สู่วิถีอมตะ - บทที่ 532 ไปศาลาหลัก
ฮั่วหร่วน ฮั่วไห่โจวและผู้ฝึกตนจากเคหาสน์เทพจันทราจากจร
ลานประลองตกสู่ความเงียบงัน
เหตุกะทันหันนี้ทำให้ปวงชนตั้งตัวไม่ติด
ฮั่วหร่วนทรยศศาลาเติงเซียน ฉกฉวยศาสตราเซียนชิ้นหนึ่งและ
ทรัพยากรมหาศาลไป เป็นความเสียหายมหาศาลของศาลาเติงเซียน
หลัวซู่ฝืนสะกดอารมณ์แง่ลบของตนอย่างสุดชีวิต ก่อนจะกล่าว
กับผู้อาวุโสคนหนึ่ง “การประลองจบแล้ว ประกาศผลสิ”
การทรยศของฮั่วหร่วนทำร้ายจิตใจศิษย์ศาลาเติงเซียนอย่างยิ่ง
พวกนางต้องปลุกขวัญกำลังใจขึ้นใหม่
ผู้อาวุโสซึ่งดูแลการประลองนี้คืนสติ รีบประกาศว่า “ในการ
ประลองนี้ ผู้เข้าร่วมทุกคน ไม่ว่าแพ้หรือชนะ จะได้รางวัลหนึ่งพันแต้ม
ผลงาน”
“ในการประลองครั้งนี้ เฉียนฮวั่นโหรวและเจียงผิงอันมีผลงาน
ยอดเยี่ยม ได้รางวัลเพิ่มเติมอีกสองพันแต้มผลงาน”
“นอกจากนั้น ผู้ชนะยังจะได้ป้ายคำสั่งเคหาสน์เซียนป้ายหนึ่ง
ด้วย ยามต้องการมัน ก็ไปรับได้ที่โถงภารกิจ”
ป้ายคำสั่งเคหาสน์เซียนนี้เป็นคำท้าทายของเคหาสน์เทพจันทรา
คนเหล่านั้นคิดว่าตนจะชนะ แต่มิคาดว่าจะได้มาเจอเจียงผิงอัน
มูลค่าของป้ายคำสั่งนี้มิได้ด้อยไปกว่ายอดสมบัติสักชิ้นเลย
สายตาของเหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนมองมายังเจียงผิงอันอย่าง
สุดริษยาระคนเกรงขาม
ไร้ผู้ใดทราบว่าเจียงผิงอันจะมีพลังต่อสู้ทรงพลังเพียงนี้ กระทั่ง
เอาชนะบุตรีเจ้าเคหาสน์เทพจันทราลงได้
หลังประกาศผลการประลอง หลัวซู่ก็โบกมือ พาตัวเจียงผิงอัน
และเฉียนฮวั่นโหรวไป
กลับมาถึงเรือนพัก หลัวซู่ก็กระอักไอตัวโยน โลหิตหลากหลั่ง
จากมุมปาก
เฉียนฮวั่นโหรวสีหน้าเปลี่ยน รีบเข้าไปพยุงนาง “อาจารย์ ท่าน
เป็นอะไรไป?”
“เรื่องเล็กน้อยน่ะ ข้าบาดเจ็บนิดหน่อย เมื่อครู่สะเทือนอารมณ์
เกินไป เลยควบคุมบาดแผลมิได้”
หลัวซู่ปาดโลหิตจากมุมปาก ซาบซึ้งในความเป็นห่วงเป็นใยของ
ศิษย์ผู้นี้ยิ่ง
ขณะที่หลัวซู่กำลังจะอ้าปากตอบ นางก็สังเกตพบว่าดวงตาของ
เจียงผิงอันจ้องตรงมายังโลหิตที่นางใช้หลังมือปาดออกมา
“แค่เลือดธรรมดา ไม่มีประโยชน์มากมายหรอกนะ หากเจ้าอยาก
ได้ข้าก็ให้”
หลัวซู่สะบัดมือ แล้วโลหิตสองสามหยดก็เหินไปตรงหน้าเจียงผิง
อัน
“ขอบคุณผู้อาวุโส!”
เจียงผิงอันรีบกล่าวขอบคุณ
แม้นี่จะมิใช่แก่นฐานโลหิต แต่ก็ยังเป็นโลหิตเซียน ภายหน้าอาจ
มีประโยชน์
หลัวซู่สูดหายใจลึก ก่อนจะปริปาก “พวกเจ้าสองคนกำลังจะได้
ไปยังศาลาหลักกับอัจฉริยะที่ได้รับคัดเลือก มีบางเรื่องที่ต้องบอก
พวกเจ้าล่วงหน้า”
“เรื่องแรกคือ หากคิดจะไปให้ถึงศาลาหลัก มันมิใช่เรื่องง่าย
พวกเจ้าต้องผ่านเส้นทางเติงเซียน ที่นั่นจะมีบททดสอบอันเต็มไป
ด้วยความยากลำบากอยู่”
“มีเพียงต้องผ่านการประเมิน พวกเจ้าจึงจะไปยังศาลาหลักได้
อย่างแท้จริง การผ่านประเมินก็มิใช่เรื่องง่าย มีอัจฉริยะมากมายที่ไป
ยังศาลาหลัก บางคนกระทั่งติดอยู่ที่นั่นมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว”
“ไว้ภายหลัง ข้าจะให้พวกเขาดูแลพวกเจ้าทั้งสอง พวกเจ้าก็ต้อง
ทำตัวว่าง่ายด้วยล่ะ”
หลัวซู่นั่งลงบนเก้าอี้ข้างตัว ก่อนจะพูดต่อ “เรื่องที่สอง พวกเจ้า
จะได้เข้าแข่งขันชิงวิชาจำแลงเซียนอย่างแน่นอน”
“ขอพูดจาแสลงโสตสักหน่อย ด้วยระดับของพวกเจ้าสองคน หา
มีโอกาสได้วิชาจำแลงเซียนมาไม่”
“ถึงพวกเจ้าจะสร้างขอบเขตของตัวเองได้ก็เหมือนกัน ยังคงยาก
ประชันทายาทเซียนเหล่านั้นนัก”
“ทุกครั้งที่มีการประลองชิงวิชาจำแลงเซียน อัจฉริยะจะตกตาย
เป็นจำนวนมาก พวกเจ้าสองคนอย่าเข้ายุ่งเกี่ยวจะดีกว่า”
“ต่อให้เจ้าผ่านมาตรฐานนั้น ก็ยังไร้โอกาสได้วิชาจำแลงเซียน
มาอยู่ดี”
เฉียนฮวั่นโหรวถามอย่างสงสัย “เพราะเหตุใดหรือ?”
หลัวซู่ส่ายหัว ไม่พูดมากนัก “สรุปคือ อย่าคิดถึงเรื่องเกินจริง
อย่างวิชาจำแลงเซียนเลย ในศาลาหลักมีโอกาสมากมายที่ควรค่า
แสวงหา ต่อให้มิได้เรียนวิชาจำแลงเซียน ก็ยังบรรลุความสำเร็จอื่น ๆ
ได้”
“ยามไปถึงศาลาหลัก ทำตัวให้เงียบเข้าไว้ อัจฉริยะที่นั่นเลิศล ้า
พวกเขาหลายคนเป็นทายาทเซียน มีชาติกำเนิดลึกล ้า หากไป
ล่วงเกินคนใหญ่คนโตเข้า รีบติดต่อข้าให้ทันการเล่า”
หลัวซู่พลันหันไปทางเจียงผิงอัน “โดยเฉพาะเจ้า อย่าหุนหัน
เชียว”
เฉียนฮวั่นโหรวเอ่ยปาก “อาจารย์ ท่านวางใจเถอะ ผิงอันสุขุม
มากนะ”
หลัวซู่ส่ายหัว “เขาดูสงบเสงี่ยมสุขุม แต่นั่นคือยามตัวเขาเองอยู่
ในอันตราย หากผู้คนรอบกายเขาเผชิญเรื่องใดเข้า เขาจะคลั่งได้ยิ่ง
กว่าคนทั่วไปนัก”
หลัวซู่ใช้ชีวิตมาเนิ่นนาน เห็นคนมามากมาย จากการพินิจจับ
ตามอง ก็มองเห็นบุคลิกที่กระทั่งตัวเจียงผิงอันเองก็ยังไม่รู้ตัว
“กลับไปเตรียมตัวเถอะ ป้ายคำสั่งเคหาสน์เซียนนั่น ยามนี้ยังไม่
ต้องรับไปหรอก หากรับไปยามนี้ พวกเจ้าจะถูกหมายหัว ไว้สร้าง
ขอบเขตถัดไปได้ ค่อยคิดไปสำรวจเคหาสน์เซียน”
เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวกุมกำปั้นคารวะก่อนจากจร พวก
เขาสัมผัสได้ว่าหลัวซู่จริงใจกับพวกตน
เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวไม่มีสิ่งใดต้องเตรียมตัว แต้ม
ผลงานของพวกเขาสามารถใช้ได้ในศาลาหลัก
ครึ่งวันถัดมา ค่ายกลเคลื่อนย้ายไปสู่ศาลาหลักก็ถูกเปิด
สิบอัจฉริยะที่ถูกคัดเลือกและห้าอัจฉริยะผู้ได้รับการแนะนำ
รวมตัวกันหน้าค่ายกล
ในหมู่ผู้ได้รับการแนะนำ ผู้มีขอบเขตต ่าที่สุดคือเยี่ยอู๋ฉิง
“ข้าตามไปก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง มิต้องให้ข้าไปดีกว่านะ”
เยี่ยอู๋ฉิงอยากอยู่ฝึกฝนต่อ แต่หลัวอีเฟยลากเขามาด้วยกัน
หลัวอีเฟยยิ้มเฉยชา “อัจฉริยะตั้งมากมาย พาเจ้าไปด้วยสบาย
มาก อีกอย่าง ไม่มีใครรู้ว่าบททดสอบเป็นเช่นไร บางทีอาจผ่านง่ายก็
ได้นะ?”
หลัวอีเฟยลากเยี่ยอู๋ฉิงหายเข้าไปในค่ายกลเคลื่อนย้ายด้วยกัน
คนทั้งสิบห้าจรจากท่ามกลางสายตาอิจฉาริษยาของศิษย์
มากมาย
ผู้ไปยังศาลาหลักได้จะแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล ขอเพียงรอด
ชีวิตกลับมาได้
ทัศนียภาพตรงหน้าอัจฉริยะทั้งสิบห้าแปรเปลี่ยนไป มาปรากฏ
ในพื้นที่สีขาวโพลนอันไม่คุ้นตา
ตรงหน้ามีประตูสีดำซึ่งปกคลุมด้วยอักขระตั้งอยู่บานหนึ่ง
หนึ่งเสียงแว่วมาโดยไม่ทราบทิศทาง
“ปีนี้ เส้นทางเติงเซียนมีสามด่าน หากผ่านได้ ก็จะได้เข้าสู่ศาลา
หลัก หาไม่ พวกเจ้าก็จะติดอยู่ที่นี่ มิอาจจากไปได้”
“ด่านแรก ค่ายกลพันวิกฤติ จงระวัง ค่ายกลนี้มีอันตรายถึงชีวิต
ยิ่งคนเข้าไปพร้อมกันมากแค่ไหน โอกาสกระตุ้นค่ายกลสังหารยิ่งสูง
และจะยิ่งอันตราย”
“ในค่ายกล มิอาจใช้อาวุธวิเศษเกินกว่าขอบเขตของตนเองได้
หากใช้ก็จะถูกตัดสิทธิ์”
“เริ่มได้”
ประตูสีดำตรงหน้าเปิดออก อำนาจอักขระประหลาดแผ่ออกมา
“ข้าเคยได้ยินถึงค่ายกลพันวิกฤติมาก่อน มันเป็นค่ายกลที่
แข็งแกร่งมาก มีผู้ใดเชี่ยวชาญค่ายกลบ้างหรือไม่?”
โหยวเชียนชิวถือด้ายไหมวิญญาณในมือ ขณะหันมองไปรอบ ๆ
ไร้ผู้ใดตอบกลับ
ไม่มีผู้ใดที่นี่เชี่ยวชาญค่ายกล
“เช่นนั้นก็ได้แต่ระวังแล้ว ทุกคนระวังอย่ากระตุ้นค่ายกลด้วยนะ”
โหยวเชียนชิวพูดเสียงเครียด
“รอเดี๋ยว”
เซินถูอี้ผู้เปี่ยมจิตสังหารพลันปริปาก
เซินถูอี้สวมอาภรณ์สีเทา ร่างของเขาคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด
ฉุนเข้มซึ่งสะสมจากการเข่นฆ่ามากเกินไป
สายตาดุจงูพิษจ้องมายังเยี่ยอู๋ฉิง เฉียนฮวั่นโหรวและเจียงผิงอัน
“พวกเจ้าสามคนมากับเราไม่ได้”
“หมายความเช่นไร?” หลัวอีเฟยถามทันที
“ตามที่พูดเลย”
เซินถูอี้กล่าวหน้าตาย “พวกเขาสามคนยังไม่บรรลุขอบเขต
บูรณาการ การรับรู้และปฏิกิริยา อะไรก็มิอาจตามเราทัน หากไป
กระตุ้นค่ายกลเข้า ทุกผู้จะได้รับผลกันหมด”
ข้างตัวเขา หร่านหงเฉินเอ่ยปาก “ประมุขศาลาบอกให้ดูแลทั้ง
สาม และพวกเขาก็หาอ่อนแอไม่นะ”
“จริงอยู่ที่พวกเขาไม่อ่อนแอ แต่เราก็เสี่ยงมิได้เช่นกัน”
เซินถูอี้เอ่ยเสียงเรียบ “เหลือเวลาไม่ถึงห้าปีก็จะถึงยามประชัน
แย่งวิชาจำแลงเซียนครั้งต่อไป หากพลาดโอกาสนี้ ต้องรออีกสาม
ร้อยปีนะ”
“ใครอยากรอบ้าง?”
ไร้ผู้ใดตอบกลับ
ไม่รู้ต้องใช้เวลานานเพียงไรจึงผ่านค่ายกลนี้ไปได้ อาจใช้เวลา
เป็นเดือนหรือเป็นปี หากผิดพลาดสักครั้ง เวลาก็จะยิ่งยืดยาว
หากติดอยู่ที่นี่ห้าปี ก็จะพลาดโอกาสได้วิชาจำแลงเซียนมาอย่าง
แน่นอน