สู่วิถีอมตะ - บทที่ 505 ความตกตะลึงของหร่านหงเฉิน
ผู้ฝึกตนมากมายไม่อยากสู้แล้วจริง ๆ พวกเขาแค่อยากอยู่เฉย ๆ
จนถึงชั่วยามสุดท้าย
แต่ยามดนตรีขับขาน สรรพสิ่งพลันแปรเปลี่ยน จังหวะทำนอง
กระตุ้นโลหิตเดือดพล่าน ทำให้จิตวิญญาณการต่อสู้ภายในใจปวง
ชนฮึกเหิมเกินควบคุม
แม้รู้ตัวว่าไม่อยากสู้ ก็ยังสู้กับผู้อื่นอยู่ดี
“ฝีมือเจียงผิงอันผู้นั้น! เจียงผิงอันเล่นฉินสะกดใจทุกคนอยู่!”
ศิษย์ฝ่ายรักษาระเบียบฉวยโอกาสนี้ชี้นิ้วไปทางเจียงผิงอัน อยาก
ให้ปวงชนร่วมกันเล่นงานเขา
ทว่า ศิษย์คนนั้นเพิ่งพูดจบประโยค หนึ่งหมัดก็กระแทกเข้าใส่จน
ร่างเกือบแหลก โลหิตเจียนทะลักออกปาก
“เจ้าชกข้าทำไม! เราสองคนมาจากฝ่ายรักษาระเบียบเหมือนกัน
นะ!”
ผู้ฝึกตนคนนั้นกระเด็นไป พลางโวยวายใส่ผู้ย่องเข้ามาลอบ
โจมตีเบื้องหลัง
ผู้ลอบโจมตีมีท่าทีละอายระคนสับสน “ข… ขออภัย ข้าก็ไม่รู้ว่า
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเช่นกัน เมื่อครู่สติข้าวูบไปแล้วเผลอโจมตีเจ้า
สัญญาว่าอุบัติเหตุเช่นนี้จะไม่เกิดอีก…”
ขณะเขากำลังอธิบาย ผู้ฝึกตนที่เพิ่งถูกต่อยก็เหินเข้ามาออก
หมัดใส่เขาจนกรามแทบหลุด
“ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ เมื่อครู่จู่ ๆ ข้าก็จิตหลุด เลยลงมือกับเจ้า…”
“โกหก! เจ้าอยากล้างแค้นชัด ๆ! รับมือ!”
ผู้ฝึกตนฝ่ายรักษาระเบียบทั้งสองเปิดศึกกัน
อันที่จริง พวกเขาล้วนแล้วมิได้โกหก ไม่ได้ตั้งใจกันจริง ๆ
ตัวการของเรื่องทั้งหมดนี้คือเจียงผิงอัน
เขาร้อยพลังวิญญาณเข้าสู่เสียงฉิน กระทบถึงอารมณ์และ
พฤติกรรมของปวงชน
มันสามารถกระทั่งควบคุมการกระทำของผู้ฟังได้ด้วย
แน่นอน การควบคุมผู้อื่นอย่างสมบูรณ์นั้นเป็นไปไม่ได้ มันมี
ข้อจำกัดอยู่ในระดับหนึ่ง หากเป็นเพียงการชกง่าย ๆ ย่อมควบคุมได้
แต่หากจะให้บุคคลฆ่าตัวตาย บุคคลนั้นก็จะรู้ตัว การควบคุมจะ
ล้มเหลวทันที
เจียงผิงอันไล้นิ้วบนสายฉิน เสียงดนตรีอันเปี่ยมอารมณ์สะท้อน
ในสมรภูมิ ผู้ฝึกตนทั้งหลายต่อสู้ละเลงเลือด เร่งความเร็วของการตัด
สิทธิ์คัดออก
ผู้ฝึกตนซึ่งชมศึกอยู่เองก็คึกคักขึ้นมา
“เซินถูอี้! สู้เขา!”
“ศิษย์พี่หญิงหร่านหงเฉิน! ต้องชนะให้ได้นะ!”
“ฆ่าโหยวเชียนชิวเสียแล้วเอาแต้มเขามา!”
เป็นไปตามผู้ฝึกตนส่วนใหญ่คาดการณ์ สามบุคคลที่มีแต้ม
สูงสุดก็คือสุดยอดอัจฉริยะทั้งสาม
พวกเขาทั้งสามเจิดจรัสเยี่ยงตะวัน แต้มเหนือศีรษะสูงเกินแสน
และยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ ทุกครั้งที่ฆ่าผู้ใดไป แต้มก็จะเพิ่มขึ้นเป็นพันหมื่น
ในโถงหลักของศาลาเติงเซียน ผู้อาวุโสใหญ่โหยวซิวยิ้มอ่อนใจ
“แม้พรสวรรค์บุตรข้าจะดี อัจฉริยะอีกสองคนก็ใช่จะแย่ ดูเหมือนจะ
ชนะยากเสียแล้ว”
ประมุขศาลาหลัวซู่พยักหน้า “อัจฉริยะรุ่นนี้ไม่เลวจริง ๆ”
นางหันไปกล่าวกับเฉียนฮวั่นโหรว “น่าเสียดายที่ศิษย์ข้าอายุ
มากเกินไป หากได้เข้าประลองยุทธ์ตามขอบเขต ศิษย์ข้าคงทำ
อันดับได้สูงแน่”
หลัวซู่มั่นใจในระบบการฝึกฝนที่เฉียนฮวั่นโหรว ‘สร้างเอง’ ยิ่ง
“เสี่ยวโหรว จากมุมมองเจ้า ผู้ใดในอัจฉริยะทั้งสามมีโอกาสชนะ
มากกว่ากัน?” หลัวซู่ถามอย่างผ่อนคลาย
เฉียนฮวั่นโหรวเงียบไป ไม่รู้จะตอบเช่นไร
หลัวซู่กล่าวยิ้ม ๆ “ไม่ต้องห่วง ผู้อาวุโสโหยวไม่ถือสาหรอก”
นางก็คิดไปว่าเฉียนฮวั่นโหรวกังวลว่าจะพูดขัดใจผู้อาวุโสใหญ่
โหยวซิว จึงมิกล้าพูดออกมา
เฉียนฮวั่นโหรวส่ายหัว “ศิษย์มิได้กังวลเรื่องนี้หรอกเจ้าค่ะ แต่คิด
ว่าผู้ชนะสุดท้ายจะมิใช่ใครในสามคนนี้ต่างหาก”
สีหน้าประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าหลัวซู่ “มิใช่สามคนนี้?
แล้วเจ้าคิดว่าผู้ใจจะชนะ? คงมิใช่เจ้าคิดว่าคู่บำเพ็ญของเจ้าเจียงผิง
อันจะชนะหรอกหรือไม่?”
เฉียนฮวั่นโหรวพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “นั่นแหละที่ศิษย์จะสื่อ”
“ฮ่า ๆ ๆ~”
หลัวซู่และเหล่าบุคคลระดับสูงระเบิดฮา
แม่หนูนี่ดูจะนับถือเจียงผิงอันมาก กระทั่งเรื่องเช่นนี้ยังกล้าพูด
ฝีมือของเจียงผิงอันสะดุดตาจริงแท้ แต่เห็นได้ชัดว่ายังห่างไกล
กับอัจฉริยะคนอื่น ๆ
สู้ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการทั่วไปยังมิได้ด้วยซ ้า
ขณะนี้ เจียงผิงอันทำได้เพียงเล่นฉินคุ้มกันตนเองด้วยพลัง
วิญญาณ มิอาจต่อสู้อย่างอิสระได้เช่นคนทั้งสาม
หลัวซู่เองก็ไม่อยากทำร้ายหัวใจศิษย์ตน จึงกล่าวให้ฟังดูดีว่า
“หากเจียงผิงอันมิได้บาดเจ็บสาหัส บางทีโอกาสก็อาจจะมี แต่ยามนี้
หากคิดคว้าชัย ก็แทบเป็นไปไม่ได้เลย”
อันที่จริง หลัวซู่เชื่อว่าต่อให้เจียงผิงอันไม่บาดเจ็บ เขาก็ยังไร้
โอกาสชนะได้ ที่พูดไปนั้นเพื่อปลอบใจเฉียนฮวั่นโหรวล้วน ๆ
เฉียนฮวั่นโหรวมิได้พูดอะไรมาก นางรู้ว่าตนพูดไป อาจารย์นาง
ก็ไม่เชื่อ
ตัวเฉียนฮวั่นโหรวเองก็ไม่รู้ว่าเจียงผิงอันจะชนะได้อย่างไร แต่
นางมั่นใจในเจียงผิงอันเต็มที่
ศึกนี้ยิ่งทวีความเข้มข้น ในชั่วกาลเพียงครึ่งชั่วยาม ในสมรภูมิก็
เหลือคนไม่ถึงพัน
ในศึกศาลาเซียนครั้งก่อน ๆ ยามจบศึกมิได้โหดร้ายเช่นนี้
ทั้งหมดนี้เพราะเสียงดนตรีของใครบางคน ทำให้โลหิตปวงชน
เดือดพล่านจนโถมกำลังห ้าหั่น
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังเล่นฉิน จู่ ๆ ก็สัมผัสได้ถึงภัยคุกคาม
รุนแรง
เมื่อมองขึ้นไป ก็พบสตรีในชุดกระโปรงยาวสีม่วงเล็งการโจมตี
มาที่ตน
ตัวเลขเหนือศีรษะนางสูงเกินหนึ่งแสนห้าหมื่น เจิดรัศมีเรืองรอง
เกินตะวัน ทิ่มแทงแสบตายิ่งนัก
คนผู้นี้คือหนึ่งในผู้มีโอกาสชนะสูงสุดในสายตาปวงชนครั้งนี้
หร่านหงเฉิน
เจียงผิงอันสังเกตอีกฝ่ายไว้แล้ว พบว่าสตรีผู้นี้มีพรสวรรค์อำนาจ
ศักดิ์สิทธิ์ ชื่อว่า ‘ภาพสะท้อน’
อำนาจศักดิ์สิทธิ์เป็นชื่อเรียกวรยุทธ์สูงสุด และพรสวรรค์ของคน
ผู้นี้ก็อยู่ในเกณฑ์อำนาจศักดิ์สิทธิ์!
คนอื่น ๆ มีแต่ต้องฝึกฝนจึงบรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์ แต่นางเกิดมา
พร้อมกับมัน
เจียงผิงอันใคร่รู้ยิ่งว่านี่จะเป็นพลังเช่นไร
หร่านหงเฉินยกหัตถ์หยกขาวของนาง เพียงวาดเบา ๆ บางสิ่ง
คล้ายคันฉ่องก็ปรากฏตรงหน้านาง
ขณะที่เจียงผิงอันคิดว่าตนจะถูกลากเข้าไปในมิติภาพสะท้อนที่
ร ่าลือนั้น คันฉ่องตรงหน้าหร่านหงเฉินพลันแตกร้าว
ม่านตาของหร่านหงเฉินหดตัวเฉียบพลัน มองเจียงผิงอันอย่าง
ไม่อยากเชื่อ ก่อนจะเก็บคันฉ่องไปแล้วรีบจรจาก
เจียงผิงอันดูงุนงง สตรีผู้นี้ทำอะไรอยู่? ไฉนไม่ลากเขาเข้าไป?
หร่านหงเฉินรีบหนีออกห่างจากเจียงผิงอัน ขณะที่ในใจนาง
ปั่นป่วนรวนไปหมด
อำนาจภาพสะท้อนของนางมีสองความสามารถ หนึ่งคือลากคน
เข้าสู่คันฉ่อง อีกหนึ่งคือลอกเลียนลักษณ์อีกฝ่ายให้นางใช้งาน
อันที่จริง เมื่อครู่นางอยากเลียนลักษณ์เจียงผิงอัน ใช้พลัง
วิญญาณของเขามาช่วยนางต่อสู้
แต่แล้ว หร่านหงเฉินก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า เพียงไม่กี่อึดใจ พลัง
ของนางก็ถูกสูบไปเกือบครึ่ง อีกทั้งคันฉ่องยังแตกร้าว!
ต่อให้ไปเลียนลักษณ์ยอดฝีมือขั้นกลางหรือปลายขอบเขต
บูรณาการ ยังไม่มีทางเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้เลย!
ในตัวชายผู้นี้ต้องซ่อนพลังอันพิเศษยิ่งไว้อย่างแน่นอน!
หร่านหงเฉินหยุดสู้กับเจียงผิงอัน แล้วรีบถอยห่างให้ไกล
เจียงผิงอันรู้สึกผิดหวัง อยากจะเห็นพรสวรรค์อำนาจศักดิ์สิทธิ์นี้
แต่มิคาดว่าอีกฝ่ายจะจรจากไป
เช่นนั้นก็ทำตามแผนแล้วกัน
วรยุทธ์สูงสุดโปรยปลิวทั่วนภา ผู้ฝึกตนแต่ละคนเรืองฤทธิ์โรจน์
รุ่ง แผลงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของตนพร่างพราย ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอม
สุญตามีจำนวนน้อยลงทุกขณะ
“ก๊อง~”
มิอาจทราบว่าการต่อสู้ดำเนินยาวนานเพียงไร หนึ่งเสียงระฆังก็
ดังขึ้น
ผู้ฝึกตนในสมรภูมิล้วนโล่งอก พักการต่อสู้มาหอบหายใจ
ในที่สุดก็จบเสียที ศึกศาลาเซียนครั้งนี้เหนื่อยยิ่งนัก สุดท้ายก็
เหลือคนเพียงไม่กี่ร้อย
นี่อาจเป็นศึกศาลาเซียนอันดุเดือดที่สุดในรอบร้อยปีก็เป็นได้
“ศึกศาลาเซียนจบลงแล้ว”
เสียงของประมุขศาลาอันคุ้นเคยดังขึ้น
“นอกจากผู้ชนะ ผู้อื่นไปได้”
ทุกผู้หันมองโหยวเชียนชิวซึ่งมีร่างโชกเลือด
เขามีตัวเลขบนศีรษะมากกว่าใคร รวมทั้งสิ้นสองแสนสามหมื่นสี่
พันแปดร้อยหกสิบเจ็ดแต้ม
เป็นที่หนึ่งอย่างมิต้องสงสัย