สู่วิถีอมตะ - บทที่ 534 ทางลัด
ยามหลัวอีเฟยและเฉิงฮั่นได้ยินเจียงผิงอันบอกว่าพบเนตรค่าย
กลแล้ว พวกเขาต่างเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง
พวกเขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับค่ายกลมากนัก แต่ก็รู้ว่าเนตรค่ายกล
หาพบยากยิ่ง
หากหาเจอง่าย ๆ ไปทำลายเนตรค่ายเสียก็จบแล้ว
เนตรค่ายกลบางค่ายอาจไม่อยู่ในตัวค่ายกลด้วยซ ้า จึงมิอาจ
ทะลวงผ่านค่ายกลออกไปได้
เจียงผิงอันยกมือชี้แถวอักษรเหนือประตูทั้งสาม
“อักษรเหล่านี้คือเนตรค่ายกล”
ทันทีที่วาทะเหล่านี้ถูกกล่าว สีหน้าของคนทั้งหลายก็แปรเปลี่ยน
พิกล
ใครจะเอาเนตรค่ายมาวางไว้ในที่สะดุดตาเช่นนี้?
ดูเหมือนเจียงผิงอันจะเข้าใจผิดจริง ๆ
แม้เฉียนฮวั่นโหรวก็สงสัยเช่นกัน นางก็มิได้พูดมาก ยกนิ้วขึ้น
วาดอักขระลึกลับซับซ้อนบนอากาศ แสงสีทองเรืองวาบ
เพียงหัตถ์หยกออกแรงผลักนิดหน่อย อักขระก็ถูกผลักมา
ตรงหน้าอักษรแถวนั้น ก่อนที่อักขระนี้จะถูกแถวอักษรดึงกลืนหายไป
“เป็นเนตรค่ายกลจริง ๆ ด้วย!”
ดวงตาของเฉียนฮวั่นโหรวเจิดประกาย
อักขระที่นางวาดเป็นอักขระปราณพิเศษที่จะถูกเนตรค่ายกล
กลืนกินยามเผชิญกัน
“เป็นเนตรค่ายกลจริง ๆ หรือ?”
หลัวอีเฟยรู้สึกเหลือเชื่อ หันไปถามเยี่ยอู๋ฉิงที่ข้างกาย “ยังมีอะไร
ที่ลูกพี่เจ้าแก้ไม่ได้อีกหรือไม่?”
เพิ่งเข้าค่ายกลมาไม่ทันไร เขาก็พบเนตรค่ายกลแล้ว
เจียงผิงอันยังซ่อนความสามารถไว้อีกมากเพียงไร?
“ยามนี้เมื่อเราเจอเนตรค่ายกลแล้ว จากนี้ก็ง่ายนัก”
เฉียนฮวั่นโหรวยกหัตถ์หยกของนางขึ้นอีกครั้ง เรียวนิ้วขาวร่าย
รำรวดเร็วบนอากาศราววาดภาพ อักขระตัวแล้วตัวเล่าเหินไปยังแถว
ข้อความ
เฉิงฮั่นงุนงง “ไฉนผู้ทดสอบจึงวางเนตรค่ายกลไว้ในที่หาง่าย ๆ
เช่นนี้กัน?”
ผู้วางค่ายกลทั่วไปจะซ่อนเนตรค่ายกลอย่างแน่นอน การนำมัน
มาวางอย่างโจ่งแจ้งไว้ที่นี่จึงประหลาดยิ่ง
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวขณะวาดอักขระ “กลับกันเลย นี่คือสถานที่
ซึ่งหายากที่สุดแล้ว ใครจะคิดล่ะว่านี่คือเนตรค่ายกล?”
“ข้าแน่ใจได้ว่านี่คือเนตรค่ายกล เพราะเจียงผิงอันพบเนตรค่าย
กลแล้ว ข้าจึงตรวจสอบมันได้โดยตรง แต่หากผู้ใช้ค่ายกลใช้วิธี
ธรรมดาทั่วไป ก็ยากจะหามันพบ”
“ผู้ทดสอบให้ทางเลือกสองทางกับผู้ฝึกตน หนึ่งคือฝ่าออกไป
สองคือหาทางลัด ซึ่งเป็นทางลัดที่ผู้ใช้ค่ายกลทิ้งไว้ให้”
ว่าแล้ว แถวอักษรสีทองก็เปลี่ยนไป
คำว่า ‘ปลอดภัย’ ในข้อความ ‘ทางปลอดภัยมีเพียงหนึ่ง’ พลัน
เหินลงมา แปรเปลี่ยนเป็นชั้นพลังปกคลุมคนทั้งหลาย
นี่คือกุญแจผ่านด่าน
เมื่อมีโล่คุ้มกันนี้อยู่ ก็สามารถเดินทางในค่ายกลได้อย่างไร้
อุปสรรค
ขณะนั้นเอง เสียงระเบิดเปรี้ยงใหญ่ก็ดังออกมาจากประตูบาน
ซ้าย ผู้ฝึกตนสิบคนหนีเตลิดออกมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ถูกต้อง! เส้นทางนี้ก็ไม่ปลอดภัยเหมือนกัน!”
“เวรเอ๊ย ผิดทางอีกแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ยุ่งยากนิดหน่อย ยามนี้เหลือเพียงทางเดียว
ทางสุดท้ายปลอดภัยแน่นอน”
ผู้ฝึกตนทั้งสิบซึ่งเผ่นหนีออกมาปรับลมหายใจ สงบอารมณ์ของ
ตน
พวกเขาเพิ่งเผชิญวิกฤติในประตูบานซ้ายกันมา
หนึ่งเสียงเย้ยเยาะพลันดังขึ้น
“ฮ่า ๆ พวกบื้อเอ๊ย สามทางนี้อันตรายหมดแหละ!” หลัวอีเฟย
เสสรวล
พวกเขาทั้งสิบมองมายังพวกหลัวอีเฟยเป็นตาเดียว และพบว่าทั้ง
ห้าถูกชั้นพลังพิเศษคุ้มกันอยู่
“พวกเจ้าค่อยเป็นค่อยไปนะ เราไปกันเถอะ”
หลัวอีเฟยตามคณะเข้าประตูบานกลางไป
ทั้งสิบมองตามคนทั้งห้าอย่างสงสัย
“พวกเขาโง่กันหมดหรือ? รู้ทั้งรู้ว่าประตูกลางอันตรายก็ยังจะเข้า
ไป”
“วาทะของหลัวอีเฟยเมื่อครู่หมายความเช่นไร? เส้นทางทั้งสาม
ล้วนอันตรายหรือ?” หร่านหงเฉินขมวดคิ้ว จมในภวังค์ความคิด
“ทางทั้งสามไม่อันตรายหมดหรอก ข้อความก็บอกอยู่ว่าทาง… มี
เพียงหนึ่ง”
ผู้ฝึกตนเจ้าของเสียงผงะไปเมื่อพบว่าคำว่า ‘ปลอดภัย’ หายไป
จากแถวอักษรเหนือประตู
สองคำนั้นหายไปไหน?
“เนตรค่ายกล! ข้อความแถวนั้นคือทางลัดสู่เนตรค่ายกล พวก
เขาหาเนตรค่ายกลเจอแล้ว!”
โหยวเชียนชิวฉลาดยิ่ง เดาสัจธรรมได้ทันที
ปวงชนต่างตกใจ รีบตรวจสอบกันทันที
หลังประตูบานกลางเต็มไปด้วยศิลาหลอม เปี่ยมด้วยเคล็ดพลัง
เพลิงผลาญเผาชวนสะพรึง
คนทั้งสิบเห็นคณะของเจียงผิงอันเดินบนศิลาหลอมกันหน้าตา
เฉย แล้วศิลาหลอมที่ยังเดือดปุด ๆ ก็เมินคนทั้งห้าไปสนิท ง่ายดาย
ประหนึ่งเดินเล่น
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งไป พาทุกคนไปด้วยสิ!” ผู้ฝึกตนคนหนึ่งรีบ
ตะโกนขึ้น
ทุกผู้แน่ใจแล้วว่าพวกเจียงผิงอันหาทางลัดเจอจริง ๆ
เฉียนฮวั่นโหรวตอบกลับเสียงเรียบ “โล่คุ้มกันนี้ปกป้องได้มาก
สุดห้าคน ไม่อาจพาคนมากกว่านี้ไปด้วยได้”
นางมิได้โกหก มันคุ้มกันได้แค่ห้าคนจริง ๆ แต่ผู้อื่นไม่คิดเช่นนั้น
พวกเจ้ามีกันห้าคน แล้วม่านพลังป้องกันก็ปกป้องได้ห้าคนพอดิบ
พอดีเลยหรือ
ในสายตาปวงชน เห็นได้ชัดว่าพวกเขาก็แค่ไม่อยากช่วยเหลือ
“พวกเจ้านี่เห็นแก่ตัวจริง ๆ เรามาจากสาขาแคว้นชางหลาน
เหมือนกัน พาพวกเราไปด้วยมิได้หรือ? ไปถึงศาลาหลัก ทุกผู้ล้วน
สามัคคีก็ดีแล้วนี่”
หากไม่พูดเรื่องนี้ออกมาก็พอว่า แต่พอเขาพูดออกมา หลัวอีเฟย
ก็เดือดดาลก่นด่าทันที
“เจ้ายังมีหน้ามาบอกว่าเราเห็นแก่ตัวอีกหรือ? ยามพวกเจ้าทิ้งเรา
ไว้ ไฉนไม่พูดเรื่องเห็นแก่ตัวบ้างล่ะ?”
ปวงชนตะลึงไป สายตามองคนทั้งห้าเดินลับหาย
หัวใจเปี่ยมด้วยความเสียใจ หากรู้เช่นนี้ กาลก่อนก็น่าจะพาพวก
เขามาด้วย ยามนี้พวกเขาติดอยู่ที่นี่กันเสียแล้ว
อีกฝ่ายบอกว่าเส้นทางทั้งสามล้วนอันตราย ไม่น่าจะเป็นคำ
โกหก
ทุกอย่างเป็นเพราะเซินถูอี้แท้ ๆ ทำไมต้องไล่คนเหล่านั้นออกไป
ด้วย ยามนี้ทุกผู้เลยทำได้เพียงฝ่าค่ายกลออกไป
ขณะนึกเสียใจ อารมณ์ในใจก็ยิ่งเปี่ยมโทสะและความอิจฉา
“ไม่มีทางลัดแล้วเช่นไร ด้วยกำลังเราก็ผ่านไปได้เหมือนกัน!”
“ใช่เลย พวกเขาก็แค่โชคดี เจอทางลัดผ่านด่านแรกไปได้ ด่าน
ที่สองและสามล้วนเตรียมไว้สำหรับผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการ พวก
เขาจะติดค้างที่นั่นกันแน่”
“ก็แค่ค่ายกลธรรมดา เราผู้ฝึกตนย่อมต้องผ่านไปด้วยการ
ฝึกฝนบากบั่น ผู้ใช้ทางลัดย่อมไปได้ไม่ไกลหรอก”
คนเหล่านี้พยายามปลอบใจตนเอง ซ่อนความเคืองแค้นไว้ในใจ
เจียงผิงอันและคณะทิ้งคนเหล่านี้ไว้เบื้องหลัง ภายใต้การ
คุ้มครองของโล่พลัง เส้นทางก็ไร้อุปสรรค สารพัดค่ายกลมิถูกกระตุ้น
ทำงาน
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังต้องเดินกันหนึ่งวันเต็ม กว่าจะ
ออกมาจากค่ายกลได้
“ฮ่า ๆ เบิกบานจริง ๆ เจ้าพวกนั้นคงโดนย่างสุกกันแล้ว”
หลัวอีเฟยเริงร่าตลอดทาง หวังจริง ๆ ว่าค่ายกลนี้จะเพิ่มฤทธิ์ขึ้น
สักหน่อย ทำให้คนพวกนั้นทุกข์ทนเพิ่มอีกนิด
เฉิงฮั่นลอบดีใจ เขาช่างโชคดีจริง ๆ ใจอยากตอบแทนเจียงผิง
อัน แต่ไม่คาดว่าตนจะส้มหล่นลูกเบ้อเริ่ม
หากกาลก่อนเขาตามคนกลุ่มนั้นไป ป่านนี้ก็คงยังทนทุกข์ใน
ค่ายกลอยู่เช่นเดิม
หากจะฝ่าออกมา คงยากพ้นค่ายกลในเวลาไม่ถึงเดือนได้
เมื่อพวกเขาทั้งห้าเดินออกจากค่ายกล โล่พลังบนร่างพลัน
สลายตัว มาถึงประตูสีดำอีกบาน
เสียงอันไร้ที่มาแว่วขึ้นอีกครั้ง
“ด่านที่สอง ประเมินพลังต่อสู้ ค่ายกลในประตูจะมีภาพฉายของ
ยอดฝีมือซึ่งขอบเขตสูงกว่าพวกเจ้าหนึ่งขั้นย่อย หากเอาชนะอีกฝ่าย
ได้ ก็เท่ากับผ่าน”
“มิอาจใช้อาวุธวิเศษระดับสูงได้ มิเช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์”
เมื่อได้ยินเนื้อหาบททดสอบด่านนี้ เฉิงฮั่นก็กล่าวกับเจียงผิงอัน
และเฉียนฮวั่นโหรวอย่างเคร่งขรึม
“ด่านนี้ไม่ยุติธรรมสำหรับพวกเจ้านิดหน่อย มันจะยากมาก ๆ
แน่”
พวกเขาทั้งสองขาดเพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงขอบเขตบูรณาการ
ศัตรูที่ต้องเผชิญจะเป็นผู้ฝึกตนขั้นต้นขอบเขตบูรณาการอย่าง
แน่นอน
กฎเกณฑ์ขั้นสามเผชิญเคล็ดพลัง สมบัติก็ใช้ไม่ได้ แรงกดดัน
มหาศาลนัก
แม้ทั้งสองจะมีพลังต่อสู้แข็งแกร่ง ก็มิใช่เรื่องง่ายที่จะชนะ