบคุมเถาวัลย์ลากพวกเขาออกมา
หลัวอีเฟยเดาได้แล้วว่าพวกเขาพบอะไรมา เพียงหนึ่งฟาดฝ่ามือ
อักขระลึกลับตัวหนึ่งก็ปลิวใส่พวกเขา
“เปิด!”
เหล่าคนซึ่งเมื่อครู่เอะอะโวยวายนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะไหวตัวด้วย
สีหน้าสะพรึงขวัญผวาทันที
“อสูรมายา! ต้องเป็นอสูรมายาแน่ ๆ!”
พวกเขาต้องเผชิญอสูรมายา ตกเป็นเหยื่อภาพมายากันเป็นแน่
พวกเขาจึงเสียสติไปเช่นนี้
อสูรมายาเป็นหนึ่งในอันตราย ณ พนาผีเบญจภัย ขอเพียงหลง
กลมันเข้า ก็จะตกสู่มายาลึกล ้า ยากจะถอนหลุดพ้นได้
หากหลัวอีเฟยไม่ไหวตัวรวดเร็ว ไล่อสูรมายาไปได้ ทุกคนคงตก
ตายกันหมดสิ้น
จงหลินเกือบถูกกัดศีรษะหลุด โลหิตพรั่งพรู สีหน้าขวัญกระเจิง
เขาลุกขึ้นถลึงตามองเจียงผิงอัน “เจ้ารู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าในนี้มี
อสูรมายา ไฉนจึงไม่เตือนทุกคน!”
“ข้าไม่รู้ว่าอสูรมายาคืออะไร แค่สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้น”
เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ
“ยังทำไขสือ ของอย่างอสูรมายายากพบเจอ หากเจ้าไม่รู้ก่อนแต่
แรก จะรู้ได้อย่างไรว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล?”
จงหลินชักกระบี่อย่างเดือดดาล “เจ้ามีเจตนาร้าย ฆ่าศิษย์ร่วม
สำนักกันเอง สมควรถูกลงทัณฑ์!”