สู่วิถีอมตะ - บทที่ 522 แผนของมั่วชง
หลังจากลอกเลียนทรัพยากรอยู่รอบใหญ่ พร้อมด้วยทรัพยากร
ที่สังเวยไปก่อนหน้า เจียงผิงอันก็ได้โอกาสเคลื่อนย้ายกลับภพ
แร้นแค้นอีกครั้ง
ทว่า เขาเพิ่งออกจากภพแร้นแค้น จะหอบทรัพยากรกลับไปยาม
นี้เลยก็สะดุดตาเกินไป เขาจึงจะรอก่อนสักเดือนสองเดือนค่อยกลับ
ภพแร้นแค้น
เขาฉวยโอกาสนี้เริ่มปรับปรุงวรยุทธ์ของตน
ยิ่งขอบเขตพัฒนา วรยุทธ์บางแขนงก็ไม่เหมาะให้ฝึกฝนแล้ว
เช่น ‘ทวีคูณอนันต์’ และ ‘หมัดอู๋จี๋’
‘ทวีคูณอนันต์’ เป็นวิชาลับเยียวยา เขาผสานโลหิตเซียนแล้ว มี
พรสวรรค์ดูดซับความเสียหายได้ จึงไม่ต้องเสียเวลามาฝึกฝนวิชา
เยียวยาอีก
ส่วน ‘หมัดอู๋จี๋’ นั้นยังใช้ได้ ทว่าไร้จำเป็นต้องฝึกฝนต่อไปแล้ว
เพราะหากเขาจะฝึกฝนไปไกลกว่านี้ เขาก็ต้องทำความเข้าใจ
กฎแห่งหยินและหยาง ซึ่งเขาไม่มีเวลามากเพียงนั้น
‘จุลศาสตร์ไร้ลักษณ์’ ยังใช้ได้อยู่ และไร้จำเป็นต้องฝึกฝนต่อไป
หากภายหลังคิดเพิ่มพูนพละกำลัง ก็ไปเรียนอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ‘ธรรม
ลักษณ์ฟ้าดิน’ ได้
ยามนี้เขาจะฝึก ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ ‘วิชาเทียมเทพสงคราม’
‘คัมภีร์มารอัสนี’ และ ‘ผนึกสรวง’ เป็นหลัก
หนึ่งเพิ่มการกักเก็บปราณวิญญาณ หนึ่งเพิ่มพลังต่อสู้ หนึ่งเพิ่ม
พลังป้องกันและความเร็ว หนึ่งควบคุมศัตรู
ส่วน ‘วิชาดึงดารา’ นั้นถูกผสานเข้ากับหมัดทำลายล้าง และยัง
ต้องฝึกฝนต่อไป
‘สังสารวัฏ’ และ ‘เวียนกำเนิด’ เป็นวิชาลับพลังวิญญาณ ขอ
เพียงมีวิญญาณศึก พลังวิญญาณก็จะเติบโต
การโจมตีอันแข็งแกร่งที่สุดของเขาในขณะนี้คือ ‘หมัดทำลาย
ล้าง’
สิ่งนี้ผสานรอยฝ่ามือมหาจักรพรรดิและลวดลายอักขระคนเถื่อน
เพื่อสร้างขึ้นมา แข็งแกร่งสุดขั้ว เทียบได้กับอำนาจศักดิ์สิทธิ์
แม้จะแข็งแกร่ง แต่ยามนี้มันมีเพียงหนึ่งกระบวนท่า ก็คือ ‘สยบ
ปีศาจ’
‘หมัดดาราพร่างพราย’ ที่เสี่ยวเซียงให้มา เจียงผิงอันมิได้คิดจะ
ฝึกฝน
หนึ่งเป็นเพราะการเรียนวิชาหมัดนี้ต้องทำความเข้าใจกฎเกณฑ์
แขนงอื่น และเสียเวลา
อีกหนึ่งเพราะว่า หากคนของราชวงศ์ต้าเฉียนพบว่าเขาใช้วิชานี้
ก็ง่ายยิ่งที่ปัญหาจะเกิดแก่เสี่ยวเซียง
แต่จะพินิจอำนาจศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อหาแรงบันดาลใจ สร้างเป็น
กระบวนท่าที่สองของ ‘หมัดทำลายล้าง’ ก็ย่อมได้
ปัญหาในวรยุทธ์ล้วนเป็นเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่แท้จริงอยู่ที่จะสร้าง
ขอบเขตฝึกฝนถัดไปเช่นไรดี
อัจฉริยะสูงสุดบางคนในภพบุกเบิกบรรลุขอบเขตบูรณาการได้
ยามอายุร้อยปี
หากเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สี่มิได้ เขาก็จะติดอยู่ที่นี่ตลอดไป
สิ้นรัศมีเหือดหาย เงียบงันไปตราบกาล
เรื่องราวของเขาก็จะมาถึงบทสุดท้าย ความเกรียงไกรในอดีต
สลายสิ้น
เจียงผิงอันฝึกฝนอย่างเงียบเชียบ ทว่าศาลาเติงเซียนชุลมุนไม่
อยู่นิ่ง
ฝ่ายรักษาระเบียบสาบสูญไป ฝ่ายธำรงสันติแห่งใหม่ถูกตั้งแทน
ศิษย์มากมายคิดเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
ขณะที่เฉียนฮวั่นโหรว เยี่ยอู๋ฉิงและอัจฉริยะคนอื่น ๆ มุ่งหน้าสู่
เคหาสน์เทพจันทราเพื่อเข้าร่วมการประลองอัจฉริยะ และทั้งสองต่าง
เจิดจรัสในการต่อสู้
เยี่ยอู๋ฉิงอาศัยวิชาลับ ‘กลืนอสงไขย’ ของผู้อาวุโสเสินเฟิงสะบั้น
อายุขัยของผู้อื่นสองร้อยปีในกระบี่เดียว ทำให้อัจฉริยะจากเคหาสน์
เทพจันทราขวัญผวา มิกล้ามาประชันกับเขา
ผู้แข็งแกร่งมีพลังชีวิตยิ่งใหญ่ แม้สะบั้นกายแหลกไปก็มิใช่จะ
ตาย แต่กระบี่ของเยี่ยอู๋ฉิงสามารถสะบั้นอายุขัยของผู้อื่นได้ครั้งละ
สองร้อยปี
ใครจะรับไหว?
ผู้อื่นทำร้ายได้เพียงกาย แต่เยี่ยอู๋ฉิงโจมตีรากฐานตรง ๆ
เสียงฮือฮาของเฉียนฮวั่นโหรวดังเสียยิ่งกว่านั้น ระบบฝึกฝนใหม่
ที่ ‘สร้างเอง’ นั้นสะท้านไปทั่วทวีปชางหลาน กล่าวกันว่ากระทั่งศาลา
หลักของศาลาเติงเซียนยังให้ความสนใจกับเรื่องนี้
เยี่ยอู๋ฉิงและเฉียนฮวั่นโหรว สองบุคคลกลายเป็นคนดังของศาลา
เติงเซียน
กลับกัน นามของเจียงผิงอันค่อย ๆ จางหายไปจากคลองจักษุ
ปวงชน
เขามิได้แผลงอำนาจต่อสู้แท้จริงต่อหน้าผู้ใด จึงไม่มีใครสนใจ
เขามากนัก
จะมีก็เพียงยามปวงชนนึกถึงฝ่ายรักษาระเบียบ จึงจำคนผู้นี้
ขึ้นมาได้
เจียงผิงอันมิได้สนใจชื่อเสียง เขามีเป้าหมายเพียงหนึ่ง
บรรลุเซียน
ณ ภพแร้นแค้น นิกายเทวมาร ในโถงประชุม
ผู้อาวุโสใหญ่มั่วชงเรียกประชุมผู้อาวุโสอีกครั้ง
“วันนี้ ข้าเรียกทุกท่านมาก็เพื่อแจ้งเรื่องสำคัญ”
“สำนักหลอมโอสถและสำนักต้วนเซียนขอให้เรารีบส่งทรัพยากร
ไป หากเราไม่ส่งทรัพยากรให้ พวกเขาจะไม่ร่วมมือกับเรานิกายเทว
มารแล้ว”
“พวกเขาบอกว่า หากเราไม่รีบส่งทรัพยากรมา ก็จะเสียโอกาส
ร่วมมือกันตลอดไป”
ได้ยินเช่นนี้ ทุกดวงใจก็รัดตัว
ผู้อาวุโสอู๋เฟยอวี่พูดรัวเร็ว “ให้พวกเขารออีกหน่อยมิได้หรือ? ใน
หนึ่งเดือน เจ้านิกายจะกลับมา ถึงยามนั้น เราก็รอดูได้ว่าเจ้านิกาย
เอาทรัพยากรกลับมาได้หรือไม่”
มั่วชงร้อนใจขึ้นมายามได้ยินคำว่า ‘เจ้านิกาย’
“พวกเจ้าสมงสมองไปหมดแล้ว ขุมกำลังหลอมโอสถและตีอาวุธ
ขนาดใหญ่ที่สุดยุ่งหัวปั่นเช่นนี้ เจียงผิงอันจะมีช่องทางอะไรได้? ต่อ
ให้มี จะได้ทรัพยากรดี ๆ อะไร?”
“ยามนี้ ขุมกำลังหลักต่าง ๆ ล้วนกักตุนทรัพยากร อาวุธวิเศษ
และโอสถล ้าค่าบางส่วนของสองขุมกำลังใหญ่ถูกจองไปจนต้องรอ
เป็นร้อยปี หากยืดเวลาไปกว่านี้ เรานิกายเทวมารจะได้ทรัพยากรดี ๆ
อีกหรือ?”
“ทั้งสำนักหลอมโอสถและสำนักต้วนเซียนล้วนบอกว่า ภายใน
สามวัน หากไม่ส่งทรัพยากรให้ พวกเขาจะไม่ร่วมมือกับเรานิกายเทว
มารอีกต่อไป”
“ยามนี้ ทุกท่านว่ามาเถิด จะรอเจียงผิงอันหรือจะส่งทรัพยากรให้
สองสำนักทันที”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสทั้งหลายในห้องก็ดูร้อนใจเล็กน้อย
แม้นิกายเทวมารก็มีผู้อาวุโสฝ่ายหลอมยาและตีอาวุธ ทรัพยากร
หลัก ๆ ก็ยังต้องซื้อจากภายนอกอยู่ดี
หากพวกเขาเสียการสนับสนุนจากขุมกำลังหลอมโอสถและตี
อาวุธขนาดใหญ่ที่สุดไป พวกเขานิกายเทวมารยิ้มไม่ออกแน่
เมื่อสงครามใหญ่เปิดฉาก หากไม่มีโอสถและอาวุธสนับสนุน
อย่างเพียงพอ พวกเขานิกายเทวมารก็ย่อมมิพ้นอันตราย
ผู้อาวุโสทั้งหลายคาดไว้ว่าเจ้านิกายจะหาช่องทางนำทรัพยากร
กลับมาได้ แต่ไร้ผู้ใดทราบว่าเจ้านิกายจะนำทรัพยากรกลับมาได้จริง
หรือไม่
พวกเขามิอาจนำนิกายเทวมารมาเดิมพันได้
มั่วชงเห็นสีหน้าท่าทีร้อนใจของเหล่าผู้อาวุโส ในใจก็ยิ้มเย้ย
อย่างภาคภูมิ
การสร้างความรู้สึกวิกฤติเป็นวิธีทำเงินที่ดีเสมอมา
เหตุที่สำนักหลอมโอสถและสำนักต้วนเซียนมาเร่งกันเช่นนี้ ก็
เพราะมั่วชงจงใจขอให้พวกเขาปริปาก
สองฝ่ายร่วมมือ ทรัพยากรล้านกฎเกณฑ์นี้จะไปไหนเสีย ทุก
ฝ่ายล้วนได้ผลประโยชน์
“ยามนี้ ขอเริ่มลงนามเลยว่าจะใช้จ่ายทรัพยากรล้านกฎเกณฑ์นี้
หรือไม่”
มั่วชงหันไปกล่าวกับผู้อาวุโสทั้งหลาย
ผู้อาวุโสมากมายชำเลืองกันแล้วถอนใจอย่างอับจน
“ยามนี้ ปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่า”
“ข้าเห็นด้วย สถานการณ์ทางฝ่ายเจ้านิกายไม่แน่นอน ความ
เป็นไปได้ที่จะพบช่องทางใหม่ก็ไม่สูง สู้ถนอมสำนักหลอมโอสถกับ
สำนักต้วนเซียนไว้ก่อนดีกว่า”
“ข้าเห็นด้วย”
ผู้อาวุโสมากมายต่างออกความเห็น ท้ายที่สุดก็เหลือเพียงจี้เฟย
ที่ไม่พูดอะไร
“ข้าเชื่อว่าเจ้านิกายจะสร้างปาฏิหาริย์ได้ สู้รอคิดหาทางยื้อไปอีก
สักเดือนจะดีที่สุด หากเจ้านิกายทำสำเร็จจริง ๆ ก็จะเป็นเรื่องดี
สำหรับนิกายเทวมาร”
จี้เฟยไม่รู้ว่านางเชื่อเจียงผิงอันเพราะอะไร แต่นางก็เชื่อเขาอย่าง
อธิบายไม่ถูก
สีหน้าของมั่วชงเหยียดหยาม “ปาฏิหาริย์? ข้าเชื่อก็แต่
ข้อเท็จจริงเท่านั้นแหละ”
“สัจธรรมคือทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกตน ไร้ที่ใดหลอมโอสถ ตีอาวุธ
ได้ดีไปกว่าสำนักหลอมโอสถและสำนักต้วนเซียนแล้ว”
“แต่ถึงเจ้าจะไม่ลงนาม ก็ไม่กระทบผลลัพธ์อยู่ดี หากผู้อาวุโส
แปดคนเห็นชอบ เรื่องนี้ก็เท่ากับผ่าน ยามนี้ ตาเฒ่าผู้นี้จะไปจอง
ทรัพยากร…”
“ช้าก่อน!”
หนึ่งเสียงสุขุมพลันดังขึ้น
เจียงผิงอันฉีกสุญตาโรยตัวลงมากะทันหัน