สู่วิถีอมตะ - บทที่ 492 ผีดิบ
กระดูกขาวผ่าร่างเจียงผิงอันเป็นสองส่วน โลหิตอุ่นร้อนสาด
กระจายในพนาผี
ขณะนั้น เจียงผิงอันใช้งานลวดลายสีเขียวที่หลังมือตนทันที
ปราณมารครึ่งหนึ่งในตัวถูกสูบใช้ ทว่าร่างของเขาก็หายจากที่
คืนสู่จุดที่อยู่เมื่อห้าอึดใจก่อน
ร่างของเจียงผิงอันคืนสู่ปกติ เขาถอยกรูดอย่างหวาดผวา มอง
โครงกระดูกขาวอย่างเคร่งขรึม
นี่มันอะไรกัน!
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังงุนงง ตัวตนประหลาดอันมีร่างเน่าเฟะ
เหม็นโฉ่ก็ตะเกียกตะกายออกมาจากใต้ผืนดิน
มันหามีปราณชีวิตเช่นวิญญาณคนเป็นไม่ มันอัดแน่นด้วย
ปราณมรณะ เน่าเฟะเสียจนเกือบเหลือเพียงกระดูก แต่ก็ยังขยับ
เคลื่อนไหวได้ ไม่สมเหตุสมผลเสียยิ่งนัก
“ผีดิบ”
สองคำนี้เด้งขึ้นในใจเจียงผิงอันทันที
นี่เป็นตัวตนอันสุดขั้วยิ่ง มิได้เกิดจากการขยายพันธุ์ แต่เกิดจาก
วิญญาณร้ายที่เข้าสิงสู่ซากศพ
ปกติแล้ว ‘ผีดิบ’ มักเกิดในพื้นที่สุดขั้วหยิน ชอบกินสิ่งมีชีวิต
นี่คือหนึ่งในเบญจภัยในพนาผี
ผีดิบตนนี้ต้องเคยเป็นยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการก่อนตายมา
เป็นแน่ และถูกสิงสู่ยามตกตาย แม้จะไร้แรงกดดันเช่นยอดฝีมือ
ขอบเขตบูรณาการ สังขารนี้ก็ยังเคลือบด้วยกฎเคล็ดพลัง
เพราะเช่นนี้ อีกฝ่ายจึงผ่าร่างเจียงผิงอันในการโจมตีเดียวได้
“โฮก~”
ลำคอเน่าเฟะของผีดิบส่งเสียงคำรามไม่น่าฟัง ก้าวเข้ามาโจมตี
เจียงผิงอัน
สีหน้าของเจียงผิงอันเคร่งขรึม แม้ผีดิบตนนี้จะไร้พลังเช่นยาม
ก่อนตาย แต่ก็ยังแข็งแกร่ง
จากข้อมูลที่ทราบมา โครงกระดูกของสัตว์ประหลาดนี้มีมูลค่า
มากมาย หากนำออกไปได้ จะแลกเป็นแต้มผลงานได้บ้างแน่นอน
เจียงผิงอันออกหมัดทำลายล้าง พุ่งเข้าชกตรง ๆ
ตู้ม!
แรงปะทะมหาศาลกวาดทั่วพนาในรัศมีสองลี้ ผีดิบร่างเน่าถูก
ฟาดกระเด็นสู่เวหา กระดูกร่วงเกรียวเป็นกองใหญ่
ขณะที่เจียงผิงอันคิดฉวยโอกาสยามคว้าชัยเข้าซ ้าเติม ผีดิบตน
นี้พลันลุกขึ้นวิ่งหนี พุ่งสู่ส่วนลึกของพนาผี
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะไล่ตาม เขาก็พลันชะงัก
มิใช่แล้ว!
ผีดิบเป็นสิ่งไร้สติ ไม่มีทางกลัวตายอย่างแน่นอน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่ไล่ตาม ผีดิบพลันชะงักหยุด
ขณะนี้ ผีดิบนับไม่ถ้วนตะเกียกตะกายออกมาจากพื้น ร่างของ
พวกมันเปี่ยมบรรยากาศชวนขนลุก ปราณมารตลบตัวบ้าคลั่ง
เจียงผิงอันหน้าถอดสี ถูกซุ่มโจมตี!
ขณะที่เขาจะเดินหนี ร่างเน่าเฟะของผีดิบบินได้ตนหนึ่งก็พุ่งออก
จากหมอกดำอย่างรวดเร็ว ฟาดตัวเขาหล่นลงไปทันที
เจียงผิงอันกระแทกลงกับพื้น แดนดินสั่นสะท้าน ฝุ่นคลุ้งตลบ
ผีดิบฝูงหนึ่งกลุ้มรุมโจมตี
สีหน้าของเจียงผิงอันเครียดขรึมสุดขีด นำกิ่งมารสะเทือนสรวง
ออกมาทุบฟาด
ร่างเน่าเฟะมากมายถูกทุบแหลกระเบิด กระดูกกระจัดกระจาย
เกลื่อนพื้น
แต่ผีดิบก็ดูไม่หมดสิ้น ตะเกียกตะกายออกมาจากความมืดมิดไม่
หยุดหย่อน
ยามสงครามเปิดฉาก เจียงผิงอันกวัดแกว่งกิ่งมารสะเทือนสรวงสู้
ยิบตา
พนาผีเบญจภัยอยู่มาแต่โบราณ เกิดขึ้นก็เพราะมีเซียนตกตาย
กระดูกของเซียนผู้ดับดิ้นซึ่งมีอำนาจกฎเกณฑ์อันยากประมาณ
กระจัดกระจายอยู่ที่นี่ จึงกลายเป็นพนาผีเบญจภัย
หลายต่อหลายปีผ่านมา มิอาจทราบว่ามีผู้ฝึกตนมาตายในพนา
ผีเบญจภัยกี่มากน้อย เกิดเป็นผีดิบมากี่ตน
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันถูกอำนาจในกฎเคล็ดพลังฟาดกระเด็น เสียงกระดูก
ร้าวดังเสียดโสต
เจียงผิงอันกัดฟัน ขณะต่อสู้ เขาก็พบช่องว่างแล้วหนีไปอย่าง
รวดเร็ว แม้จะถือกิ่งมารสะเทือนสรวง เขาก็ยังสู้กับผีดิบมากมายเพียง
นี้ไม่ไหว
หนึ่งเสียงคำรามชวนผวาดังเลื่อนลั่นในพนาผีเบญจภัย
ศิษย์บางคนที่เข้ามาผจญภัย เก็บบุปผาหน้าผีในป่าได้ยินเช่นนี้
ต่างก็หนีไปซ่อนตามหลืบมุม ร่างกายสั่นสะท้าน
ไม่รู้ว่ามีใครไปแตะสิ่งใดที่ไม่ควรแตะต้อง ทำให้ฝูงผีดิบออก
อาละวาด
แต่ไม่ว่าผู้ใด หากถูกผีดิบล้อมรุม ก็มีแต่ต้องตาย!
เจียงผิงอันหนีอย่างรวดเร็วในพนาผี ขณะที่ผีดิบเบื้องหลังยังคง
ไล่ล่าไม่ลดละ
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็ตระหนักถึงบางสิ่ง สีหน้าของเขา
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
ผิดแล้ว! ผีดิบพวกนี้จงใจล่อให้เขามุ่งหน้าลึกกว่าเก่า!
เพื่อยืนยันการคาดเดาของตน เจียงผิงอันจึงเปลี่ยนทิศย้อนศร
ทันที
ทันใดนั้น ผีดิบจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นขวาง
และยามเขาวิ่งในทิศที่ตนเคยวิ่ง ตรงหน้าก็ไม่ปรากฏผีดิบตนใด
“เจ้าเป็นใคร!”
เจียงผิงอันตะโกน
เขาไม่เชื่อว่าทุกสิ่งจะบังเอิญเพียงนี้ ต้องมีผู้ใดชักใยอยู่เบื้องหลัง
แน่ ๆ!
ส่วนทำไมนั้น เจียงผิงอันหาทราบไม่ หรือเพราะยอดสมบัติในมือ
เขา?
ขณะนั้น หลุมมิติสีดำพลันปรากฏตรงหน้า ผีดิบบินได้ตนหนึ่ง
พุ่งชนร่างเจียงผิงอันด้วยความเร็วสูงจนกระเด็นเข้าไปในหลุมมิติ
มิติฟื้นสภาพอย่างรวดเร็ว ผีดิบรอบข้างจมหายลงสู่ใต้พื้นดิน
ราวไม่เคยปรากฏตัว
เจียงผิงอันไม่มีจุดใดในตัวที่ไม่เจ็บ จึงกิน ‘โอสถหกวงจร
จักรวาล’ เม็ดหนึ่งเพื่อเยียวยาบาดแผลทันที
เขาเมินความเจ็บปวด ถือกิ่งมารสะเทือนสรวงพลางมองไปรอบ ๆ
อย่างระแวดระวัง
บริเวณรอบข้างสลัวมัวสุดขีด ที่นี่เป็นสถานที่ปิด มีอักขระลึกลับ
ระดับสูงสลักไว้บนผนัง แต่ละตัวดูคล้ายบรรจุอำนาจไม่รู้จบ ผนึกมิติ
ที่นี่ไว้
เปลวเพลิงน ้าเงินเข้มลอยอยู่เบื้องหน้า ส่องสว่างให้บริเวณรอบ
ข้าง
ในดวงเพลิงสีน ้าเงินเข้มนั้นมีโลหิตสีน ้าเงินเข้มหยดหนึ่ง แผ่
บรรยากาศยิ่งใหญ่ทรงพลัง
หัวใจของเจียงผิงอันบิดตัวรุนแรง อกหอบกระเพื่อมหนักหนา ถือ
กิ่งมารสะเทือนสรวงไว้แน่น
แม้จะเป็นยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติ เลือดหนึ่งหยดยังไม่แผ่
ปราณน่ากลัวเพียงนี้!
เจียงผิงอันอยากจะย้อนเวลา แต่ก็พบว่าทุกสิ่งไร้ประโยชน์
อำนาจไร้ลักษณ์สายหนึ่งผนึกสรรพสิ่งรอบตัวเขาไว้ รวมถึงกาลเวลา
ด้วย!
เพลิงสีน ้าเงินเข้มพลันเต้นกระตุก แรงกดดันมหาศาลทำให้หัวใจ
เจียงผิงอันเกือบหยุดเต้น เม็ดเหงื่อเท่าเมล็ดถั่วไหลอาบบนแก้ม
“การโจมตีเมื่อครู่เป็นบททดสอบสำหรับเจ้า เจ้ามีพรสวรรค์ไม่
เลว เต็มใจเป็นผู้สืบทอดของข้าหรือไม่”
หนึ่งเสียงลึกลับลอยแว่วออกมาจากโลหิตหยดนั้น
เป็นที่ชัดเจนว่าอีกฝ่ายมิได้พูดภาษาใด แต่เจียงผิงอันกลับ
เข้าใจ ราวกับเป็นอิทธิพลของกฎสูงสุด
ร่างของเจียงผิงอันสั่นสะท้านรุนแรง รีบกุมกำปั้นคารวะ
“ผ… ผู้อาวุโส ผู้น้อยซื่อบื้อ อายุร้อยกว่าปียังมีขอบเขตเพียง
เท่านี้ ข้ามีสหายผู้หนึ่งนามจงหลิน พรสวรรค์ล ้าเลิศเกรียงไกร อายุ
ยังน้อยก็ลือลั่นทั่วหล้า ให้เขามารับสืบทอดจากท่านน่าจะดีกว่า”
ปราณยิ่งใหญ่สูงส่งแผ่ออกจากในเพลิงสีน ้าเงินอีกครั้ง
“เจ้าอาจไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นเซียนจากภพเซียน บรรลุวิชา
เซียนจากภพเซียน หากเจ้าเป็นผู้สืบทอดของข้า ก็พิชิตฟ้าดินได้”
ม่านตาของเจียงผิงอันหดตัว เขาเดาผิดที่ไหน โลหิตหยดนี้เป็น
โลหิตเซียนจริง ๆ ด้วย!
เจียงผิงอันสะกดความแตกตื่นในใจ กล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม
“ผู้น้อยโหยหาความสำราญ มิกล้าตอบรับมรดกของผู้อาวุโสจริง ๆ
ด้วยกลัวทำชื่อเสียงเซียนมนุษย์หม่นหมอง โปรดไปหาศิษย์พี่ของ
ผู้น้อยจงหลินเถิด”
“เจ้าไม่อยากเป็นเซียนหรือ?”
“ไม่อยาก”
“เช่นนั้น เจ้าไม่อยากเป็นหนึ่งในฟ้าดิน เมามายด้วยสุรานารี
หรือ?”
“ไม่อยาก”
เพลิงสีน ้าเงินเต้นกระตุกรุนแรง บรรยากาศซึ่งเดิมศักดิ์สิทธิ์
ยิ่งใหญ่พลันเปลี่ยนสู่วังเวงชวนขนลุก โลหิตสีน ้าเงินเปลี่ยนสู่สีดำ
มิติทั้งแดนดินปกคลุมด้วยความมืด
น ้าเสียงแผ่วจางนั้นก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ “เจ้าคิดว่ามองทะลุทุก
การเสแสร้งได้ แล้วจะเปลี่ยนอะไรได้หรือ?”