สู่วิถีอมตะ - บทที่ 530 ปราณเซียนเสี้ยวหนึ่ง
ตู้ม! ตู้ม!
เถียนซีถูกฟาดลงกับพื้นอย่างต่อเนื่อง เสียงเลื่อนลั่นดังสนั่น ฝุ่น
ควันกระจายคลุ้ง
พรวด!
เถียนซีตัดขาที่ถูกจับไว้อย่างเด็ดเดี่ยว แล้วรีบผละออกห่างจาก
เจียงผิงอัน
เถียนซีลอยตัวกลางอากาศ บรรยากาศเช่นนางเซียนไม่เหลือ
แล้ว ใบหน้าของนางบิดเบี้ยว กระดูกแตกหัก ร่างคลุกฝุ่น ขาข้างหนึ่ง
ก็ขาดไป
นางถลึงตามองเจียงผิงอันพลางแผดเสียงอย่างเดือดดาล “เจ้า
ต้องตาย!”
ปราณชวนสะพรึงสายหนึ่งระเบิดออกจากร่างของนาง แล้ว
บาดแผลทั่วกายก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อาคมมิติสั่นไหวรุนแรง
ยอดฝีมือจากศาลาเติงเซียนสัมผัสปราณนี้ แล้วสีหน้าก็
แปรเปลี่ยนไป
“ปราณเซียน!”
ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาจะมีปราณเซียนได้อย่างไร?
นี่ต้องมิใช่สิ่งที่นางฝึกฝนเองอย่างแน่นอน!”
“เจียงผิงอัน รีบยอมแพ้เร็ว!” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งจากศาลาเติงเซียน
รีบเตือนขึ้น
เถียนซีมีปราณเซียนเสี้ยวหนึ่งอยู่กับตัว ทำให้นางเกิดการ
เปลี่ยนแปลงเกินคาดฝัน หากยังสู้กันต่อไป เจียงผิงอันตายแน่!
เฉียนฮวั่นโหรวตะโกนอย่างร้อนใจ “ผิงอัน รีบออกมาเร็ว!”
เจียงผิงอันหาได้ฟังสักนิดไม่ เขาใช้หมัดทำลายล้าง แปรเปลี่ยน
เป็นอัสนีพุ่งเข้าโจมตี
เถียนซีเงื้อหมัดขึ้นรับการโจมตี
หมัดทั้งสองประสานกัน ปราณแข็งแกร่งแผ่กระจาย บรรพตรอบ
ข้างล้วนถูกถล่มราบ
ทั้งสองต่างกระเด็นหงายไปพร้อมเพรียง
หัวใจของเจียงผิงอันเปี่ยมความตกใจ อีกฝ่ายมิได้ใช้อำนาจ
ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย แค่ใช้เคล็ดวิชาธรรมดา ๆ แต่ก็รับหมัดทำลายล้าง
ไว้ได้แล้ว!
ปราณประหลาดนี้คือปราณเซียนหรือ?
เคหาสน์เทพจันทราก็มีวิชาจำแลงเซียนเหมือนกัน?
เถียนซีใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ ‘วงล้อจันทรา’ อีกครั้ง หนนี้อำนาจ
ของอำนาจศักดิ์สิทธิ์น่ากลัวขึ้นกว่ากาลก่อนมากนัก
สีหน้าของเจียงผิงอันเคร่งขรึม รีบโจมตีสกัดมิให้อีกฝ่าย
แผลงฤทธิ์
แต่ก็สายเกินไป
เถียนซีเหวี่ยงวงล้อจันทรา กระแทกร่างเจียงผิงอันปลิวออกไป
พลางกระอักเลือดทันที
เถียนซีฉวยโอกาสนั้นไล่ระดมจู่โจมเจียงผิงอันอย่างบ้าคลั่ง
“กระทั่งคนอย่างเจ้ายังหวังเอาชนะคุณหนูผู้นี้หรือ? คุณหนูผู้นี้
ชาติกำเนิดสูงส่ง ส่วนแมลงที่ไม่รู้มาจากไหนอย่างเจ้ากล้ามาทำร้าย
คุณหนูผู้นี้! สมควรตาย!”
ใบหน้าของเถียนซีบิดเบี้ยว ใช้สารพัดวิชาลับกระหน ่าใส่เจียงผิง
อันอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ด้วยการหนุนเสริมของปราณเซียนสายนั้น การโจมตีของนางจึง
ทะลวงสูงสู่อีกระดับอย่างสิ้นเชิง ประหนึ่งเป็นการโจมตีของยอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติผู้หนึ่ง
เจียงผิงอันใช้วิชาลับพลังวิญญาณ ‘สังสารวัฏ’ กับเถียนซี แต่ก็
พบว่าใช้ไม่ได้
สตรีผู้นี้มีผนึกแข็งแกร่งอยู่ในห้วงจิตสำนึก ญาติผู้ใหญ่ของนาง
น่าจะลงผนึกนี้ไว้เป็นการเฉพาะเพื่อปกป้องนาง
ในเมื่อ ‘สังสารวัฏ’ ไร้ผล เจียงผิงอันจึงใช้ ‘เวียนกำเนิด’
ภาพฉายของร่างเทวะสุดขั้วหยางปรากฏขึ้นโจมตีเถียนซี
เห็นได้ชัดว่าเถียนซีมิได้คาดว่าร่างเทวะสุดขั้วหยางจะปรากฏตัว
จึงถูกโจมตีไปเต็ม ๆ
หมัดของร่างเทวะสุดขั้วหยางทรงพลังสุดขั้ว ชกใส่อกเถียนซีเต็ม
ๆ จนระเบิดแหลก
ทว่าปราณเซียนสายนั้นเพิ่มผลวิชาเยียวยาของนางอย่าง
มหาศาล เพียงพริบตา กฎเคล็ดพลังในตัวเถียนซีก็ถูกลบหาย
ร่างกายคืนสู่ปกติ
เห็นเช่นนี้ ปวงชนก็ตกใจ
บาดเจ็บเพราะเคล็ดพลัง แต่กลับฟื้นตัวเร็วเพียงนี้!
ผู้อาวุโสจากศาลาเติงเซียนปรามาสยอดฝีมือจากเคหาสน์เทพ
จันทราเสียงดัง “พวกเจ้าเคหาสน์เทพจันทราน่ารังเกียจนัก ถึงกับ
ซ่อนปราณเซียนไว้กับผู้ประลอง!”
แม้จะเป็นปราณเซียนเพียงเสี้ยว ก็ยังทำให้เถียนซีเปลี่ยนไปราว
คนละคน
ยอดฝีมือจากเคหาสน์เทพจันทราเหยียดเย้ย “เจ้าคิดว่าศาลาเติง
เซียนของพวกเจ้ามีวิชาจำแลงเซียน ทำให้ผู้คนมีปราณเซียนได้อยู่
ฝ่ายเดียวหรือ? เราเคหาสน์เทพจันทราพบหนทางทำให้คนได้รับ
ปราณเซียนมาแล้วเหมือนกัน”
เคหาสน์เทพจันทรามิได้โกหกโดยแท้ พวกเขาหาทางใช้ปราณ
เซียนได้แล้วจริง ๆ
แม้จะไม่ได้ดีเท่าวิชาจำแลงเซียน เก็บปราณเซียนได้เพียงเสี้ยว
เดียว แต่ก็เรียกได้แล้วว่าไร้เทียมทาน
ประมุขศาลาเติงเซียนหลัวซู่มองสถานการณ์มาตลอด ยามเห็น
เช่นนี้ นางก็ถ่ายทอดกระแสปราณบอกเจียงผิงอัน
“พอเถอะ ยอมแพ้ได้มิต้องอาย”
“เถียนซีมีปราณเซียนเสี้ยวหนึ่ง แม้จะไม่ดีเท่าวิชาจำแลงเซียน ก็
มิใช่สิ่งที่เจ้าจะรับมือได้”
หลัวซู่บรรลุขอบเขต ‘เซียนมนุษย์’ สำเร็จอำนาจเซียนแล้ว จึงรู้ดี
ว่าอำนาจเซียนแข็งแกร่งเพียงไร
ด้วยระดับปัจจุบันของเจียงผิงอัน เขาไม่มีทางเอาชนะเถียนซีได้
เลย
ยอมแพ้ไปก็ไร้สิ่งใดต้องอาย
เจียงผิงอันเมินเสียงของหลัวซู่ กระตุ้นอักขระคนเถื่อน ใช้จุล
ศาสตร์ไร้ลักษณ์ขยายตัว เกราะรบจำนงศึกและอัสนีหยินถูก
ปลดปล่อยออกมาคลุมทั่วกาย
ขณะนี้ เจียงผิงอันเป็นประหนึ่งเทพมาร เผชิญหน้าปราณเซียน
อันทรงพลังแล้วโจมตีใส่ตรง ๆ
ทั้งสองปะทะกัน สุญตาสั่นสะท้าน กฎเกณฑ์ปั่นป่วนจากการ
ปะทะของอำนาจอันทรงพลัง หากผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตา
ทั่วไปสักคนมาถูกลูกหลง คงตกตายทันทีแน่แท้
หลัวซู่มองเจียงผิงอันตาค้าง มิคาดว่าเจ้าเด็กนี่จะมีไพ่ตายซ่อน
ไว้มากมายเพียงนี้
แต่เมื่อใช้วิชาลับแข็งแกร่ง ก็จะสิ้นเปลืองพลังมากมาย มิอาจ
ทานทนได้นานเลย
ปวงชนนอกอาคมรู้สึกเหลือเชื่อยิ่งยามเห็นเจียงผิงอันหยุดเถียน
ซีไว้ได้ชั่วขณะ
“ปรากฏว่าเจียงผิงอันฝึกควบทั้งวิญญาณ กายาและจิต!”
“ที่แท้เขาก็แข็งแกร่งเพียงนี้ มิน่าเล่าจึงเป็นคู่บำเพ็ญของศิษย์
น้องหญิงเฉียนได้”
“วิชาของเจียงผิงอันแปลกตายิ่งนัก ก่อนหน้านี้เขาไปอยู่ไหน
มา?”
เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนหารู้ไม่ว่าเจียงผิงอันแข็งแกร่งเพียงนี้
พวกเขากระทั่งคิดว่าเจียงผิงอันหาคู่ควรกับเฉียนฮวั่นโหรวไม่ ยามนี้
ประจักษ์แล้วว่าพลังต่อสู้ของเขาน่ากลัวเพียงไร
หากวัดพลังต่อสู้ในขอบเขตหลอมสุญตา เขาติดอันดับต้น ๆ ได้
แน่นอน
ผู้ฝึกตนจากเคหาสน์เทพจันทราล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด หา
คาดคิดไม่ว่าศาลาเติงเซียนยังมีอัจฉริยะผู้หยุดเถียนซีได้ชั่วคราว
เช่นนี้ซ่อนตัวอยู่
แต่ผู้ชนะสุดท้ายย่อมต้องเป็นเถียนซี
เถียนซีกำลังจะแผลงฤทธิ์ทั้งหมด
ตู้ม!
เจียงผิงอันและเถียนซีเข้าปะทะ ก่อนจะแยกจากกันอีกครั้ง
เถียนซียกมือเช็ดเลือดจากมุมปาก “บีบบังคับคุณหนูผู้นี้ได้
ขนาดนี้ เพียงพอให้เจ้าภาคภูมิได้แล้ว แต่นี่มิใช่จุดจบหรอก”
พริบตานั้น ปราณของเถียนซีทะยานตัว คลื่นพลังรุนแรงระเบิด
ออกจากกาย ทวีคูณปราณของตนสามเท่าจากกาลก่อน!
นางเงื้อนิมิตวงล้อจันทรา ระเบิดร่างเทวะสุดขั้วหยางไปอย่าง
รวดเร็ว
เถียนซีลอยตัวกลางอากาศ หรี่ตามองเจียงผิงอันอย่างหยิ่งหยอง
“นี่คือพลังต่อสู้สูงสุดของคุณหนูผู้นี้!”
สีหน้าของเหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนเปี่ยมความพรั่นพรึง
“อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่สอง! ‘แสงบุหลัน’!”
“ปรากฏว่าเถียนซีบรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์สองอย่าง!”
“ยามนี้นางอยู่เพียงขอบเขตหลอมสุญตาเท่านั้นเองนะ!”
หากยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการทั่วไปบรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์ได้
สักวิชาก็เยี่ยมยอดแล้ว
อำนาจศักดิ์สิทธิ์ยากฝึกฝน มิใช่ทุกคนจะเรียนได้
ทว่าเถียนซี สตรีผู้นี้บรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์สองประการได้ใน
ขอบเขตหลอมสุญตา!
เคหาสน์เทพจันทราทุ่มทุนฝึกฝนนางเพียงไรกัน?
‘แสงบุหลัน’ เป็นหนึ่งในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเคหาสน์เทพจันทรา
เพิ่มพลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนได้ในระยะเวลาสั้น ๆ
วิชาขยายพลังทั่วไปขยายเจาะจงได้เพียงแค่พละกำลัง ความเร็ว
และอื่น ๆ
แต่ ‘แสงบุหลัน’ เพิ่มพูนทุกด้าน
ยามเถียนซีมิได้ใช้ ‘แสงบุหลัน’ นางก็แข็งแกร่งกว่าเจียงผิงอัน
อยู่แล้ว ยามนี้พลังต่อสู้ทวีคูณสามเท่า เจียงผิงอันจะสู้ได้อย่างไร?
หลัวอีเฟยกล่าวกับเยี่ยอู๋ฉิง “ลูกพี่เจ้าอยู่ในอันตรายแล้วนะ”
“ไม่ เถียนซีต่างหากที่อยู่ในอันตราย” มุมปากของเยี่ยอู๋ฉิงยกยิ้ม
ดวงตาจ้องตรงที่เจียงผิงอัน
“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไรอยู่ เห็นชัด ๆ ว่าลูกพี่เจ้ากำลังเสียเปรียบ
นะ” หลัวอีเฟยสงสัยแล้วว่าศีรษะของเยี่ยอู๋ฉิงกระทบกระเทือน มิอาจ
กระทั่งจะมองสถานการณ์ชัดเจน
เถียนซีเหวี่ยง ‘วงล้อจันทรา’ หมายปิดฉากปลิดชีพเจียงผิงอัน
ขยะที่จู่ ๆ ก็โผล่มานี่ ควรค่ามาสู้กับนางแล้วหรือ?
นางบรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์สองวิชา คนผู้นี้จะเทียบอะไรได้?