สู่วิถีอมตะ - บทที่ 508 แค่ไม่พูดมันต่อหน้าประมุขศาลาก็พอแล้ว
“ศึกศาลาเซียนปีนี้จบลงแล้ว ผู้ชนะคือเจียงผิงอัน”
หลัวซู่ประกาศผลศึกศาลาเซียน
แม้ก่อนหน้านี้จะตะกุกตะกักไปบ้าง แต่ผลก็ยังเหมือนเดิม
ศิษย์มากมายขุ่นข้องหมองใจ แต่ประมุขศาลาประกาศผลแล้ว
พวกเขาคัดค้านไปก็ไร้ประโยชน์
ศิษย์ผู้รับหน้าที่ดูแลตลาดเดิมพันล้วนตะลึงอึ้งทื่อ
ผู้เดิมพันตั้งมากมาย แต่มีผู้ชนะเพียงหนึ่ง
พวกเขาไปสืบหาทันทีว่าใครกันอาจหาญ ลงเดิมพันสองหมื่น
แต้มผลงานข้างเจียงผิงอัน
อันที่จริง พวกเขาก็พอจะเดาได้แล้ว
เป็นไปตามคาด ผู้เดิมพันคือตัวเจียงผิงอันเอง
ปวงชนทั้งหลายอิจฉา ขบเขี้ยวกรามเจียนแหลกแล้ว
เจียงผิงอันได้แต้มผลงานกลับไปหนึ่งแสนในคราวเดียว!
เมื่อนับรวมแต้มผลงานห้าแสนกว่าแต้มที่ได้จากศึกศาลาเซียน
เขาก็มีแต้มผลงานหกแสนกว่าแต้ม
หากปัดขึ้นให้เลขกลม ๆ ก็เกือบเจ็ดแสนแต้มผลงาน!
เกือบนำไปซื้อยอดสมบัติได้ชิ้นหนึ่ง
“จริงสิ ก่อนหน้านี้ใครพูดนะว่าหากเจียงผิงอันชนะ จะยกภรรยา
ตนเองให้อีกฝ่าย”
“อย่าแกล้งทำความจำเสื่อมสิ เจ้าพูดเองนะ!”
“เหลวไหล ไฉนข้าจึงจำไม่ได้”
การต่อสู้ของเจียงผิงอันทำให้เขาโด่งดังในศาลาเติงเซียน
เพียงแค่ว่า ชื่อเสียงของเขามิได้ดีนัก มีเสียงก่นด่าอยู่มากมาย
วิชามายาในตอนท้ายของเจียงผิงอันมิต่างจากล่วงเกินอัจฉริยะ
รุ่นปัจจุบันทั้งหลายถ้วนหน้า
มิติศาลาเซียนมลายไป สติรู้คิดของปวงชนคืนสู่ร่างต้น
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะซื้อโอสถเก้าวงจรจักรวาลมาเยียวยา
บาดแผลตน มิติตรงหน้าก็ถูกฉีกกระชากเฉียบพลัน
เจียงผิงอันคิดอยากหนีโดยสัณชาตญาณ แต่เสียงของ
เฉียนฮวั่นโหรวดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของมิติ
“ไม่ต้องกลัว ผู้เบิกมิตินี้คืออาจารย์ข้า อาจารย์อยากเสวนากับ
เจ้า”
เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจโล่งอก ตกใจหมด คิดว่ายอดฝีมือฝ่าย
รักษาระเบียบลงมือกับเขาเสียแล้ว
เจียงผิงอันสงบสติ ข้ามมิติมายังห้องรับแขกส่วนตัวห้องหนึ่ง
หากเป็นยามปกติ ยามยอดฝีมือระดับสูงคิดเสวนากับศิษย์ระดับ
ต ่า สถานที่ก็จะเป็นในโถงใหญ่ จะมีก็แค่สหายสนิทหรือบุคคล
ใกล้ชิดที่จะถูกพามายังเรือนพำนักตน
ทั้งห้องมีคนอยู่เพียงสอง หนึ่งคือเฉียนฮวั่นโหรว ขณะที่อีกหนึ่ง
คนเป็นสตรีรูปลักษณ์งดงาม ทว่าไร้ซึ่งเค้าปราณใด ๆ กำลังชงชาอยู่
“อุปนิสัยของประมุขศาลาเป็นเช่นไรหรือ?” เจียงผิงอันถาม
เฉียนฮวั่นโหรว
เมื่อต้องเผชิญหน้ายอดฝีมือผู้ก้าวข้ามขอบเขตพ้นพิบัติ เขาจึง
รู้สึกกดดัน
“อาจารย์ดีมาก ๆ ลับหลังปวงชนไม่ถือตัว” นางว่าพลางชำเลือง
สตรีข้างตัว
“รู้จักคน รู้หน้าไม่รู้ใจ เจ้าต้องระมัดระวังตนอย่าเลินเล่อเชียว”
เจียงผิงอันกล่าวเตือนอย่างเคร่งขรึม
“อะแฮ่ม~” เฉียนฮวั่นโหรวกระแอมแห้ง ๆ สีหน้าของนางพลัน
แปรเปลี่ยนพิกล บุ้ยใบ้ส่งสายตากับเจียงผิงอัน
“ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้ประมุขศาลาทราบ ประมุขศาลาก็จะ
เข้าใจ แค่ไม่พูดมันต่อหน้านางก็พอแล้ว”
เจียงผิงอันนำผลึกวิญญาณออกมาส่งให้สตรีผู้กำลังชงชาอยู่สิบ
ชิ้น “ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้หน่อย คงไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”
ในโลกนี้ ทรัพยากรแก้ไขได้ทุกสิ่ง
สตรีผู้นั้นกะพริบตา รับผลึกวิญญาณมาแล้วพยักหน้า
เจียงผิงอันถามต่อไปว่า “จะว่าไป ประมุขศาลาของเรามี
ความชอบอะไรเป็นพิเศษหรือไม่?”
นี่คือเหตุผลแท้จริงที่เจียงผิงอันเต็มใจมอบผลึกวิญญาณให้สตรี
ผู้นี้
เขาจะสืบความชอบและงานอดิเรกของประมุขศาลาผู้นี้ก่อน
หากพูดอย่างขวานผ่าซากก็คือ ประจบประมุขศาลาผู้นี้ไว้ดีๆ ใน
ศาลาเติงเซียนก็จะปลอดภัย
“อะแฮ่ม แค่ก ๆ”
เฉียนฮวั่นโหรวกระอักไออย่างบ้าคลั่ง
เจียงผิงอันหันไปมองเฉียนฮวั่นโหรวอย่างสงสัย ก่อนจะถาม
อย่างกังวล “เสี่ยวเซียง เจ้าก็บาดเจ็บหรือ?”
รากฐานของเขาเสียหาย การสัมผัสปราณของเขาแย่ลงเล็กน้อย
จึงมิอาจตรวจสอบได้ว่าเฉียนฮวั่นโหรวบาดเจ็บอยู่
เฉียนฮวั่นโหรวปิดหน้าอย่างจนใจ “อาจารย์ข้าชงชาให้เราแล้ว
รีบนั่งเถิด”
“ชาไม่สำคัญ…”
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะพูดอะไร เขาพลันตระหนักถึงบางสิ่ง
ดวงตาเบิกกว้างมองหญิงงามข้าง ๆ ตนอย่างกะทันหัน
อาจารย์?
นอกจากรูปลักษณ์งดงาม สตรีผู้นี้ก็ดูไม่มีปราณแข็งแกร่งอะไร
แท้ ๆ…
นี่คือสูงสุดสู่สามัญหรือ?
ใครจะคิดว่าสตรีผู้ชงชาอยู่ที่นี่จะเป็นประมุขศาลาเติงเซียน!!
เจียงผิงอันรีบกุมกำปั้นคารวะ “ผู้อาวุโส หากก่อนหน้านี้ล่วงเกิน
ประการใด ขออย่าถือสากันเลย”
แม้ดวงตาของเขาจะพิเศษ มองทะลุสรรพสิ่งได้ เขาก็มิอาจมอง
ทะลุบุคคลที่เห็นได้ จึงมิทราบตัวตนของอีกฝ่าย
หลัวซู่นั่งที่โต๊ะ เล่นกันผลึกวิญญาณที่เจียงผิงอันให้มาพลาง
กล่าวเสียงเนิบ
“ประมุขศาลาผู้นี้ไม่มีงานอดิเรกเยอะอะไร แค่ชอบสะสมเรื่องเล่า
ตำนานของมหาจักรพรรดิ”
“แต่ข้าเคยได้ยินเรื่องเล่าตำนานของมหาจักรพรรดิมาแล้ว ที่
เหลือมีเพียงเรื่องราวยิบย่อยที่มีค่าน้อยนิด”
“หากเจ้าอยากให้ประมุขศาลาผู้นี้พอใจ ก็ข้ามภพไปยังภพ
แร้นแค้น ช่วยประมุขศาลาผู้นี้รวบรวมเรื่องราวของมหาจักรพรรดิ
แล้วกัน”
เจียงผิงอันละอายยิ่ง “ศิษย์…”
“พอแล้ว ข้าแค่หยอกเจ้าเล่น นั่งลงดื่มชาสิ”
หลัวซู่มิได้สนใจการกระทำของเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันมิได้สัมผัสถึงจิตมุ่งร้ายจากอีกฝ่ายก็ผ่อนหายใจโล่
งอก ขณะนั่งลง เขาก็รีบถ่ายทอดกระแสปราณหาเฉียนฮวั่นโหรว
“เสี่ยวเซียง ทำไมเจ้าไม่เตือนข้าว่านี่คือประมุขศาลา?”
“ถ่ายทอดกระแสปราณกันอย่างลับ ๆ ต่อหน้ายอดฝีมือเป็นเรื่อง
ไม่สุภาพ นอกจากนั้น ด้วยระดับอย่างอาจารย์ การรับรู้สิ่งที่เราพูด
กันเป็นเรื่องง่ายดาย”
เฉียนฮวั่นโหรวกระซิบตอบ
“ใช่ ข้าได้ยินนะ” หลัวซู่ตอบเจียงผิงอัน
เจียงผิงอัน “…”
หน้าแตกยับอีกแล้ว
โชคยังดีที่เจียงผิงอันหนังหนา แสร้งทำว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้
หลัวซู่ยกถ้วยชา ริมฝีปากแดงจิบชาพลางเอ่ยเบา ๆ
“ข้าจะไม่ถามว่าพวกเจ้ามาจากที่ใด จะบอกเพียงว่าหากพวกเจ้า
เป็นไส้ศึก ข้าจะจัดการพวกเจ้าด้วยมือข้าเองแน่ ไม่ว่าจะต้องตาม
ล่าสุดหล้าเพียงไร ข้าก็จะฆ่าพวกเจ้า”
ขณะกล่าวเช่นนี้ ไร้ซึ่งแรงกดดันใด ๆ แต่ทั้งสองต่างทราบว่า
หลัวซู่จะรักษาวาจาแน่แท้
เฉียนฮวั่นโหรวนำหนังสือพันธสัญญาวิถีสวรรค์สีทองเล่มหนึ่ง
ออกมา กล่าวขึ้นว่า “หากเราสองคนเป็นไส้ศึก ชั่วชีวิตนี้การฝึกฝน
ของเราจะค้างกับที่”
แล้วนางก็หยดโลหิตลงไปหยดหนึ่ง
เจียงผิงอันหยดโลหิตตามลงไป
พันธสัญญาวิถีสวรรค์ผลาญเผา แปรเปลี่ยนเป็นละอองแสงสี
ทองผสานเข้ากับเต๋าสวรรค์ ขณะที่บางส่วนจมลงในหว่างคิ้วของทั้ง
สอง
สีหน้าของหลัวซู่ผ่อนคลาย ในเมื่อพวกเขากล้ายืนยันตัวตนด้วย
พันธสัญญาวิถีสวรรค์ มันก็หมายความว่าทั้งสองมิใช่ไส้ศึกแน่นอน
อันที่จริง ก่อนหน้านี้นางก็เคลือบแคลงตัวตนของทั้งสองเช่นกัน
แต่ยามนี้มิต้องกังวลแล้ว
หลัวซู่โบกมืออย่างเรียบเฉย กล่องไม้สีแดงใบหนึ่งปรากฏ
ตรงหน้าเจียงผิงอัน
“ในนี้คือโอสถเก้าวงจรจักรวาลเม็ดหนึ่ง ฟื้นฟูบาดแผลของเจ้า
ได้ มิต้องใช้แต้มผลงาน”
“ผู้อาวุโส ข้าสะสมแต้มผลงานครบแล้ว สามารถซื้อเองได้ขอรับ”
เจียงผิงอันไม่อยากติดหนี้ หากใช้ทรัพยากรแก้ปัญหาได้ เขาก็
จะใช้ทรัพยากร
หลัวซู่วางถ้วยชาลง “โอสถเก้าวงจรจักรวาลหายากยิ่ง หากไป
จองมันที่ศาลาโอสถยามนี้ อย่างน้อยต้องรออีกสองสามเดือนกว่าจะ
ได้มา รากฐานของเจ้าเสียหาย บาดแผลสาหัส หากรักษาไม่ทันกาล
มันจะกลายเป็นภัยเรื้อรัง”
“เช่นนั้น ข้าโอนแต้มผลงานให้ผู้อาวุโสได้นะขอรับ” เจียงผิงอัน
ว่า
“เจ้าไม่ต้องโอนให้ข้า ช่วยข้าเรื่องหนึ่งก็พอ”
ไร้สิ่งใดได้มาเปล่า ๆ จริงแท้ หลัวซู่เผยจุดประสงค์ของนาง “ข้า
กำลังจะจัดตั้งฝ่ายธำรงสันติมาดูแลเหนือฝ่ายรักษาระเบียบ และข้าจะ
แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้คุมกฎสูงสุด ให้เจ้าช่วยจัดการอีกฝ่าย”
“ขออภัยด้วย ประมุขศาลา ศิษย์มีความสามารถจำกัด มิอาจ
รับหน้าที่นี้ได้ขอรับ”
เจียงผิงอันมิใช่คนโง่ นี่เท่ากับให้เขาออกเป็นทัพหน้าประชัน
ฝ่ายรักษาระเบียบ ฆ่ากันชัด ๆ
หลัวซู่คาดการณ์ไว้นานแล้วว่าอีกฝ่ายจะพูดเช่นนี้ จึงเสริมขึ้นว่า
“ข้าให้โอสถระดับสูงกับเจ้าอีกชิ้นได้ และสี่ปีจากนี้ ข้าจะให้เจ้าไปยัง
ศาลาสาขาหลักได้ทันที และยังแถมสมบัติลับให้เจ้าอีกชิ้นด้วย”
เจียงผิงอันลุกขึ้นกุมกำปั้น “การแบ่งเบากังวลของประมุขศาลา
เป็นหน้าที่ของศิษย์ศาลาเติงเซียนอย่างเรา!”
เฉียนฮวั่นโหรว “…”
หลัวซู่ “…”
มิคาดว่าชายผู้ดูขึงขังผู้นี้จะเปลี่ยนท่าทีรวดเร็วเฉียบขาด ไร้ซึ่ง
ความลังเล สีหน้าไม่เปลี่ยนสักนิดเช่นนี้