สู่วิถีอมตะ - บทที่ 535 ด่านนี้ง่ายมากหรือ
“เข้าไปดูกันหน่อยเถอะ”
เจียงผิงอันไม่รู้สถานการณ์ของด่านนี้มากนัก และมิกล้าตัดสิน
ว่ายากหรือไม่
พวกเขาทั้งห้าเดินตามกันเข้าไปในประตูสีดำบานที่สอง และ
ปรากฏขึ้นในมิติแยกกัน
ตรงหน้าคนทั้งห้า ภาพฉายของศัตรูซึ่งมีขอบเขตสูงกว่าตนหนึ่ง
ขั้นย่อยปรากฏขึ้น
เฉิงฮั่นเผชิญปราณของภาพฉายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เพียงปราณที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขารู้สึกกดดัน พลังต่อสู้ของ
ภาพฉายนี้ไม่ธรรมดา เจียงผิงอันกับเฉียนฮวั่นโหรวลำบากแล้ว
ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก ศัตรูโจมตีเข้ามาแล้ว เฉิงฮั่นจึงโถม
ตนเองเข้าสู่การต่อสู้
คนอื่น ๆ เองก็เริ่มต่อสู้เช่นกัน
ครึ่งชั่วละเลียดชาต่อมา เฉียนฮวั่นโหรวเอาชนะคู่ต่อสู้ เดินออก
จากค่ายกล แล้วยิ้มให้จาง ๆ ยามเห็นเจียงผิงอันอยู่ตรงหน้านาง
“เจ้าไวกว่าข้านัก ไม่รู้แล้วจริง ๆ ว่ายามนี้เจ้าแข็งแกร่งเพียงไร”
“ไม่ว่าแข็งแกร่งแค่ไหน สุดท้ายก็อยู่แค่ในขอบเขตวิญญาณ
สวรรค์ มิอาจก้าวสู่ขอบเขตที่สี่ได้”
น ้าเสียงของเจียงผิงอันเจือเค้าเศร้าใจ
เฉียนฮวั่นโหรวเดินมาหาเจียงผิงอัน นำโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้สอง
ตัวออกมา
“ข้ากับอาจารย์ลองศึกษาดูแล้ว หากคิดจะทำเพียงทะลวงสู่
ขอบเขตที่สี่ก็ไม่ยากนัก แต่สิ่งที่เราค้นคว้าไปก่อนหน้านี้เป็นเพียง
การลอกเลียนผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการเท่านั้น มิได้เลิศล ้าอย่าง
ระบบการฝึกฝนที่เจ้าสร้าง”
เจียงผิงอันสร้างขอบเขตมาแล้วสามขอบเขต แต่ละขอบเขตล้วน
อัศจรรย์เหลือเชื่อ
ขอบเขตผนึกวิญญาณ ใช้จุดชีพจรของตนเป็นรากฐาน สร้าง
ตันเถียนขึ้นสามร้อยหกสิบแห่ง
ขอบเขตจอมจักรพรรดิ ผสานหทัยสูตรจักรพรรดิมนุษย์ เพิ่ม
การเก็บปราณวิญญาณในกายถึงขีดสุด น ้าหนักของร่างกายทะยาน
สู่ขีดจำกัดของกายมนุษย์ หนึ่งหมัดสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะ
ได้
ขอบเขตวิญญาณสวรรค์แข็งแกร่งเสียยิ่งกว่านั้น สร้างวิญญาณ
เทวะขึ้นสามร้อยหกสิบดวงซึ่งแยกกันฝึกฝนได้ ท้าทายสวรรค์เสียจน
สั่นสะท้านทั่วแคว้นชางหลาน กระทั่งเซียนยังรู้สึกเหลือเชื่อ
เฉียนฮวั่นโหรวกับหลัวซู่ศึกษาร่วมกันว่าจะสร้างขอบเขตที่สี่ได้
อย่างไร
จากวิธีทะลวงขอบเขตของยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการ พวก
เขาจะผสานวิญญาณเทวะกับกายหลักเพื่อให้ได้มาซึ่งบูรณาการ
กลมกลืนอย่างสมบูรณ์
แต่นี่เป็นเพียงการลอกเลียนยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการ พลังจะ
ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการทั่วไปจนเกิดความต่าง
ให้เห็นมากนัก
เฉียนฮวั่นโหรวคิดว่าเส้นทางนี้ไม่เข้าท่า จึงไม่ได้ทะลวงขอบเขต
รอเจียงผิงอันสร้างเส้นทางต่อไป
“บอกผลการหารือของพวกเจ้าหน่อยได้หรือไม่?”
เจียงผิงอันถามอย่างถ่อมตน
“ย่อมได้”
เฉียนฮวั่นโหรวบอกข้อมูลที่นางรู้แก่เจียงผิงอันอย่างไม่ปิดบัง
ทั้งสองหารือและศึกษาอย่างจริงจังว่าจะสร้างขอบเขตถัดไปเช่น
ไร
มิอาจทราบว่านานเพียงไร จนกระทั่งหนึ่งเสียงโห่ร้องดังขึ้น
“ฮ่า ๆ ข้าออกมาคนแรกแน่!”
เมื่อเห็นสองบุคคลนั่งเถียงกันอยู่ตรงหน้าตน หลัวอีเฟยก็หุบปาก
ฉับ ดวงตาเบิกกว้าง สีหน้าไม่อยากเชื่อ
สองคนนี้มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน ศัตรูแข็งแกร่งขนาดนี้ แต่
พวกเขาซึ่งเผชิญหน้าผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการกลับออกมาเร็ว
กว่านางอีก!
อีกทั้ง พวกเขายังดูเหมือนออกมาโต้วาทีกันที่นี่นานแล้ว ดูมิได้
เห็นด่านนี้จริงจังโหดร้ายอะไรเลย
ความคิดของหลัวอีเฟยยุ่งเหยิง มิน่าเล่ามารดาของนางจึงพูด
เสมอว่าเหนือฟ้ามีฟ้า เหนือคนมีคน ภายหน้านางต้องไม่ลำพองถือ
ตนจนเกินไป
ครู่ถัดมาจากนั้น เยี่ยอู๋ฉิงก็ออกมา
เขาอยู่ในขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญตา ต้องเผชิญคู่ต่อสู้เพียงขั้น
กลางขอบเขตหลอมสุญตา และระดับนี้ก็มิได้ยากเย็นสำหรับเขา
สามวันจากนั้น เฉิงฮั่นก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้สำเร็จ ร่างกำยำของ
เขาเต็มไปด้วยบาดแผล
เขาสูดหายใจยาว ๆ แล้วผ่อนลม
“สมแล้วที่เป็นบททดสอบของศาลาหลัก ไม่ง่ายเลยจริง ๆ นี่
ขนาดข้าติดอยู่ในคุกมืดสามสิบปี พลังต่อสู้ไม่ธรรมดานะ หากเป็น
ผู้อื่น เกรงว่าคงยากจะผ่านได้ในหนเดียว”
“พวกสหายเต๋าเจียงยามนี้คงกำลังสู้กันอย่างดุเดือดแน่แท้ ระดับ
นี้ดูจะทำร้ายสหายเต๋าเจียงกับสหายเต๋าเฉียนสักหน่อย”
“แต่พวกเขามิได้อ่อนแอ ต้องผ่านบททดสอบได้แน่ ๆ ทว่าก็ไม่รู้
พวกเขาต้องใช้เวลานานเพียงไร อาจจะเกินสิบวันก็เป็นได้”
“ออกไปรอพวกเขาดีกว่า”
เฉิงฮั่นกินโอสถฟื้นบาดแผลแล้วเดินออกไป
ทว่า เมื่อเขาเดินพ้นค่ายกล มาเห็นภาพภายนอก เขาก็เกือบ
โอสถติดคอตาย
เจียงผิงอันกับเฉียนฮวั่นโหรวนั่งหารือเรื่องบางอย่างกันที่โต๊ะ
อย่างเคร่งขรึม
เยี่ยอู๋ฉิงนั่งหลับตาฝึกฝนหลบมุม ขณะที่หลัวอีเฟยแอบถักเปีย
ให้เยี่ยอู๋ฉิง
สี่คนนี้ไวกว่าเขาอีก!
“แค่ก ๆ”
เฉิงฮั่นกระอักไอตัวโยน รู้สึกเหมือนหัวใจถูกทำร้ายสาหัส
เขาว่าตัวเขาแข็งแกร่งและรวดเร็วพอแล้ว แต่มิคาดว่าคนเหล่านี้
จะเร็วยิ่งกว่า
ทว่า เจ้าพวกนี้ต้องไวกว่าเขาไม่มากแน่
หลัวอีเฟยได้ยินเสียงไอก็เงยหน้าขึ้นบ่นเฉิงฮั่น
“ทำไมเจ้ามาช้านัก เรารอเจ้ามาสามวันแล้ว”
“รอสามวัน? พวกเจ้าออกมาตั้งแต่วันแรกหรือ? แค่ก ๆ แค่ก ๆ”
เมื่อทราบว่าคนทั้งสี่ออกมาตั้งแต่วันแรก เฉิงฮั่นก็ยิ่งไอรุนแรง
เจ้าพวกนี้เป็นสัตว์ประหลาดกันหมดเรอะ!
เฉิงฮั่นงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะเดินมาถามเจียงผิงอัน “สหายเต๋า
เจียง ด่านนี้ง่ายมากหรือ?”
“ยาก”
เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจยาว หน้านิ่วคิ้วขมวด ท่าทางสับสน
งุนงง
เฉิงฮั่นผ่อนหายใจโล่งอก ว่าแล้วเชียว ด่านนี้ยากจริง ๆ แหละ
คนทั้งสี่ออกมาเร็วได้เพียงนี้ อาจเป็นเพราะพวกเขาได้เปรียบคู่
ต่อสู้
ทว่า ประโยคถัดมาของเจียงผิงอันทำให้เฉิงฮั่นเกือบหันหลังเดิน
กลับ
“การสร้างระบบฝึกฝนสักระบบมันยากเกินไปแล้ว ข้าหาทิศทาง
ไม่เจอ ไม่รู้จะไปต่อเช่นใดเลย”
“ถูกต้อง มิเช่นนั้นราชันศักดิ์สิทธิ์จะเป็นที่นับถือได้เช่นไร”
เฉียนฮวั่นโหรวเสริม
เฉิงฮั่น “…”
ที่แท้ทั้งสองกำลังพูดถึงความยากของการสร้างระบบฝึกฝน!
มิได้บอกว่าด่านนี้ยาก!
เจียงผิงอันเงยหน้าขึ้นถามเฉิงฮั่น “สหายเต๋าเฉิง เมื่อครู่เจ้าว่า
อะไรนะ?”
“ม… ไม่มีอะไร”
เฉิงฮั่นไม่อยากปวดใจเปล่าจึงหยุดถาม
ทั้งห้ารวมตัว เก็บโต๊ะเก้าอี้แล้วเดินไปยังประตูบานที่สาม
เมื่อเดินมาถึงประตู ประตูสีดำก็เปิดตัวเองโดยไร้สุ้มเสียงใด ๆ
ทั้งห้าเดินผ่านเข้าไปด้วยใจเคลือบแคลง
มิติเกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาปรากฏขึ้น ณ ตีนชั้นบันไดอัน
สูงตระหง่าน
บันไดทอดตัวสูงอย่างยิ่ง ทะยานไกลสู่ฟ้า ที่ยอดสุดเป็นลาน
ขนาดมหึมา
ประตูสองบานตั้งตระหง่านเสียดฟ้า ไร้จุดจบในสายตา ที่ประตู
แต่ละบานมีหนึ่งตัวตนคล้ายมังกรขนดอยู่ ดูประหนึ่งประตูเซียน
รัศมีจากกฎเกณฑ์ซึ่งถูกฝังไว้เรืองรอง ปราณวิญญาณรายล้อม
หนาแน่น ทุกลมหายใจดูดซับปราณวิญญาณได้มหาศาล
เมื่อยืนที่ตีนบันได ก็ให้ความรู้สึกเล็กจ้อยราวเม็ดทราย อดเกิด
ความครั่นคร้ามยำเกรงมิได้
มีผู้ฝึกตนนั่งอยู่ในบริเวณรายล้อมมากมาย พวกเขาหลายคนแผ่
ปราณกฎเกณฑ์แข็งแกร่ง ไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง
คนเหล่านี้บ้างพูดคุยเสวนา บ้างหลับตาครุ่นคิด ราวกำลังศึกษา
บางสิ่ง
ชายชราผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิบนขั้นบันได เส้นผมของเขาหงอก
ขาว สวมอาภรณ์สีดำ มิอาจพินิจพบการฝึกฝน ใบหน้าเปี่ยมริ้วรอย
แห่งกาลเวลา
ผู้ฝึกตนหนุ่มอีกคนยืนพูดตรงหน้าชายชราอย่างนอบน้อม
“ข้าคิดว่าเต๋าก็คือกฎแห่งฟ้าดิน หลักการแห่งสวรรค์และโลก
กฎเกณฑ์ที่เราศึกษาก็คือเต๋า เป็นอำนาจสูงสุดที่เราผู้ฝึกตนแสวงหา
…”
“ตื้นเกินไป กลับไปคิดใหม่”
ชายชรากล่าวตัดบท “คนต่อไป”
สีหน้าของผู้ฝึกตนหนุ่มเปี่ยมความไม่เต็มใจ “ผู้อาวุโส เต๋าคือ
อะไร ต่อให้เป็นเซียนมนุษย์ก็อาจตอบมิได้ หากท่านให้ผู้ฝึกตนอ่อน
วัยอย่างเรามาตอบ เราจะตอบได้เช่นไรขอรับ”
ผู้ฝึกตนข้าง ๆ เขาเสริมขึ้นทันที “นั่นสิขอรับผู้อาวุโส ท่านหามี
หลักการตัดสินไม่ ที่ให้เราตอบ เราจะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นกับความชอบ
ส่วนตัวของท่านทั้งนั้นเลย”
เมื่อฟังบทสนทนาของปวงชนรายล้อม เจียงผิงอันก็ได้ทราบว่า
คนเหล่านี้ก็คืออัจฉริยะจากศาลาเติงเซียนสาขาอื่น ๆ
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าในขณะนี้ก็คือด่านที่สาม ตอบคำถามให้ได้ว่า
‘เต๋าคืออะไร’
มีเพียงยามคำตอบเป็นที่พอใจของชายชรา ผู้ตอบจึงเดินขึ้น
บันไดเข้าสู่ศาลาเติงเซียนได้
เต๋าคืออะไร นี่คือคำถามหนึ่งที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนแสวงคำตอบ
ทว่าคำตอบอันเป็นมาตรฐานนั้นหามีไม่ และความเข้าใจของปวงชน
ต่อเต๋าก็แตกต่างกัน
หลัวอีเฟยผู้หัวร่อต่อกระซิกมาตลอดทาง ยามนี้ก็มีสีหน้าเคร่ง
ขรึมเช่นกัน
บททดสอบด่านที่สามยากเย็นที่สุด