สู่วิถีอมตะ - บทที่ 514 เจียงผิงอันระเบิดโทสะ
อันที่จริง มั่วชงมิได้กลัวเจียงผิงอันยักยอกทรัพยากรหรอก เขา
กลัวว่าเจียงผิงอันจะมีช่องทางจริง ๆ ต่างหาก
หากเจียงผิงอันซื้อขายอาวุธวิเศษ โอสถดี ๆ ในราคาจับต้องได้
จากช่องทางใหม่ได้จริง ๆ พวกเขาตระกูลมั่วจะหาผลประโยชน์จากที่
ใด?
แน่นอน สถานการณ์นี้จะไม่เกิด สำนักหลอมโอสถและสำนักต้
วนเซียนมิได้ติดต่ออะไรกับเจียงผิงอันเลย
โอสถและอาวุธวิเศษที่สองสำนักนี้สร้างนับว่าเป็นจุดสูงสุดแล้ว
ไม่มีที่ใดสร้างของระดับสูงได้เกินสองสำนักนี้
มั่วชงมองสีหน้าโกรธเคืองของเจียงผิงอัน อารมณ์พลันดีขึ้นสุด
ขีด
เขายังไม่ลืมความแค้นเรื่องบุตรตน ยามนี้ยังล้างแค้นไม่ได้ แต่
ภายหน้าไม่ช้าก็เร็ว เขาจะมีโอกาสได้ลงมือ
“ขอฉวยโอกาสนี้ประชุมเลยแล้วกัน ครั้งนี้ข้าจะนำทรัพยากร
มูลค่าล้านกฎเกณฑ์ไปซื้อโอสถและอาวุธวิเศษ ให้ทุกผู้ลงนาม
ตัดสิน”
การซื้อขายทรัพยากรจำนวนมากของสำนักต้องให้ผู้อาวุโสเกิน
แปดในสิบลงนามเห็นชอบก่อน
“ข้าคัดค้าน”
เจียงผิงอันเอ่ยปากคนแรก
มั่วชงมิได้แปลกใจเลย
“เจ้านิกาย เจ้าหมายความเช่นไร? ไม่รู้หรือว่าเรานิกายเทวมาร
ต้องการโอสถและอาวุธวิเศษอย่างเร่งด่วนในยามนี้? มิอยากให้ศิษย์
เราอยู่ดีกินดีขึ้นหรือ?”
“ข้าบอกแล้ว ข้าซื้อทรัพยากรที่ถูกและดีกว่านี้ได้”
เสียงของเจียงผิงอันกดต ่าลง
“แล้วช่องทางล่ะ เจ้านิกาย บอกแล้วไง ขอเพียงเจ้าบอกได้ ตา
เฒ่าผู้นี้จะตอบตกลงก่อนใครเลย” มั่วชงยิ้มเย้ย
จี้เฟยและคณะคิดจะช่วยพูดแทนเจียงผิงอัน แต่ไม่รู้ว่าจะพูดเช่น
ไร
หากเจียงผิงอันนำทรัพยากรตามที่พวกเขาช่วยพูดมาไม่ได้
พวกเขาก็จะต้องรับผิดชอบแทน
เจียงผิงอันลุกขึ้นกล่าวว่า “การซื้อขายทรัพยากรของนิกายจะ
ถูกระงับไว้สามเดือน ระหว่างสามเดือนนี้ ข้าจะให้คนนำทรัพยากร
กลับมา”
“เพราะอะไร?!” มั่วชงขัดขึ้นทันที
“เพราะแค่โอสถยืดอายุขัยและโอสถที่ช่วยชีวิตผู้อาวุโสสูงสุด ข้า
ก็ซื้อจากขุมกำลังนั่น!”
เสียงของเจียงผิงอันเร่งความดัง หันกลับไปมองยอดฝีมือ
ทั้งหลายที่นี่ “หากพวกเจ้ายังอยากได้โอสถระดับสูง อยากใช้
ทรัพยากรเท่าเดิมซื้อโอสถและอาวุธวิเศษเพิ่ม ก็รอข้าสามเดือนไป!”
“หากไม่อยากรอ ก็ทำตามใจกับทรัพยากรนี่ได้เลย!”
แล้วเจียงผิงอันก็ออกหมัดทลายสุญตา ก้าวเดินหายลับไป
ขณะนี้ พวกเขาอยากรอก็รอได้ ไม่อยากรอก็เชิญ
ทั้งโถงพลันเงียบกริบ เสียงของเจียงผิงอันสะท้อนอยู่เนิ่นนาน
ก่อนลับหาย
มั่วชงลนลานเล็กน้อยยามได้ยินเสียงอันมั่นใจสุดแสนของเจียง
ผิงอัน
“ข้าไม่เห็นด้วยให้รอสามเดือน สามเดือนนี้ จะให้ศิษย์เรากินดิน
พลางฝึกฝนหรือ? เราผู้อาวุโสทั้งหลายร่วมกันลงนามเถิด แล้วเราจะ
ข้ามเจ้านิกายไปซื้อทรัพยากรจากโลกภายนอกได้ทันที”
จี้เฟยเอ่ยปากคนแรก “ข้าเต็มใจรอสามเดือน”
อู๋เฟยอวี่เสริม “คนอย่างเจ้านิกายมิน่าหลอกผู้ใด เขาเติบโตถึง
ระดับนี้ นำทรัพยากรออกมาได้มากมาย บางทีก็อาจมีช่องทางอยู่จริง
ๆ”
“ตาเฒ่าผู้นี้ก็ตัดสินใจจะรอ”
ผู้อาวุโสมากมายออกความเห็นตาม ๆ กัน นอกจากตระกูลมั่ว
ทุกผู้ล้วนเห็นชอบให้รอ
รอคอยความหวัง รอปาฏิหาริย์เกิด
ยามนี้พวกเขาซื้อทรัพยากรมากกว่ากาลก่อนสองสามเท่า หาก
ซื้อทรัพยากรได้ในราคาเอื้อมไหว ก็ย่อมประหยัดทรัพยากรได้
มากมาย
ใบหน้าเฒ่าชราของมั่วชงหม่นหมองสุดขีด ความลนลาน
แผ่ซ่านในใจ
เจียงผิงอันมีช่องทางอื่นจริง ๆ หรือ?
ไม่มีทาง! ไม่ได้เด็ดขาด!
ในโลกนี้ ไม่มีทางมีขุมกำลังใดทรงพลังไปกว่าสำนักหลอมโอสถ
และสำนักต้วนเซียนแล้ว!
ซึ่งในภพแร้นแค้นก็ไม่มีจริง ๆ
แต่ภพบุกเบิกมี
เจียงผิงอันไม่ได้ทรัพยากรมา เขาเดือดดาลยิ่ง
เขาจะนำทรัพยากรของภพแร้นแค้นไปซื้ออาวุธวิเศษได้ง่าย ๆ
แท้ ๆ แต่ยามนี้ เขาต้องควักทรัพยากรของตัวเองไปซื้อ
เดิมที นี่เป็นสถานการณ์ที่สองฝ่ายล้วนได้ประโยชน์ แต่ไอ้เฒ่า
มั่วชงไม่ยอมให้เขาสมหวัง
กาลก่อนที่โถงเจ้านิกาย เจียงผิงอันแลกสมบัติลับที่ไม่ได้ใช้สอง
สามชิ้นเพื่อทรัพยากรที่ต้องการเช่นผลึกวิญญาณและกฎเกณฑ์
สมบัติลับจำนวนมากสะสม บรรลุเงื่อนไขเคลื่อนย้ายผ่านเขต
แดน
แม้สมบัติลับเหล่านี้จะถูกใช้ไป พวกมันก็มิได้หายไปไหน เขา
สามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้มาแลกสมบัติลับระดับสูงกว่าในภพ
บุกเบิกได้
ก่อนหน้านี้เขาไร้ภูมิหลัง มิกล้าใช้จ่ายไม่ลืมหูลืมตา แต่ยามนี้
เมื่อเขากอดต้นขาประมุขศาลาได้ ก็ไม่มีสิ่งใดต้องห่วงนัก
เจียงผิงอันหายไปจากที่ หวนคืนมายังภพบุกเบิก
ทันทีที่เปิดอาคม เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากข้างนอกทันที
“เจียงผิงอัน เจ้าคนชั่วน่ารังเกียจ คืนแต้มผลงานให้เราเสีย!”
“คนตาขาว มิกล้าออกมาหรือ? กล้าหลอกกันแต่มิกล้ามา
เผชิญหน้ากันหรือ?”
“คนขลาดเขลา แน่จริงก็ไม่ต้องออกมาตลอดไปเลยนะ!!”
เจียงผิงอันเดินออกจากโถง พบว่ามีศิษย์ศาลาเติงเซียนยืนอยู่
มากมายด้านนอก
ผู้ฝึกตนกลุ่มนี้โก่งคอตะโกน เมื่อเห็นเจียงผิงอันเดินออกมา
พวกเขาพลันชะงักการเคลื่อนไหวแล้วหลบสายตาพัลวัน ไม่กล้ามอง
เจียงผิงอันตรง ๆ
เจียงผิงอันจำหน้าคนเหล่านี้ได้ พวกเขาส่วนใหญ่เป็นผู้ฝึกตน
จากฝ่ายรักษาระเบียบ
ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดแผ่คลื่นความร้อนทั่วทั้งกาย เขาคือร่างเทวะสุด
ขั้วหยางของฝ่ายรักษาระเบียบ ชางจวง
สีหน้าของชางจวงสุดขุ่นเคืองใจ “คนชั่วน่ารังเกียจ เจ้า
หลอกลวงทุกคนด้วยวิธีชั่วช้า ชนะศึกศาลาเซียนมาได้ ทำลายความ
พยายามของศิษย์ไปกี่มากน้อย? ไม่ละอายบ้างหรือ?”
ผู้ฝึกตนข้างเขาเสริมขึ้น “คนชั่วอย่างเจ้าหาควรค่าเป็นศิษย์
ศาลาเติงเซียนไม่!”
“ไสหัวออกจากศาลาเติงเซียนไปซะ!”
ขณะมองใบหน้าดูไม่ได้ของคนเหล่านี้ เจียงผิงอันผู้มีโทสะพลัน
แย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่สุดดูแคลนเดียดฉันท์
รอยยิ้มเหยียดหยามนี้ทำให้เหล่า ‘ผู้มีใจรักคุณธรรม’ ทั้งหลาย
ทำตัวไม่ถูก
เป็นคนปกติ เจอเช่นนี้ก็ควรหงุดหงิดรำคาญมิใช่หรือ? แล้วจึง
โมโห ท้าทายพวกเขาพิสูจน์ตนเอง
และหากเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็จะบรรลุเป้าหมาย จัดการกับเจียง
ผิงอันบนลานประลอง
รอยยิ้มของเจียงผิงอันในขณะนี้เหมือนเขามองทะลุถึงบางสิ่ง
สายตาสุดแสนเหยียดเยาะ
สิ่งนี้ทำให้ผู้ฝึกตนทั้งหลายรู้สึกอับอายยิ่ง
ขณะที่พวกเขากำลังจะอ้าปาก เจียงผิงอันก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“พวกขยะไร้ค่า! พวกเจ้านี่มันเหมือนหนูเน่าในท่อสุขา ทำแต่
เรื่องชวนสะอิดสะเอียนดูไม่ได้ พวกเจ้ามิใช่อยากกำจัดข้าหรือ? ไฉน
ต้องมัวเล่นละครให้ลำบาก?”
“หากอยากฆ่าข้านัก พวกที่ฝึกฝนในขอบเขตหลอมสุญตาก็มา
หาข้าเลย! กล้ากันไหมเล่า? พวกเจ้าไม่กล้า อยากจะให้ข้าท้าทาย
ร่างเทวะสุดขั้วหยางที่ข้าเคยเอาชนะได้มาก่อนนี่กัน”
“พวกเจ้าคิดว่าข้าจะท้าทายแน่ และวางอาคมล่วงหน้าเพื่อมิให้
พลังวิญญาณส่งอิทธิพลต่อห้วงจิตสำนึกได้ เพื่อที่ข้าจะได้ถูกฆ่า
กลางลานประลองได้อย่างไม่ทันตั้งตัว”
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของชางจวงก็เบิกกว้าง สีหน้าตกตะลึง
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!
เขารู้ได้อย่างไร?
การเดาจุดประสงค์ของพวกเขาได้นั้นไม่เท่าไหร่ แต่อีกฝ่ายรู้ได้
อย่างไรว่าเขาวางอาคมไว้ล่วงหน้าในห้วงจิตสำนึก?
มีไส้ศึกหรือ?
ไม่มีทาง!
เรื่องนี้ มีเพียงเขากับผู้อาวุโสฮั่วที่รู้
แล้วเจียงผิงอันรู้ได้อย่างไร?
เวรเอ๊ย แผนถูกอีกฝ่ายจับได้แล้ว ข้าจะทำเช่นไรดี?
“ยามนี้ ไสหัวไปซะ ไม่งั้นก็ตาย!”
เสียงของเจียงผิงอันเย็นชาสุดขีด ดุจวาทะมารร้ายจากอบายขุม
เก้า ชวนให้ฟังแล้วหนาวสะท้าน
ปวงชนล้วนขนลุกขนพอง ราวถูกสัตว์ร้ายหมายหัว
กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นต้นขอบเขตบูรณาการอย่างชางจวงยังหนาว
เยือก
เดิมที ชางจวงคิดจรจาก แต่เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาพลันหยุดแล้ว
ยิ้มเย้ย
“ข้าอยู่นี่แล้วไง มีปัญญาก็ลงมือกับข้าสิ!”
คนอื่น ๆ พลันนึกขึ้นได้ว่าในสำนักมิอาจสู้กันได้พร ่าเพรื่อ หาก
ทำ ก็จะถูกขังในคุกมืดไม่ก็ถูกประหาร
คนเหล่านี้พลันเกิดความกล้าทันใด
“คนชั่วน่ารังเกียจ ข้าอยู่นี่แล้วไง มีปัญญาก็ลงมือสิ”
“ข้ายื่นคอรอเจ้าอยู่เนี่ย ผู้ใดคืนคำผู้นั้นต ่าต้อย”
“เรากลัวเหลือเกิน กลัวจริง ๆ นะเนี่ย”
“ฮ่า ๆ”
คนทั้งหลายมองหน้ากันแล้วหัวเราะอย่างสุดลำพอง