สู่วิถีอมตะ - บทที่ 523 ข้ามีแสนเล่ม!
ยามเห็นเจียงผิงอันปรากฏกาย มั่วชงก็รู้สึกลนลานโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะเจอเจียงผิงอันทีไร
เรื่องราวไม่เคยดีสำหรับเขาสักที ร่างกายเลยสร้างปฏิกิริยาตอบสนอง
บางอย่างขึ้นมาเองก็ได้
มั่วชงสะกดอารมณ์ด้านลบในใจ เรื่องซื้อโอสถกับอาวุธวิเศษได้
ผลสรุปแล้ว ยังมีอะไรให้ต้องกังวลอีก?
“เจียงผิงอัน เจ้ามาหยุดยามนี้ก็ไร้ประโยชน์ ผู้อาวุโสส่วนใหญ่
ตอบตกลงแล้ว อีกไม่ช้าเราจะติดต่อสำนักหลอมโอสถกับสำนักต้วน
เซียน…”
ป้าบ!
มือข้างหนึ่งพลันแหวกผ่านมิติมาตบหน้ามั่วชงจนตกเก้าอี้
“เจ้าเรียกข้าว่าอะไรนะ?”
เจียงผิงอันจัดถุงมือสีดำของตนด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ปวงชนทั่วโถงต่างตะลึง
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าเจียงผิงอันจะลงมือตบมั่วชง!
ใบหน้าเฒ่าชราของมั่วชงแดงก ่า หมัดกำแน่นอดกลั้นโทสะและ
ความอับอาย “เจียง… เจ้านิกายสั่งสอนถูกแล้ว ตาเฒ่าผู้นี้เองที่ไม่รู้
สัมมาคารวะ สมควรถูกตบ”
ทุกวาจาล้วนเค้นลอดออกปาก เปี่ยมด้วยความเคืองแค้น
“รู้ว่าสมควรถูกตบก็ดีแล้ว จำไว้ด้วยล่ะว่าผู้ใดคือเจ้านิกาย”
เจียงผิงอันนั่งลงบนบัลลังก์เจ้านิกาย ให้บรรยากาศบุคคลผู้สูงส่ง
เหนือใครอย่างเบาบาง
มั่วชงลุกขึ้นกล่าวกับเจียงผิงอันเสียงเย็น “เจ้านิกายเจียง แล้ว
ช่องทางที่เจ้าพูดถึงเล่า? ทรัพยากรล่ะ?”
“เจ้านิกาย รู้หรือไม่ว่าเพราะเจ้ายืนกรานจะให้ช่องทางของตัวเอง
ความร่วมมือของเรากับสำนักหลอมโอสถและสำนักต้วนเซียนจึง
เกือบพังทลาย นิกายเทวมารเผชิญวิกฤติ?”
“หากความร่วมมือนี้พินาศไป เจ้าจะกลายเป็นคนบาปของนิกาย
เทวมาร!”
มั่วชงอยากใช้เรื่องนี้มาโจมตีเจียงผิงอันระบายโทสะ
เจียงผิงอันไม่สนใจเขา หันไปถามผู้อาวุโสคนอื่น ๆ “ผู้อาวุโส
ท่านใดเชี่ยวชาญการตีอาวุธ”
อู๋เฟยอวี่คืนสติจากความตะลึง “เจ้านิกาย ตาเฒ่าผู้นี้ชอบตีอาวุธ
ยามว่าง เป็นงานอดิเรกที่ทำมาราว ๆ พันปี ถือได้ว่าพอมีความสำเร็จ
นิดหน่อย”
“เจ้านิกายถามเช่นนี้ มีเรื่องอันใดหรือ?”
เจียงผิงอันนำกระบี่ยาวสีทองเล่มหนึ่งออกมาโยนให้ “ประเมิน
กระบี่นี้เป็นเช่นไร”
อู๋เฟยอวี่ไม่รู้ว่าเจียงผิงอันถามเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร แต่ใน
เมื่อถามออกมา เขาก็ย่อมต้องตอบ
เขาถือกระบี่ยาวสีทอง ลองส่งปราณวิญญาณเข้าไปภายใน และ
พริบตานั้น ประกายกระบี่ก็เรืองจ้า สาดส่องเรืองรองทั่วทั้งโถง
ดวงตาของอู๋เฟยอวี่พลันเจิดประกาย ยกนิ้วขึ้นดีดมันเบา ๆ
เสียงกระบี่ดังกังวานเสนาะโสต เพราะพริ้งราวดนตรี
“ของชั้นเลิศ!”
“กระบี่นี้เป็นอาวุธวิเศษระดับหนึ่งชั้นเลิศที่สุด ฟังจากเสียง น่าจะ
สร้างจากศิลามังกรทองอันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง”
“ศิลามังกรทองทั้งแข็งทั้งทน ปกติจะเติมลงไประหว่างสร้างอาวุธ
วิเศษนิดหน่อย แต่ตัวกระบี่เล่มนี้ทำจากศิลามังกรทองทั้งเล่มเลย”
“มิต้องพูดถึงว่าโครงสร้างตัวกระบี่ประณีตบรรจงยิ่ง เรื่องสำคัญ
ที่สุดคืออักขระบนนั้นเป็นอักขระระดับสูงที่ตาเฒ่าผู้นี้ไม่เคยเห็นมา
ก่อน ลึกลับยิ่งนัก”
“ในนี้มีกระทั่งค่ายกลขนาดเล็กซ่อนไว้ เก็บปราณไว้ภายใน
สามารถระเบิดการโจมตีรุนแรงสุดขั้วออกมาได้ในยามคับขัน”
“แม้กระบี่นี้จะอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ก็เพียงพอให้กระทั่งผู้ฝึกตนซึ่ง
เพิ่งบรรลุขอบเขตแปรเทวะใช้ได้แล้ว”
อู๋เฟยอวี่มิอาจวางกระบี่เล่มนี้ลงได้ มิใช่เพราะมันล ้าค่าเพียงไร
แต่เพราะมันสมบูรณ์แบบเกินไป ประหนึ่งเป็นงานศิลป์
แม้ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ จะมิใช่นักตีอาวุธ แต่ก็ยังบอกได้ว่ากระบี่
เล่มนี้ล ้าค่าจากคลื่นพลังอักขระของมัน
“ลองตีราคาหน่อย” เจียงผิงอันกล่าวอีกครั้ง
“ยามนี้เกิดศึก อาวุธหายาก กระบี่นี้น่าจะขายได้อย่างน้อยสิบ
กฎเกณฑ์”
อู๋เฟยอวี่ประมาณราคา
ข้างกันนั้น มั่วชงกัดฟันพูด “เจ้านิกายเจียง นี่เปลี่ยนประเด็นอยู่
หรือ? ตาเฒ่าผู้นี้ถามอยู่ว่าช่องทางล่ะ? อาวุธวิเศษกับโอสถล่ะ?”
“เจ้าตาบอดหรือ?”
เจียงผิงอันถามย้อน
อกของมั่วชงอึดอัดคั้นแน่น เกือบหายใจสักเฮือกยังมิได้
เขาเป็นผู้อาวุโสใหญ่แท้ ๆ แต่กลับถูกรังแกเช่นนี้ เจ้านิกายรุ่น
ก่อนยังไม่ระห ่าเพียงนี้เลย
มั่วชงสะกดความอยากตบเจียงผิงอันให้ตายเอาไว้ สายตาเบน
ไปที่กระบี่ในมืออู๋เฟยอวี่
“นี่หรือสิ่งที่เจ้าซื้อ? กระบี่เล่มเดียวจะพอให้ใช้ได้หรือ? รู้หรือไม่
ว่านิกายเทวมารมีศิษย์กี่คน?”
“ใครบอกเจ้าว่าเจ้านิกายผู้นี้มีแค่เล่มเดียว?”
เจียงผิงอันโบกมือ แล้วกระบี่นับพัน ๆ เล่มก็หลั่งไหลพรั่งพรูลง
กองข้างตัว ส่งเสียงเกรียวกราวไม่หยุด
เพียงพริบตา ทั่วทั้งโถงก็ทองอร่ามวับวาม กระบี่กองระเกะระกะ
เยี่ยงเศษเหล็ก พะเนินเป็นภูเขา
“กระบี่เช่นนี้ เจ้านิกายผู้นี้มีแสนเล่ม!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายในโถงนิ่งตะลึงกับที่ราวถูกตรึงร่าง ดวงตาถลน
โปนราวกบ เกือบเด้งหลุดออกจากเบ้า
แม้พวกเขาจะเคยเห็นเหตุการณ์ใหญ่โตมากมาย หัวใจหนัก
แน่นสุขุม แต่ยามนี้ อารมณ์ในใจพวกเขาก็ยังตลบตัวไปมาอย่าง
รุนแรง มิอาจสงบลงได้เลย
กระบี่ชั้นเลิศเช่นนี้ มีนับแสนเล่ม!
หนึ่งเล่มราคาสิบกฎเกณฑ์ แสนเล่มก็ล้านกฎเกณฑ์!
ต่อให้เป็นสำนักต้วนเซียนก็คงมิอาจนำกระบี่คุณภาพสูงออกมา
ขายได้มากมายในเวลาเดียวกันเช่นนี้กระมัง?
หากเกิดสงครามขึ้น แล้วผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
แสนคนเผยกระบี่เลิศล ้าเพียงนี้ออกมารุมโจมตี พวกฝ่ายมาร
ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดคงกลัวจนฉี่ราดได้เลย!
สีหน้าของมั่วชงชะงักนิ่งอย่างสมบูรณ์ ร่างของเขาทรุดฮวบลงนั่ง
บนเก้าอี้
จบแล้ว จบสิ้นแล้ว
เจียงผิงอันได้กระบี่มากมายกลับมาจริง ๆ
เป็นไปได้เช่นไร?
เจียงผิงอันไปได้กระบี่คุณภาพดีมากมายเช่นนี้มาจากไหน?
เจียงผิงอันมีช่องทางทรงพลังเช่นนี้อยู่จริง ๆ หลังจากนี้
ทรัพยากรสำหรับซื้อขายสินค้าจะไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาตระกูลมั่ว
อีกแล้ว
ผลประโยชน์ชิ้นงามถูกเจียงผิงอันฉวยไป
“รบกวนส่งเงินให้ข้าที ทรัพยากรเหล่านี้ ข้ายืมมาจากสหายด้วย
ความพยายามยิ่งนะ”
เมื่อได้ยินวาทะของเจียงผิงอัน ความคิดของเหล่าผู้อาวุโสก็ถูก
ดึงกลับมา
“เจ้านิกาย ท่านไปได้กระบี่เหล่านี้มาจากที่ใดหรือ?”
น ้าเสียงของอู๋เฟยอวี่นอบน้อมยิ่งกว่ากาลก่อน
การที่เจ้านิกายใช้ช่องทางนี้ได้ ไม่ว่ากับขุมกำลังใหญ่ที่ใด เขาก็
นับเป็นแขกผู้มีเกียรติได้ทั้งสิ้น
การได้เจียงผิงอันมาเป็นเจ้านิกายเทวมารของพวกเขา นี่คือโชค
มโหฬารสำหรับพวกเขานิกายเทวมาร
“เรื่องแบบนี้อย่าถาม พูดออกไปก็มิได้ ผู้ใดพูดออกไปเท่ากับ
ทรยศสำนัก เข้าใจหรือไม่?”
ยามเจียงผิงอันพูดถึงตอนท้าย สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเย็น
เยียบเคร่งขรึมสุดขีด
ร่างของปวงชนสะท้าน ลุกพรวดขึ้นเฉียบพลัน “เข้าใจแล้ว!”
ผู้ที่จะเอาไปเที่ยวพูดจะมีก็เพียงคนโง่ เรื่องดี ๆ เช่นนี้จะให้คน
นอกรู้ได้อย่างไร
ผู้อาวุโสทั้งหลายมอบทรัพยากรในคลังสมบัติของนิกายเทวมาร
ให้กับเจียงผิงอัน
ทรัพยากรนี้มีมูลค่าล้านกฎเกณฑ์ ตีราคาได้ประมาณห้าแสน
ผลึกวิญญาณ
เจียงผิงอันทำกำไรได้มากมาย
เพราะภพแร้นแค้นมีสงคราม อาวุธวิเศษจึงราคาสูงลิบ ขณะที่
อาวุธวิเศษในภพบุกเบิกมีราคาแสนถูก
หลังจากเทียวไปเทียวมาเช่นนี้ กระบี่หนึ่งเล่มที่แลกมาด้วยแต้ม
ผลงานขายได้สิบกฎเกณฑ์ หรือก็คือห้าผลึกวิญญาณ
“นิกายเทวมารยังทีทรัพยากรอยู่หรือไม่?”
เจียงผิงอันอารมณ์ดี
อู๋เฟยอวี่ถอนใจส่ายหน้า “ไม่มีแล้ว เนื่องจากศึกยืดเยื้อและการ
เตรียมทำสงคราม ทรัพยากรจึงขาดแคลนยิ่ง”
“อ้อ งั้นช่างเถอะ ข้ายังมีอาวุธวิเศษระดับสูงอื่น ๆ อีก แต่เดี๋ยวเอา
ไปคืนสหายก็ได้”
เจียงผิงอันเตรียมตัวจรจาก
“เจ้านิกาย! รอเดี๋ยว! อาวุธวิเศษระดับสูงอะไร?”
อู๋เฟยอวี่ตะครุบแขนเจียงผิงอันทันที
เจียงผิงอันตอบ “เรานิกายเทวมารไม่เหลือเงินแล้ว ถามไปก็ไร้
ประโยชน์ แต่ก็คืออาวุธระดับสองกับสาม แล้วก็สมบัติลับสองสามชิ้น
ไว้ค่อยพูดกันยามนิกายเทวมารมีทรัพยากรแล้วกันนะ”
“สมบัติลับ!”
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของผู้อาวุโสหลายคนก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“เจ้านิกาย แม้นิกายจะไม่เหลือเงิน เราก็ยังพอมีงบส่วนบุคคลอยู่
บ้าง ขอดูได้หรือไม่ว่าเป็นสมบัติลับอะไร?”
“ใช่แล้ว เจ้านิกาย ขอดูสมบัติลับหน่อย หากเป็นของดี เราก็จะ
ลงขันเงินกันซื้อ”
คนทั้งหลายล้วนอยากรู้อยากเห็นสมบัติลับยิ่ง
เจียงผิงอันยิ้มลำพองอยู่ในใจ เขากะแล้วว่าเจ้าเฒ่าทั้งหลายต้อง
พูดเช่นนี้
คลังสมบัตินิกายเทวมารอาจไม่เหลือเงินตรา แต่สามตระกูลใหญ่
เหล่านี้ร ่ารวยสุดแสน