สู่วิถีอมตะ - บทที่ 527 เซียนในเขตแดนมารมืดทมิฬ
เส้นขนทั่วกายเจียงผิงอันลุกเกรียว
มีเซียนอยู่ในภพแร้นแค้นได้อย่างไร!
การปรากฏตัวอย่างเกินอธิบายของตัวตนชวนสะพรึงนี้ทำให้
เจียงผิงอันขวัญสะท้านสุดขีด
เขาอยากฉีกสุญตาหนีไปเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็พบว่าสุญตารอบข้าง
ถูกผนึกนิ่ง มิอาจหนีไปไหนได้เลย!
“อย่าได้แตกตื่น หากข้าจะฆ่าเจ้า เจ้ามิได้เห็นข้าหรอก”
หนึ่งเสียงแว่วมาจากในหมอกดำ มิอาจแยกแยะได้ว่าชายหรือ
หญิง อ่อนเยาว์หรือชราวัย มีเพียงความเรียบเรื่อยเฉยชา
เจียงผิงอันสงบลงเล็กน้อย พยายามควบคุมความกลัวในใจ กุม
กำปั้นคารวะอีกฝ่าย “ผู้อาวุโส”
เสียงจากหมอกดำดังขึ้นอีกครั้ง “ครั้งนี้ ข้ามาเพื่อรับตัวบุตรีเจ้า
ไปเป็นศิษย์”
“บุตรีเจ้ามีร่างเซียนมาร พรสวรรค์ของนางล ้าเลิศ หากอยู่ใน
นิกายเทวมาร พรสวรรค์บุตรีเจ้าจะเสียเปล่า มีแต่ต้องให้นางมายัง
เขตแดนมารมืดทมิฬ จึงกระตุ้นพรสวรรค์ทั้งหมดของบุตรีเจ้าได้”
หัวใจของเจียงผิงอันบีบตัว
เขตแดนมารมืดทมิฬ?
ผู้อาวุโสจิตศาสตราเคยกล่าวไว้ ว่าสามเขตหวงห้ามล้วนเคยเป็น
ผู้ปกครองหนึ่งยุคสมัยของภพแร้นแค้น เพราะกลัวถูกตัวตนจากภพ
เซียนเก็บเกี่ยว พวกเขาจึงมิกล้าปรากฏตัวอีก และผนึกตัวเองไว้ใน
เขตหวงห้าม
มิน่าเล่า อีกฝ่ายจึงแข็งแกร่งนัก ที่แท้ก็เป็นตัวตนน่าสะพรึงกลัว
ซึ่งออกมาจากเขตหวงห้ามนี่เอง
“ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับบุตรีข้า แม่หนูนี่เพิ่งเกิด ข้ายังไม่
อยากให้นางไปไหน หากท่านก็เป็นบิดาคนมาก่อน ท่านจะเข้าใจ
ความรู้สึกข้า”
“นางต้องมากับข้า”
เสียงจากหมอกดำไร้เค้าลางอารมณ์ใด ๆ
เจียงผิงอันเงยหน้ามองอีกฝ่ายตรง ๆ “ผู้อาวุโส ท่านจะใช้กำลัง
บังคับหรือ?”
“เจ้าไร้คุณสมบัติให้ข้าใช้กำลัง” ตัวตนในหมอกดำตอบกลับ
อย่างไม่ไว้หน้า
มือของเจียงผิงอันในแขนเสื้อกำเข้าหากัน
ใช่แล้ว เขาหาควรค่าไม่ ต่อให้เขาใช้พู่กันพิพากษาออกมายาม
นี้ ก็ไม่มีทางทำร้ายอีกฝ่ายได้แม้แต่รอยขีดข่วน
อ่อนแอเกินไปนัก ต่อหน้าตัวตนระดับนี้ เขามิอาจปกป้องผู้คน
รอบกายได้เลย
“ผู้อาวุโสจะพาบุตรีข้าไปให้ได้เลยหรือ?” เจียงผิงอันถามเสียง
เข้ม
หนึ่งเสียงผ่อนหายใจดังออกมาจากในหมอกดำ
“บางครั้ง ยิ่งเจ้ารู้มากก็ยิ่งเจ็บปวด พูดมากไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ
หรอก”
“บอกเจ้าแค่นี้แล้วกัน ตัวตนในภพเซียนถือหมื่นภพภูมิเป็น
สารอาหาร เราทั้งหลายเติบโตจนถึงจุดจบ ก็เป็นเพียงอาหารของ
ตัวตนในภพเซียน”
ตัวตนในหมอกดำเห็นสีหน้าไร้อารมณ์ของเจียงผิงอัน ก็คิดไป
ว่าเขากลัวจนสติหลุดไปแล้ว
“เจ้าโง่กู่ตี้ยังคิดสู้กับเซียน เขาจะสู้ได้อย่างไร เหตุผลที่ตลอดมา
ไร้หนทางบรรลุเซียน ก็เพราะกู่ตี้เผชิญปัญหาเข้า”
“ไม่ช้าก็เร็ว ยอดฝีมือจากภพเซียนจะมาเก็บเกี่ยวในภพ
แร้นแค้นของเรา อ้อ จริงสิ เจ้าไม่รู้นี่นะ โลกของเราถูกโลกภายนอก
เรียกว่าภพแร้นแค้น”
“เหตุที่ข้าจะมาพาบุตรีเจ้าไป ก็เพราะบุตรีเจ้าพรสวรรค์ล ้าเลิศยิ่ง
และเราจะฝึกฝนให้นางไปสู้กับวิกฤติที่อาจเกิดได้ในเขตแดนมารมืด
ทมิฬของเรา”
“ตัวตนในยุคสมัยปัจจุบันของพวกเจ้า จะเป็นยุคสมัยสุดท้ายของ
ภพแร้นแค้น หลังจากนั้น ภพแร้นแค้นก็จะถูกทำลาย”
ยามตัวตนในหมอกดำเอ่ยปาก น ้าเสียงของตัวตนนั้นก็เปี่ยม
ความหนักใจเศร้าโศก
เจียงผิงอันพอรู้ข้อมูลบางส่วนมาแล้ว แต่ก็พบว่าสถานการณ์
ร้ายแรงกว่าตนคาดคิด ทั่วทั้งภพแร้นแค้นกำลังจะถูกทำลาย
หลังเงียบอยู่นาน เจียงผิงอันก็เอ่ยปาก “ด้วยความแข็งแกร่งของ
ผู้อาวุโส จะชิงตัวบุตรีข้าไปเลยก็ได้นี่”
อีกฝ่ายมายังนิกายเทวมารอย่างเงียบเชียบ ไร้ผู้ใดสังเกตเห็นได้
ด้วยความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย จะชิงตัวเมี่ยวอีไปเลยก็ย่อมได้ แต่
กลับเสียเวลามาพูดพล่ามที่นี่เสียมากมาย
“ก็จริง แต่บุตรีเจ้าคือร่างเซียนมาร พัวพันผลกรรมมหาศาล การ
สร้างกรรมร้ายจะมีผลร้ายแรง ข้าจึงได้มาบอกเจ้า”
ตัวตนนี้มิได้สนใจความคิดของเจียงผิงอันเลย สนใจก็เพียงร่าง
เซียนมาร
ในความเห็นของตัวตนนี้ พรสวรรค์ของเจียงผิงอันเจิดจรัสในยุค
สมัยนี้จริงแท้ แต่หากไปอยู่ในเขตแดนมารมืดทมิฬ มันก็เป็นเพียง
ระดับกลาง
ตราบกาลนานมา มีอัจฉริยะล ้าเลิศมากมาย แต่ผู้ที่เติบโตได้
จนถึงที่สุดเท่านั้นที่ควรค่าสนใจอย่างแท้จริง
เจียงผิงอันกล่าวว่า “ข้าจะให้ผู้อาวุโสพาเมี่ยวอีไปไม่ได้ อย่าง
น้อยก็จนกว่าเมี่ยวอีจะเติบใหญ่ รอเมี่ยวอีเติบโตก่อน แล้วให้เมี่ยวอี
ตัดสินใจเองเถิด”
“ข้าก็ตั้งใจเช่นนั้นเหมือนกัน”
ก้อนหยกดำโบราณก้อนหนึ่งโผล่ออกมาจากในหมอกดำ
“ยามบุตรีเจ้าโตขึ้นสักนิด มอบวรยุทธ์เซียนนี้ให้กับนาง สร้าง
รากฐานนางให้ดี อย่าได้แอบฝึกวรยุทธ์นี้เอง หากไม่มีร่างเซียนมาร
เจ้าเรียนไม่ได้หรอก”
“อีกไม่กี่ปี ข้าจะกลับมา”
ว่าแล้ว หมอกดำก็หายวับไปราวไม่มีตัวตนมาก่อน
เจียงผิงอันถือหยกดำในมือ เงียบไปอยู่นาน จนกระทั่งเสียงของ
เมิ่งจิงดังออกจากป้ายหยกสื่อสาร
“เจ้าท่อนไม้ เจ้าท่อนไม้ ฟังอยู่หรือเปล่า? ทำไมข้าไม่ได้ยินเสียง
เจ้าแล้วล่ะ ป้ายหยกสื่อสารแตกหรือ?”
“เมื่อครู่มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ”
เจียงผิงอันไม่ได้บอกเมิ่งจิงว่าเมื่อครู่เกิดเรื่องอะไร เป็นไปเช่น
ตัวตนนั้นกล่าว ยิ่งรู้มากยิ่งเจ็บปวด
หลังเสวนากับเมิ่งจิงครู่หนึ่ง สองฝ่ายก็จบการสนทนา
เจียงผิงอันเก็บก้อนหยกสีดำ เตรียมไว้ให้บุตรีตนในภายหน้า
เจียงผิงอันไม่เข้าใจว่าร่างเซียนมารคืออะไร แต่เซียนผู้นั้นบอก
ว่าเขาเรียนไม่ได้ เขาก็น่าจะเรียนไม่ได้จริง ๆ
วันคืนต่อจากนั้น นอกจากขนส่งทรัพยากรและฝึกฝน เขาก็มี
งานเพิ่มมาอีกงาน คือดูแลบุตรีตน
เมื่อได้เห็นบุตรีโตขึ้นทีละนิด ความรู้สึกเป็นสุขก็ยากบรรยาย
แน่นอน ยามยายหนูน้อยเผชิญปัญหา ความรู้สึกยินดีก็หายวับ
ไปชั่วคราว
ระหว่างชั่วกาลนี้ เจียงผิงอันบรรลุทุกกฎเกณฑ์ของตนจนถึงจุด
สมบูรณ์แบบของขั้นสาม มาถึงขั้นสมบูรณ์แบบของขอบเขต
วิญญาณเทวะ เทียบได้กับขั้นสมบูรณ์แบบขอบเขตหลอมสุญตา
การฝึกฝนของเขาก็เผชิญคอขวด ขณะนี้ ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ จะ
ทะลวงขอบเขตสู่ขอบเขตบูรณาการกันแล้ว
แต่เจียงผิงอันทะลวงขอบเขตไม่ได้ เส้นทางของเขามาถึงจุดจบ
แล้ว เขาจะเดินต่อไปได้ก็ต่อเมื่อเบิกเส้นทางสายใหม่
“ไฉนเจ้าไม่ทิ้งมันไปเล่า”
จี้เฟยมองเจียงผิงอันพลิกอ่านคัมภีร์โบราณ หาทางเบิกเส้นทาง
ใหม่แล้วเกลี้ยกล่อม “ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ต่อให้เดินบนเส้นทาง
ของราชันศักดิ์สิทธิ์ เจ้าก็ทำได้นี่นา”
“การสร้างเส้นทางของตนเองยากเย็นกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปไม่รู้กี่
เท่า ตราบประวัติการณ์ มีเพียงสามคนเท่านั้นที่ทำได้”
เจียงผิงอันปิดคัมภีร์โบราณ ผ่อนลมหายใจยาว “ข้าก็คิดจะ
ล้มเลิกจริงๆ ด้วยพรสวรรค์ขณะนี้ของข้า ก็สามารถบรรลุผลลัพธ์ดี
ๆ ได้”
“แต่ข้าสัมผัสได้ว่า ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ มิได้ธรรมดา จากบันทึก
เกี่ยวกับวิชาซ่อนจักรวาล ยามบรรลุเงื่อนไขการฝึกฝนสู่ขั้นถัดไป
ในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง”
“การเปลี่ยนแปลงอะไร?” จี้เฟยถามอย่างสงสัย
เจียงผิงอันส่ายหัว “มิได้ระบุไว้ชัดเจน แต่ข้าเดาว่าการ
เปลี่ยนแปลงนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่นักพรตเสินซวีแข็งแกร่งยิ่งนัก”
“พวกเขาเป็นยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติเหมือนกันแท้ ๆ แต่ไฉน
นักพรตเสินซวีจึงแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นยามใช้วรยุทธ์ เหตุผลน่าจะต้อง
เป็น ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ แน่แท้”
จี้เฟยเหลือกตา “นี่เป็นการคาดเดาของเจ้าทั้งนั้น แค่ใช้วิชาฝึก
ใจขั้นพื้นฐานก็เพิ่มปราณวิญญาณในตัวเจ้าได้แล้ว”
“ยามนี้เจ้ามีพรสวรรค์กลืนกิน มิต้องกลัวเปลืองพลังใด ๆ แล้ว
‘วิชาซ่อนจักรวาล’ มีประโยชน์อะไร?”
“ฟังข้านะ รีบทิ้งมันไปเสีย หากเจ้ามีทรัพยากรพอ เดี๋ยวเดียวก็
คืนพลังต่อสู้ปัจจุบันกลับมาได้แล้ว”
จี้เฟยหันไปถามเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งนั่งอยู่ที่เท้าเจียงผิงอัน
“เมี่ยวอี เจ้าว่าควรฟังผู้ใด?”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น นางอายุราวสามสี่ขวบ ดวงตากลมโตสุกใส
เช่นอัญมณี ใบหน้าชมพูระเรื่อเปี่ยมความสับสน
เท้าน้อยสีขาวของนางเหยียบบนคัมภีร์โบราณ มืออวบอ้วนถือ
ม้วนหยกชิ้นหนึ่งขณะปากขบกัด น ้าลายไหลย้อย
เมื่อเห็นมารดานางเดินมาหา เจียงเมี่ยวอีก็รีบโยนม้วนหยกทิ้ง
ใช้มือน้อย ๆ อวบอ้วนเช็ดน ้าลาย ถามขึ้นเสียงเจื้อยแจ้ว “ไฉนเรื่อง
มากนักเล่า หากเจ้าร้ายกาจกว่าท่านพ่อข้า เจ้าคงเป็นเจ้านิกายไป
แล้วสิ”
จี้เฟย “…”