สู่วิถีอมตะ - บทที่ 490 บททดสอบมายาเล็ก ๆ
เจียงผิงอันกางโล่ปราณเพื่อหลีกอำนาจมรณะ
เขาเดินไปถอนรากพฤกษาคล้ายมนุษย์นี้ โยนเข้าไปปลูกใน
โลกใบน้อยในอ่างสัมฤทธิผล
ยามเด็กเขากลัวความยากจน เลยอยากได้ทุกสิ่งดี ๆ ที่เห็นไป
หมด อื้อ แบบนี้แหละ มิใช่เขาโลภแต่อย่างใด
หลังจบทุกธุระ เจียงผิงอันก็หันเดินกลับออกมา
นอกหมอกดำ หลัวอีเฟยกล่าวกับเยี่ยอู๋ฉิงว่า “อู๋ฉิง เจ้าทนอีก
เดี๋ยวนะ อย่ากระทำการวู่วาม ยังมีข้าอยู่”
ในความคิดนาง ลูกพี่ของเยี่ยอู๋ฉิงน่าจะถูกอสูรมายาข้างในกลืน
กินไปแล้ว
คนอื่น ๆ อย่างน้อยก็ยังมีเสียงเอะอะบ้างก่อนตาย แต่พออีกฝ่าย
เดินเข้าไป กลับเงียบกริบไร้การเคลื่อนไหว
ไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาคิดอะไรอยู่ กระทั่งผู้ฝึกตนระดับสูงในขอบเขต
หลอมสุญตาเหล่านี้ยังไม่กล้าเข้าไป ไฉนเขาจึงต้องเข้าไปด้วย
ขณะที่หลัวอีเฟยคิดถึงตรงนี้ หนึ่งร่างสูงใหญ่ก็เดินออกมา ฝีเท้า
มั่นคงมิเชื่องช้า ราวกำลังเดินเล่นตามปกติ
เมื่อทุกผู้เห็นเจียงผิงอัน ปวงชนยกเว้นเยี่ยอู๋ฉิงล้วนตกตะลึง
ปรากฏว่าเขาออกมาได้!
ซ ้ายังสมบูรณ์ดี ไร้ร่องรอยบาดแผลใด ๆ!
เป็นไปไม่ได้ อสูรมายาฆ่าได้กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นปลายขอบเขต
หลอมสุญตา จะฆ่าเขาไม่ได้อย่างไรกัน?
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งครุ่นคิด “หรืออสูรมายาจะถูกธงค่ายกลของศิษย์
น้องหญิงหลัวเล่นงานจนหนีไปแล้ว?”
“ถูก! ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! หาไม่เขาไม่มีทางอยู่ดีแน่!” จงหลิน
ตอบยืนยัน
หากมิใช่เพราะอสูรมายาหนีไป คงเกิดอะไรขึ้นกับคนผู้นี้แล้วเป็น
แน่ ช่างโชคดีเสียจริง
จงหลินนึกถึงบางอย่าง ก็รีบพูดขึ้นว่า “ได้ผลวิญญาณลับขัยมา
หรือไม่? นี่คือสิ่งที่ทุกผู้พบร่วมกัน ต้องแบ่งให้เท่า ๆ กันนะ”
เจียงผิงอันหันไปถามหลัวอีเฟย “ผลวิญญาณลับขัยที่เจอ ต้อง
แบ่งให้เท่ากันหรือ?”
หลัวอีเฟยฟื้นจากความตะลึง ส่ายหัวตอบทันที
“ไม่ต้อง นอกจากที่ต้องให้ข้าผลหนึ่ง ผลที่เหลือเจ้าจัดการเช่น
ไรก็ได้ แล้วอสูรมายาข้างในนั่นเล่า? มันหนีไปแล้วจริง ๆ หรือ?”
“หนีไปแล้ว”
เจียงผิงอันไม่อธิบายมากนัก เขาใช้โล่ปราณหุ้มผลวิญญาณลับ
ขัยผลหนึ่งส่งให้หลัวอีเฟย และมอบอีกสองผลที่เหลือให้กับเยี่ยอู๋ฉิง
เขากินของพรรค์นี้ไปก็ไร้ประโยชน์ อย่างมากก็แค่แลกแต้ม
ผลงานได้นิดหน่อย แต่สำหรับเยี่ยอู๋ฉิง ผลไม้นี้ทำให้เขาเติบโตเร็ว
ขึ้นได้
ดวงตาของเยี่ยอู๋ฉิงเปี่ยมความรู้สึกขอบคุณ เขาไม่เอ่ยวาจาตาม
มารยาทใด ๆ จดน ้าใจนี้ไว้ในอก แล้วเก็บผลวิญญาณลับขัยไป
ข้างตัวเขา หลัวอีเฟยรู้สึกเหมือนตนถูกนำไปเปรียบเทียบกับ
เจียงผิงอัน
เจ้าผู้ชายตัวเหม็นสมควรตาย จะมาแย่งบทเด่นจากข้าไปทำไม
หลัวอีเฟยเองก็มอบผลวิญญาณลับขัยให้เยี่ยอู๋ฉิง และพูดว่า “อู๋
ฉิง ไว้กลับไปข้าจะขออำนาจศักดิ์สิทธิ์จากท่านแม่ข้าให้เจ้านะ”
ฮึ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะเทียบกับผู้ชายเช่นนี้มิได้
เจียงผิงอันหารู้ความคิดของหลัวอีเฟยไม่ แต่ก็ยังยินดียิ่งที่เกิด
ประโยชน์กับเยี่ยอู๋ฉิง
ข้างกันนั้น จงหลินกัดฟันอย่างริษยา พูดอย่างไม่พอใจว่า “ก่อน
หน้านี้เราล่วงหน้าสำรวจทางก่อน ต่อให้ไม่มีผลงานก็ยังทุ่มเท ไฉน
คนผู้เดียวจึงได้ผลวิญญาณลับขัยไปหมด? หายุติธรรมไม่!”
เจียงผิงอันขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วจึงหันไปถาม “หุบปากได้หรือไม่
หนวกหูจริง”
ไม่อยากสนใจเจ้านี่เลย แต่เจ้านี่ก็เอาแต่พูดใกล้ ๆ เขาอยู่นั่น
แหละ
“เจ้ามันตัวอะไร! ควรค่าให้ข้าหุบปากด้วยหรือ? รู้หรือไม่ว่าข้า
เป็นใคร? ข้าเป็นหนึ่งในสามอัจฉริยะขอบเขตหลอมสุญตานี้นะ!”
จงหลินเผยตัวตนทันที ทุกครั้งที่เขาเผยตัวตนต่อหน้าคนแปลก
หน้า คนเหล่านี้ก็จะตกใจสุดแสน ไม่ก็เข้ามาประจบประแจงเขา
เขาจ้องหน้าเจียงผิงอัน อยากเห็นอีกฝ่ายสีหน้าเปลี่ยนอย่าง
รุนแรง
แต่จงหลินก็ย่อมต้องผิดหวัง สีหน้าเจียงผิงอันไม่สะท้านสักนิด
ราวกับเพิ่งได้ยินชื่อผู้ผ่านทางมา
“แล้วเช่นไร? หุบปากได้หรือไม่?”
ภพบุกเบิกทรัพยากรมั่งมี การทะลวงขอบเขตฝึกฝนเป็นไปอย่าง
รวดเร็ว วุฒิภาวะของผู้ฝึกตนที่นี่ย ่าแย่อย่างยิ่ง มองในภาพรวมแล้ว
วุฒิภาวะของผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาในภพบุกเบิกยังดีไม่เท่าผู้
ฝึกตนขอบเขตสร้างรากฐานของภพแร้นแค้นด้วยซ ้าไป
จงหลินเห็นว่าเป้าหมายไม่บรรลุ ก็รู้สึกเหมือนเสียหน้า ยิ่ง
หงุดหงิดเข้าไปอีก
“เจ้าคนสามหาว ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน กล้า
ประลองกันหรือไม่!”
มีแต่ต้องประลองกัน บุคคลตรงหน้าจึงจะยอมรับในตัวตนของ
เขา
เจียงผิงอันเอ่ยเสียงเรียบ “อย่าหาที่ตายเองดีกว่า”
“เดี๋ยวก็รู้ว่าใครหาที่ตาย!”
จงหลินระเบิดอารมณ์ทั้งหมดออกมา ชักดาบเข้าจู่โจมโดยไม่รอ
อีกฝ่ายไหวตัว
ขณะนี้ ปราณชวนสะพรึงระเบิดออกจากร่างของเจียงผิงอัน
ร่างของจงหลินนิ่งค้างราวรูปสลัก
นี่… มันพลังอะไรกัน? ทำไมน่ากลัวถึงเพียงนี้? เป็นปราณที่ผู้ฝึก
ตนขอบเขตหลอมสุญตาปล่อยออกมาได้จริง ๆ หรือ?
เจียงผิงอันเงื้อหมัด อำนาจทรงพลังก่อตัว ฟ้าดินแปรสีสัน วายุ
โหยหวนคลั่ง มวลใบไม้สั่นเสียด
จงหลินคิดจะหนี แต่ก็พบว่าตนมิอาจขยับได้
วิกฤติถึงตายทำให้ความกลัวในใจจงหลินพุ่งสูงถึงขีดสุด สิ้น
ความหยิ่งผยองเมื่อครู่ คุกเข่าดังตุ้บกับพื้น
“อย่าข้าฆ่า! ขอร้องล่ะอย่าฆ่าข้าเลย!”
ภายใต้มรณะจ่อคอ จงหลินอ้อนวอนอย่างลืมศักดิ์ศรี
ยามเขาคุกเข่าลง เขาพลันพบว่าปราณน่าสะพรึงกลัวหายไป
แล้ว
บุคคลรอบกายมองจงหลินด้วยสีหน้างุนงง
“จงหลิน เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าน่ะ?”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งข้างตัวเขาถามอย่างสงสัย
เมื่อครู่ขณะจงหลินท้าทาย ตัวเขาพลันแน่นิ่ง ก่อนจะคุกเข่าอ้อน
วอนขอความเมตตา
ตัวจงหลินเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน รอบข้างไร้
กระแสลม ปราณของอีกฝ่ายก็มิได้ร้ายแรงอะไร
“มายา! นั่นคือวิชามายา!”
จงหลินอับอายยิ่งนัก เขาเป็นถึงหนึ่งในสามอัจฉริยะขอบเขต
หลอมสุญตา แต่กลับคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาบนพื้น หาก
เรื่องนี้แพร่งพราย เขาคงมิอาจเงยหน้าในศาลาเติงเซียนได้อีก
“วิชากักขฬะพรรค์นี้ เดี๋ยวก็รู้ว่าเจ้าจะใช้ได้อีกกี่หน!”
จงหลินชักกระบี่ในมือ ไหวกายมาตรงหน้าเจียงผิงอันแล้วฟาด
ฟันลง
ด้วยกระบี่นี้ เขาเพิ่มความเร็วขึ้นถึงขีดสุด ปลายกระบี่ผ่านที่ใด
สุญตาล้วนถูกกรีดเป็นรอยดำ
อย่าว่าแต่กระบี่นี้ถูกใช้กับผู้ฝึกตนระดับต ่ากว่า ต่อให้เป็นผู้ฝึก
ตนระดับเดียวกันก็อย่าหวังรับไว้ได้เลย
ปวงชนทั้งหลายต่างตกใจ
“จงหลิน! หยุดนะ!”
หลัวอีเฟยจะเข้าหยุดก็สายไปแล้ว ปลายกระบี่ถึงตัวเจียงผิงอัน
แล้ว
ขณะที่พวกหลัวอีเฟยคิดว่าเจียงผิงอันตายแน่อยู่นั้น กระบี่คม
กริบก็หยุดลง
มิใช่เพราะจงหลินเป็นฝ่ายหยุดกระบี่เอง แต่เจียงผิงอันเอื้อมมือ
ออกมา ใช้สองนิ้วคีบหยุดกระบี่ไว้
หลัวอีเฟยและคณะเกือบคิดเสียแล้วว่าพวกตนก็ถูกวิชามายา
เข้า
แม้กระบี่ของจงหลินจะมิได้ใช้วิชาลับสูงสุดอะไร แต่ก็ไม่มีทางใช้
สองนิ้วคีบได้ง่าย ๆ เช่นนี้!
จงหลินเจ้าของกระบี่เข้าใจความตกใจนี้ดีกว่าใคร ความรู้สึก
กดดันที่เจียงผิงอันมอบแก่เขาทำให้เขารู้สึกราวเผชิญหน้ายอดฝีมือ
ขอบเขตบูรณาการ
“หากโจมตีข้าอีก เจ้าได้ไปโลกหน้าแน่”
นิ้วของเจียงผิงอันออกแรงเล็กน้อย แล้วกระบี่ก็แหลกกระจาย
เพียงหนึ่งบิดข้อมือ ปลายกระบี่ก็แปรเปลี่ยนเป็นลำแสง พุ่งปักตัวจง
หลิน
จงหลินก้มลงมองอาภรณ์ซึ่งถูกย้อมแดงของตน ริมฝีปากสั่น
ระริก ใบหน้าเหม่อลอยเหลือเชื่อ
“ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ไฉนเจ้าจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้?
มายา! ข้าต้องยังอยู่ในวิชามายาแน่ ๆ!”
จงหลินไม่เชื่อว่าเจียงผิงอันจะแข็งแกร่งขนาดนี้ คิดไปว่าตนยัง
สลัดมายาไม่หลุด จึงนำโอสถคุ้มภัยระดับต ่าเม็ดหนึ่งออกมากินล้าง
มายา
ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ท้องของเขายังคงหลั่งเลือด ความ
เจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วกาย
หลัวอีเฟยดูเคร่งขรึม ถามเยี่ยอู๋ฉิงที่ข้างตนว่า “ลูกพี่เจ้าชื่อ
อะไร?”
“เจียงผิงอัน”
เมื่อเยี่ยอู๋ฉิงขานนามครบสามพยางค์ ร่างของปวงชนก็สะท้าน
รุนแรง