สู่วิถีอมตะ - บทที่ 489 เข้าสู่หมอกดำ
“จงหลิน! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ยามหลัวอีเฟยเห็นจงหลินจะลงมือ ก็แผดเสียงอย่างเดือดดาล
ทันที
ยามเกิดเหตุอะไรขึ้น ผู้คนมักโบ้ยความผิดให้กัน แต่อย่างจง
หลินที่มิเพียงโบ้ยความผิดให้ผู้อื่น ยังคิดฆ่าคนด้วย นี่เกินไปแล้ว
จงหลินซึ่งคิดลงมือเห็นหลัวอีเฟยเดือดดาล ก็เก็บกระบี่ในมือ
อย่างไม่เต็มใจ
อย่าว่าแต่สถานะของหลัวอีเฟย แค่ความแข็งแกร่งของหลัวอีเฟย
ลำพังยังมิใช่ผู้ที่เขาจงหลินสู้ด้วยได้
สามอัจฉริยะขอบเขตหลอมสุญตารุ่นนี้ นอกจากตัวเขาจงหลิน
ยังมีถังเฉินและหลัวอีเฟย
หลัวอีเฟยเป็นอันดับหนึ่ง ความแข็งแกร่งต่างชั้นมหาศาล กระทั่ง
อันดับสองอย่างถังเฉินยังห่างชั้นจากนางมากนัก
ได้ยินว่าสองวันก่อน ถังเฉินเผชิญศิษย์ใหม่ผู้หนึ่ง และถูกอีก
ฝ่ายฆ่าตายไป
จงหลินถลึงตามองเจียงผิงอันอย่างดุเดือด ก่อนจะเมินเขาไปแล้ว
หยิบโอสถออกมาฟื้นบาดแผล
อันที่จริง เขาก็รู้ว่าเรื่องนี้หาเกี่ยวข้องอะไรกับอีกฝ่ายไม่ แต่เขา
ไม่อยากยอมรับว่าเป็นความผิดของตน
เจียงผิงอันหาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘อสูรมายา’ จากป้ายแสดงตนพบ
แล้ว
อสูรมายาเป็นวิญญาณซึ่งคล้ายกับวิญญาณร้าย ชอบกินคน
เป็นอาหาร
ความแตกต่างอยู่ตรงที่อสูรมายาสามารถสร้างมายาเพื่อสร้าง
ความกลัวในใจคน ต่อให้รู้ว่าเป็นภาพหลอน ก็ยังยากปัดเป่ากำจัด
ได้
อสูรมายาระดับสูงสามารถทำได้กระทั่งฆ่าคนในมายา น่ากลัวยิ่ง
นัก
จากคำเล่าลือ ในทะเลเซียนมารมีอสูรมายาตนหนึ่ง ฆ่ายอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติในมายาได้
อสูรมายาตรงหน้าเขาไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด ยอดฝีมือ
ขอบเขตหลอมสุญตากลุ่มหนึ่งเพิ่งเข้าหมอกดำได้เพียงครู่ ก็บาดเจ็บ
ล้มตายกันแล้ว
หลัวอีเฟยมองหมอกดำและกล่าวอย่างเสียดาย “ข้ามิได้นำโอสถ
คุ้มภัยมาด้วย มิอาจรับมือวิชามายาของอสูรมายา เรากลับกันก่อน
เถอะ แล้วค่อยมาใหม่”
กระทั่งนางยังหวาดหวั่นต่ออสูรมายามากนัก
ขณะที่หลัวอีเฟยกำลังจะกลับ เจียงผิงอันพลันเอ่ยถาม “ผล
วิญญาณลับขัยนี้จะช่วยให้เยี่ยอู๋ฉิงทะลวงขอบเขตได้เร็วขึ้นหรือ?”
หลัวอีเฟยพยักหน้า “แน่นอนว่าได้ ผลวิญญาณลับขัยสั่งสม
อำนาจมรณะ ด้วยระดับของอู๋ฉิงขณะนี้ กินไปสักผลก็บรรลุขอบเขต
หลอมสุญตาได้แล้ว”
“พวกเจ้ารอข้าเดี๋ยวนะ”
เจียงผิงอันทิ้งวาจาไว้ แล้วเดินไปทางหมอกดำ
เขาอยากช่วยเยี่ยอู๋ฉิงให้ได้ผลไม้นี้มา
“เจ้าอยากตายเหรอ!”
หลัวอีเฟยรีบตะครุบเขาไว้ “เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ของสำนัก ยังไม่รู้ว่า
อสูรมายาน่ากลัวเพียงไร หากตกสู่มายาของมันเข้า เจ้าจะถูกอสูร
มายาฆ่าในทันทีนะ!”
“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไรหรอก” เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ
หลัวอีเฟยจนใจยิ่ง “พวกเจ้าเป็นเสียอย่างนี้ โอหังเกินไปนัก ยาม
เผชิญอันตรายจริง ๆ เจ้าจะไม่มีแม้แต่โอกาสให้เสียใจ”
นางหันไปกล่าวกับเยี่ยอู๋ฉิง “อู๋ฉิง เจ้ารีบเกลี้ยกล่อมลูกพี่เจ้าเร็ว
เข้า”
หลัวอีเฟยไม่สนใจว่าเจียงผิงอันจะตายหรือไม่ นางแค่อยาก
แสดงความเป็นห่วงต่อเจียงผิงอันเพื่อเอาใจเยี่ยอู๋ฉิงเท่านั้น
เยี่ยอู๋ฉิงตอบเบา ๆ “ถ้าลูกพี่บอกว่าไม่เป็นไร ก็คือไม่เป็นไร”
หลัวอีเฟย “…”
เขาพูดอะไรเจ้าก็ฟัง หากเขาบอกให้เจ้าตาย เจ้าก็จะตายหรือ?
เยี่ยอู๋ฉิงผู้นี้โง่งมนัก หลับหูหลับตาเชื่อเขาไปหมด
ในเมื่อเยี่ยอู๋ฉิงไม่สนใจ หลัวอีเฟยก็ปล่อยมือให้เจียงผิงอันเข้า
หมอกดำไป
หลัวอีเฟยมีแผนแล้ว ยามเจียงผิงอันตกตาย นางก็จะฉวยโอกาส
ยามอ่อนแอเข้าครอบครองหัวใจของเยี่ยอู๋ฉิง
ขณะมองร่างของเจียงผิงอันหายเข้าหมอกดำไป ใบหน้าของจง
หลินก็เผยความยินดีในทุกข์ผู้อื่น
เจ้าโง่นี่ยังไม่รู้ว่าอสูรมายาน่ากลัวเพียงไร แม้จะรู้ว่าเผชิญมายา
อยู่ก็ยังไร้กำลังฝืนต้าน มิอาจสลายมายาได้เลย
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ทำเพียงส่ายหัว ไม่พูดอะไร
พูดดีแค่ไหนก็หยุดผีมิให้ตายไม่ได้ เมตตาก็มิอาจหยุดคนถึง
ฆาตจากอาสัญ
ดังเขาว่า อสูรมายาน่ากลัวจริงแท้ ทันทีที่เจียงผิงอันเข้ามาใน
หมอกดำ เขาก็รู้สึกว่าห้วงจิตสำนึกถูกอำนาจพิเศษควบคุม เกิด
มายาขึ้นตรงหน้า
เขากลับมายังนิกายเทวมารแดนอุดร ณ ภพแร้นแค้น
ตัวตนประหลาดโรยลงจากฟ้า แรงกดดันรุนแรงชวนลืมหายใจ
“เจ้าพวกมดจากภพแร้นแค้น เป็นเพียงปศุสัตว์ของเราภพเซียน
ตายเสียให้หมด!”
จักรวาลพร่างพราวถูกตัวตนเหล่านี้ระเบิดแหลก กลืนกินสรรพ
ชีวิตในดวงดาวอย่างตะกรุมตะกราม
เสียงร้องของเด็กน้อย เสียงตะโกนของผู้ใหญ่ เสียงร ่าไห้ของ
คนชราร้องขอความช่วยเหลือลั่นระงม ดุจภาพวันมหาวิปโยค
สะเทือนใจและรวดร้าวยิ่ง
ยอดฝีมือจากนิกายเทวมารมากมายทะยานออก คิดสู้กับตัวตน
จากภพเซียน แต่การโจมตีของยอดฝีมือเหล่านี้ล้วนแล้วไร้ผล
ศาสตราเซียนระเบิดแหลก ยอดฝีมือถูกกลืนกิน…
ขณะนี้ เจียงผิงอันกระทั่งลืมไปครู่หนึ่งว่าตนอยู่ในมายา ความ
กลัวหลากเข้าสู่หัวใจ
อึดใจต่อมา ใบหน้าคุ้นเคยของคนบางคนก็ปรากฏขึ้นข้างตัว
เขา เมิ่งจิง เยว่เยว่ เสียวเสวี่ย…
“เจ้าท่อนไม้ ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่อยากตาย”
“พี่ผิงอัน ทำไมพี่จัดการพวกมันไม่ได้ ทำไมพี่ไม่ตั้งใจฝึกฝน?”
“ท่านพ่อ เราจะตายกันหมดใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ขณะมองใบหน้าเศร้าหมองจนใจของพวกนาง เจียงผิงอันก็รู้สึก
หนักอึ้งในใจ
แม้จะรู้ว่าเป็นมายา ความรู้สึกไร้กำลังและหวาดกลัวก็ยังแพร่เต็ม
หัวใจอย่างเกินลบล้าง
“ที่แท้ นี่ก็คือสิ่งที่ข้ากลัวที่สุดในใจ กังวลถึงการบุกรุกของภพ
เซียน…”
เจียงผิงอันยกมือคว้าเงาร่างสีขาวที่เตรียมโจมตีเอาไว้ แล้วมายา
ตรงหน้าเขาก็พลันดับวูบ
เงาสีขาวในมือเขาเป็นร่างวิญญาณประหลาดคล้ายวานร ตัว
ของมันเป็นสีขาวใส ดวงตาใหญ่ยิ่งกว่ากำปั้น
“เจ้าคงจะเป็นอสูรมายา”
อสูรมายาขวัญผวา ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง เป็นไปได้เช่นไร? อีก
ฝ่ายจับมันได้อย่างไรกัน?
มันใช้มายากับเจียงผิงอันอย่างสุดชีวิต
แล้วเจียงผิงอันก็ถูกพลังวิญญาณประหลาดเล่นงานอีกครั้ง
ภาพตรงหน้าเปลี่ยนไปอีกหน เขาปรากฏตัวในสุญตาอันเปี่ยม
ความพินาศ โลกทั้งใบไม่เหลือเค้าแห่งชีวิต
“ทุกคนตายหมดแล้ว ทุกคนตายหมดแล้ว โลกนี้ไร้หนทางคืน
ชีวิต ต่อให้บรรลุเป็นเซียนก็ไร้ประโยชน์…”
หนึ่งเสียงที่ไม่รู้แว่วมาจากหนใดดังขึ้นในหัวเขา
ความรู้สึกสิ้นหวัง เจ็บปวดและอ้างว้างแผ่กระจายในใจเจียงผิง
อัน
สีหน้าของเจียงผิงอันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย
ครั้งนี้อสูรมายาก็ยังแทงใจดำเขาตรงเผง นี่ก็เป็นสิ่งที่เขากังวล
ที่สุดเช่นกัน
“อำนาจมายานี้ดีมาก ข้าอยากได้แล้วสิ”
พลังวิญญาณแข็งกล้าของเจียงผิงอันหลากออกมา ลากตัวอสูร
มายาเข้าไปในห้วงจิตสำนึกทันที
อสูรมายาดิ้นรนอย่างขวัญเสีย
สัตว์ประหลาด! มนุษย์ผู้นี้เป็นสัตว์ประหลาด!
มันกลืนกินมนุษย์มาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบมนุษย์ที่คิดกิน
มัน!
ไม่ว่าอสูรมายาจะดิ้นรนเพียงไรก็ไร้ผล สุดท้ายก็ถูกห้วงจิตสำนึก
ของเจียงผิงอันกลืนกินไป
อสูรมายาไม่มีวันนึกฝัน ว่าวันหนึ่งมันจะสาบสูญจากโลกหล้าไป
เช่นนี้
ทัศนียภาพตรงหน้าเจียงผิงอันคืนกลับสู่ลักษณ์เดิม
ปราณมารโรยตัวหนาแน่นลี้ลับ มีต้นพฤกษ์สีดำสนิทอยู่ทุกแห่ง
หน
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ สงบสติจากอิทธิพลของอสูรมายา
ต้องบอกว่าความสามารถมายานี้น่าสะพรึงกลัวจริงแท้
หากมิใช่เพราะสัจธรรมที่ห้วงจิตสำนึกของเขาถูกมหาจักรพรรดิ
แปรสภาพ พลังวิญญาณของเขากล้าแกร่ง เขาคงถูกเล่นงานไปแล้ว
มิน่าเล่า คนครึ่งคณะจึงตกตายกันทันที
หลังสงบใจได้ เจียงผิงอันก็สังเกตว่าในหมู่ไม้ มีต้นพฤกษ์
ประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์ ความสูงไม่มากเพียงสามฉื่อ แต่กลับ
แผ่ปราณมรณะคละคลุ้งชวนอึดอัด
บนศีรษะของต้นพฤกษ์คล้ายมนุษย์นี้มีผลไม้สีดำสนิทสามผล
ห้อมล้อมด้วยกฎมรณะ
เมื่อเจียงผิงอันเข้าใกล้ ก็สัมผัสชัดเจนว่าพลังชีวิตของตนกำลัง
เสื่อมถอย
นี่น่าจะเป็นผลวิญญาณลับขัย