สู่วิถีอมตะ - บทที่ 533 ทอดทิ้ง
ปวงชนล้วนไม่อยากเสนอความเห็น แม้คนทั้งสามก็เป็นอัจฉริยะ
เช่นกัน ขอบเขตของพวกเขาก็ต ่าเกินไป
ค่ายกลประเมินจะมีอำนาจในขั้นต้นขอบเขตบูรณาการ หากมี
ทั้งสามตามมาด้วย พวกเขาก็จะเดือดร้อนไปด้วยแน่นอน
ในเมื่อเซินถูอี้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด ทุกผู้ย่อมไม่พูดช่วยเหลือคน
ทั้งสาม ไม่ว่าใครก็อยากได้วิชาจำแลงเซียนกันทั้งนั้น
นี่คือโอกาสถีบตัวเองออกห่างจากอัจฉริยะคนอื่น ๆ เป็นโอกาส
ประจักษ์ประตูเซียน และโอกาสกรุยหนทางบรรลุเซียน
หลัวอีเฟยกระวนกระวายเล็กน้อยยามเห็นปวงชนคิดทอดทิ้งคน
ทั้งสาม
“พวกเขาสามคนไม่อ่อนแอนะ ข้าให้แต้มผลงานกับพวกเจ้าสัก
หน่อยก็ได้ พวกเจ้าพาสามคนนี้ไปก็ง่ายนิดเดียว”
“พอแล้ว พวกเจ้าไปกันก่อนเถอะ” เจียงผิงอันพูดเบา ๆ
ในเมื่อคนเหล่านี้ไม่อยากพาพวกเขาไปด้วย พวกเขาก็มิอาจ
หน้าด้านตามไปด้วยหรอก
เซินถูอี้ชำเลืองเจียงผิงอันอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะหันกายเดิน
เข้าค่ายกลไป
อันที่จริง มีเหตุผลหลักอื่นที่เซินถูอี้ไม่อยากให้เจียงผิงอันไปด้วย
ในศึกศาลาเซียนคราวก่อน เจียงผิงอันใช้วิชามายาหลอกเขา
จนเสียแต้มผลงานไปสองแสนกว่าแต้ม
เขาจดจำเรื่องนี้ฝังใจมาตลอด
อัจฉริยะคนอื่น ๆ เมินพวกเจียงผิงอันทั้งสาม ตามเซินถูอี้เข้า
ประตูสีดำไปด้วยกัน
เพื่ออนาคตของพวกเขา ไร้ผู้ใดทำตัวจุ้นจ้าน
พวกเขามิได้มีมิตรภาพกับพวกเจียงผิงอันมากนัก ไม่มีทางที่
พวกเขาจะถ่วงเวลาตนเองเพื่อทั้งสามอย่างแน่นอน
ท้ายที่สุดก็เหลือบุคคลเพียงห้า
นอกจากสามบุคคลที่ยังไม่บรรลุขอบเขตบูรณาการ ยังมีบุตรี
ประมุขศาลาหลัวอีเฟยและเฉิงฮั่นผู้รู้จักกันในคุกมืด
เจียงผิงอันกล่าวกับหลัวอีเฟยและเฉิงฮั่น “พวกเจ้าสองคนเป็น
ยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการกันแล้ว ตามเข้าไปด้วยเถอะ”
“ไม่เอา ข้าไม่อยากจากกับอู๋ฉิง”
หลัวอีเฟยกอดแขนเยี่ยอู๋ฉิง สีหน้าของนางเปี่ยมความเคืองแค้น
ไม่พอใจพฤติกรรมของคนเหล่านั้นยิ่ง
ทุกผู้ช่วยกัน สามัคคีผ่านไปก็ดีแล้วแท้ ๆ แต่กลับต้องเป็นแบบนี้
เสียได้
เฉิงฮั่นผู้มีร่างสูงใหญ่เจ็ดฉื่อเกาหน้าอกกล่าวยิ้ม ๆ “ในเมื่อคน
ยิ่งเยอะยิ่งอันตราย ฝั่งพวกเจ้าคนน้อยกว่า ย่อมต้องปลอดภัยกว่าสิ”
อันที่จริง เขาอยากตอบแทนชดใช้ ก่อนหน้านี้เขาจงใจใส่ความ
เจียงผิงอันในคุกมืด เพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายรักษา
ระเบียบ
เฉิงฮั่นรู้สึกเหมือนตนติดหนี้เจียงผิงอัน ครั้งนี้ในเส้นทางเติง
เซียน เขาเลยจะช่วยอีกฝ่ายเพื่อชดใช้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เมื่อเห็นทั้งสองไม่ยอมจาก เจียงผิงอันก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วหันไป
ถามเฉียนฮวั่นโหรว
“เสี่ยวเซียง เจ้ามิได้เรียนค่ายกลหรือ?”
อีกฝ่ายอยู่มาแสนนาน น่าจะพอรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง
“ข้าไม่รู้มากนัก ข้าติดอยู่ในดินแดนลับแห่งหนึ่งมาร้อยกว่าปี
เพื่อทำลายค่ายกล ข้าเลยเรียนมันแค่ร้อยปีนั้น” เฉียนฮวั่นโหรวตอบ
กลับ
ดวงตาของหลัวอีเฟยและเฉิงฮั่นเบิกกว้างยามได้ยินเช่นนี้
หลังค้นคว้ามาร้อยกว่าปี ยังบอกว่ารู้ไม่เยอะ?
ศิษย์น้องหญิงเฉียนผู้นี้อายุเท่าไหร่กัน?
พวกเขารู้สึกเสมอว่านางให้บรรยากาศเฉยชาสูงส่ง นอกจาก
ความเฉยชาของนางผ่อนลงต่อหน้าเจียงผิงอัน ยามเผชิญหน้าคน
ผู้อื่น นางก็เหมือนศิลาก้อนหนึ่ง ไม่มีเค้าอารมณ์แปรผันใด ๆ เลย
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวต่อ “กุญแจการปลดค่ายกลคือหาเนตร
ค่ายให้เจอ ขอเพียงหาเนตรค่ายพบ การทำลายค่ายกลก็ไม่ยาก
แล้ว”
“หาเนตรค่าย? อันนี้ง่าย ข้ามีพรสวรรค์วิชาเนตร เห็นร่องรอย
พลังได้”
เจียงผิงอันคุ้นเคยกับการมองหาเนตรค่ายกลมาก
“เช่นนั้นน่าจะไม่เป็นไร เข้าไปกันเถอะ”
เฉียนฮวั่นโหรวกับเจียงผิงอันชำเลืองกัน ก่อนจะเดินเคียงกันไป
ยังประตูสีดำ ย่างก้าวหนักแน่นมาดมั่น
ขณะมองตามหลังคนทั้งสอง เฉิงฮั่นและหลัวอีเฟยก็รู้สึกเหมือน
พวกตนได้เข้าร่วมคณะอันเยี่ยมยอด
ทว่า คนทั้งสองจะทำสำเร็จหรือไม่ ก็มีแต่ต้องลงมือจริงแล้วจึง
ทราบชัด
เพราะถึงอย่างไร พวกท่าดีทีเหลวก็มีถมไป
คนทั้งห้าเข้าสู่ประตูสีดำ
แสงสว่างเรืองวาบ สิ่งที่ปรากฏเด่นในสายตาคือประตูสีดำสาม
บานอันนำสู่ทิศทางต่างกันไป มิอาจเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้
ด้านบนมีอักษรสีทองเขียนไว้ว่า ‘ทางปลอดภัยมีเพียงหนึ่ง’
คนทั้งสิบที่ล่วงหน้าเข้ามาหายไปแล้ว ประตูบานกลางถูกผลัก
เปิด
“มองออกหรือไม่ว่าประตูบานไหนปลอดภัยกว่ากัน?” หลัวอีเฟ
ยมองซ้ายมองขวา หนักใจว่าจะไปทางใดดี
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเบา ๆ “นี่คือบททดสอบ ไม่ว่าจะเข้าประตู
บานใดก็มีอันตรายเหมือนกันหมดแหละ”
หลัวอีเฟยงุนงง “แล้วไฉนจึงทำมาตั้งสามประตู? แถมบอกอีกว่า
มีหนึ่งเส้นทางปลอดภัย”
“สร้างความย้อนแย้งทดสอบใจคน”
“ไม่ว่าจะเข้าประตูบานใด วิกฤติก็จะปรากฏให้เห็น หากเผชิญ
อันตรายภายใน ก็จะนึกเสียใจว่าทำไมจึงเลือกประตูบานนี้ และจึง
อยากหวนกลับไป”
“ยามมีคนจำนวนมาก ก็อาจมีคนถือโทษผู้เลือกประตู สร้าง
ความร้าวฉานขึ้นได้”
ราวจะยืนยันวาทะของเฉียนฮวั่นโหรว หนึ่งเสียงตะโกนพลันดัง
ออกมาจากประตูบานกลาง
“เวรเอ๊ย! ค่ายกลถูกกระตุ้นแล้ว! เผ่นเร็ว!”
“เพลิงรุนแรงเกินไป รีบสร้างกำแพงน ้าแข็งหน่อย!”
“ถอย! รีบถอยเร็ว! เส้นทางนี้ไม่ปลอดภัย!”
คนทั้งสิบวิ่งออกมาในสภาพยุ่งเหยิง พวกเขาหลายคนเกือบไหม้
เกรียม
โหยวเชียนชิวกล่าว “หากผ่านไปได้เมื่อครู่ เราก็จะผ่านไปได้
แล้วแน่ ๆ”
“ฝ่าทะลวงอันตรายเกินไป ประตูบานนี้หาได้ปลอดภัย เมื่อครู่ข้า
ก็รู้สึกอยู่ว่าเส้นทางนี้อันตราย”
ผู้ฝึกตนบาดเจ็บรีบร้อนรักษาบาดแผลของตน
“เส้นทางกลางไม่ได้ผล แล้วไปทางใด?”
คนทั้งสิบมองซ้ายมองขวาอย่างสับสน
“พวกเจ้าสังเกตกันหรือไม่ว่าประตูบานซ้ายใหญ่กว่าอีกสองบาน
นิดหน่อย และคลื่นปราณจากมันก็มิได้แข็งแกร่ง?”
ผู้ฝึกตนหญิงซึ่งมีประสาทรับรู้ฉับไวเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“พอเจ้าพูดออกมาแบบนี้ ก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ” ชายข้างตัวนาง
เสริมขึ้น
“บางทีอาจเพราะประตูบานนี้ไม่อันตราย ปราณจากมันเลย
อ่อนแอกว่านิดหน่อยก็ได้”
คนทั้งสิบเล็งประตูบานซ้ายกันทันที
“เส้นทางนี้น่าจะปลอดภัย”
คนทั้งสิบตัดสินเส้นทางปลอดภัยเสร็จสิ้น ก็มิได้เข้าไปทันที แต่
มองคนทั้งห้าเบื้องหลัง
“พวกเจ้าห้าคน อย่าตามมาหนึ่งวัน เดี๋ยวจะกระตุ้นค่ายกลทำ
ร้ายเราได้” เซินถูอี้กล่าวเสียงเรียบ
พวกเขาเห็นฤทธิ์ค่ายกลกันมาแล้ว แม้เส้นทางอาจปลอดภัย แต่
ค่ายกลก็อาจถูกกระตุ้น จึงให้ทั้งห้าตามมาไม่ได้
“ถุ้ย ใครจะอยากไปกับพวกเจ้า เส้นทางที่พวกเจ้าเลือกผิดถนัด
แน่ ๆ ค่ายกลนี่เชื่อมิได้เลย!”
หลัวอีเฟยเกลียดเซินถูอี้มากขึ้นทุกขณะ
ปวงชนมิได้สนใจวาทะของหลัวอีเฟย คุณหนูใหญ่ไม่เข้าใจค่าย
กลอย่างนางจะรู้อะไร?
ครั้งนี้ต้องไม่ผิดแน่
การให้คนทั้งห้ารู้ว่าทางที่ถูกต้องคือที่ใด ก็ถือว่าไว้หน้าพวกเขา
แล้ว
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวกับเจียงผิงอัน “ข้าจะสอนวิธีหาเนตรค่าย
กลให้เจ้า จะได้หาเนตรค่ายกลสะดวก”
ในค่ายกล เนตรค่ายคือกุญแจ และเพราะปวงชนทราบทั่วกัน
เนตรค่ายกลจึงถูกซ่อนอย่างดี ยากจะหาพบได้
“มิต้อง หาเจอแล้ว” เจียงผิงอันแย้มยิ้มบาง
เฉียนฮวั่นโหรวผงะ “พบเร็วเพียงนั้นเลยหรือ? เข้าใจผิด
หรือไม่?”
ค่ายกลนี้ไม่ธรรมดา ไม่มีทางถูกพบเนตรค่ายกลไวเพียงนี้ หาไม่
ค่ายกลนี้คงมิอาจนำมาวางเป็นด่านทดสอบเช่นนี้หรอก
เช่นนี้ก็เป็นได้เพียงเจียงผิงอันเข้าใจผิดเท่านั้น