สู่วิถีอมตะ - บทที่ 536 ทางแก้
เมื่อเผชิญข้อสงสัยของบุคคลรอบข้าง ชายชราก็กล่าวช้า ๆ
“ความเข้าใจเกี่ยวกับเต๋าของปวงชนแตกต่างจริงแท้ แต่ทุกผู้
ต้องมีเส้นทางที่ชัดเจน เพราะมีเพียงเช่นนี้ จึงเดินหน้าต่อไปได้”
“หากเจ้าหาเส้นทางของตัวเองไม่เจอ ไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะหลงทาง
ในเส้นทางการฝึกฝน พ่ายแก่คนทั้งหลาย”
“คนต่อไป”
ปวงชนมองหน้ากัน ไร้ผู้ใดก้าวออกไป ต่างผู้ล้วนครุ่นคิดว่า
‘เต๋า’ นี้คืออะไร
เฉียนฮวั่นโหรวถ่ายทอดปราณกล่าวกับพวกเจียงผิงอัน “อีก
ฝ่ายมิได้ถามถึง ‘เต๋า’ ที่แท้จริง แต่เป็นเป้าหมาย และจุดประสงค์ของ
การฝึกฝน”
เฉียนฮวั่นโหรวผู้ใช้ชีวิตมาหมื่นปีเศษแก้ปัญหา แจ้งคนทั้งสี่ได้
ทันที
เฉิงฮั่นพลันประจักษ์แจ้ง เข้าใจแล้วว่าหมายความเช่นไร
เฉิงฮั่นพินิจเฉียนฮวั่นโหรวอย่างลึกซึ้ง
เขาอยากรู้จริง ๆ ว่าสหายเต๋าเฉียนมาจากไหน นางอายุเท่าไหร่
เผชิญหน้านางทีไร เขารู้สึกเหมือนเผชิญหน้าสัตว์ประหลาดเฒ่าอายุ
หมื่นปีทุกทีไป
ชาญฉลาด สุขุมและสง่างาม
เฉิงฮั่นครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงเปิดฉากเดินไปหยุดตรงหน้าชายชรา
กุมกำปั้นคารวะ แล้วจึงเริ่มตอบผ่านกระแสปราณ
“ข้าไม่รู้ว่าทำไมจึงฝึกฝน ราวกับเกิดมาก็เป็นเช่นนี้ ข้าแสวงหา
ขอบเขตอันสูงกว่า พลังต่อสู้อันเลิศล ้าขึ้น เปรมปรีดิ์กับสายตาโหย
หาของปวงชนรอบข้าง และฝันอยากจะเป็นเซียน”
“จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพบคนที่ข้าชอบ เรากลายเป็นคู่บำเพ็ญ
ข้าอยากมอบทุกสิ่งให้กับนาง อยากจะอยู่กับนางตลอดไป”
ใบหน้าของเฉิงฮั่นปรากฏเค้าความอบอุ่นคะนึงหา แต่แล้ว สีหน้า
ก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธอย่างรวดเร็ว
“แต่ก็มีสารเลวผู้หนึ่งฆ่าภรรยาข้าเพียงเพื่อให้ได้มายังศาลาหลัก
บังคับข้ามิให้เข้าแข่งขัน! ข้าต้องการแก้แค้น!”
เฉิงฮั่นกำหมัด ร่างของเขาสั่นเทิ้ม “เป้าหมายของข้าในยามนี้คือ
ฆ่าอีกฝ่าย ยามนี้อีกฝ่ายอยู่ในศาลาหลัก ข้าต้องเข้าไปให้ได้ ข้า
อยากจะฉีกสารเลวนั่นเป็นชิ้น ๆ ด้วยมือข้าเองให้จงได้ขอรับ!”
ชายชราทังเซี่ยเงยหน้า พินิจเฉิงฮั่นอย่างเคร่งขรึม “จุดจบของ
การแก้แค้นเล่า?”
“ข้าไม่ทราบ และไม่อยากทราบขอรับ เรื่องของอนาคตข้าไม่
แน่ใจ แต่ยามนี้ข้าอยากเพียงฆ่าเจ้านั่น!”
ทังเซี่ยพยักหน้าอย่างพอใจ “แม้เป้าหมายนี้จะอายุสั้น แต่ก็มุ่งมั่น
มาก ขึ้นไปสิ”
คำตอบที่ทังเซี่ยต้องการคือความทะเยอทะยาน เป้าหมาย ความ
ปรารถนา และสิ่งที่อัจฉริยะเหล่านี้แสวงหา
มีเพียงความทะเยอทะยานและความปรารถนาที่จะทำให้คน
แข็งแกร่งขึ้น
คนมากมายกล่าวว่า การฝึกฝนเป็นเซียนต้องไร้ความ
ทะเยอทะยานปรารถนา ทว่าแต่แรกเดิมที การแสวงเส้นทางเซียนก็
เป็นหนึ่งในความปรารถนา
หากไร้ความปรารถนา จะมีแรงผลักดันให้ฝึกฝนได้ไฉน?
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เฉิงฮั่นกุมกำปั้นคารวะทังเซี่ย ก่อนจะหันไปหาคนทั้งสี่
“ทุกท่าน ข้าจะล่วงหน้าไปรอพวกเจ้าข้างบนนั่นก่อนนะ”
ว่าแล้ว เขาก็เหยียบขึ้นบันไดไป
เห็นเช่นนี้ อัจฉริยะมากมายก็สับสนยิ่ง
“เจ้านี่พูดว่าอะไรนะ? ทำไมเขาจึงผ่านล่ะ?”
“ไม่รู้สิ บางทีเขาอาจเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่แข็งแกร่งพอเข้าใจ
เต๋าอย่างลึกล ้าก็เป็นได้”
“เวรเอ๊ย เขาส่งกระแสปราณตอบ ไม่รู้เลยว่าพูดอะไรบ้าง”
อัจฉริยะรายล้อมมองเฉิงฮั่นเดินจากไปด้วยสายตาริษยา
เฉิงฮั่นใช้วิธีส่งกระแสปราณตอบคำถาม อัจฉริยะจากศาลา
สาขาอื่นจึงไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร ทำให้แรงกดดันของการแข่งขันลดลง
เยี่ยอู๋ฉิงก้าวออกไป ถ่ายทอดกระแสปราณตอบ “เต๋าของข้าคือ
ปกป้องลูกพี่ของข้า”
ใบหน้าเฒ่าชราของทังเซี่ยเผยสีหน้าขยะแขยง
“เต๋าขยะอะไรนี่ นั่นคือสิ่งที่เจ้าแสวงหรือ? ระดับต ่ายิ่งนัก
เจตจำนงในการต่อสู้ก็ไม่มี เพื่อปกป้องลูกพี่เจ้า กระทั่งตายเจ้าก็จะ
ทำหรือ?”
“ทำ” เยี่ยอู๋ฉิงตอบโดยไม่หยุดคิด
ทังเซี่ยซึ่งกำลังจะไล่เยี่ยอู๋ฉิงกลับไปชะงักนิ่งครู่หนึ่ง
ขณะมองใบหน้าไร้อารมณ์ของเยี่ยอู๋ฉิง ทังเซี่ยก็ถามว่า “ทำไม
เจ้าจึงเอาชีวิตไปให้ผู้อื่น?”
“ข้าควรจะตายไปแล้ว แต่ลูกพี่ช่วยข้าไว้ ข้าไม่รู้ว่าข้าทำอะไรได้
ไม่รู้จะไปที่ใด ข้ารู้เพียงว่าข้าอยากปกป้องลูกพี่”
“ลูกพี่ตาย ข้าก็ตาย”
เมื่อพินิจกฎมรณะซึ่งยกระดับขึ้นบนตัวเยี่ยอู่ฉิง ดวงตาของ
ทังเซี่ยก็ฉายประกายประหลาดใจ
ความตายของเขาดูจะเพื่อให้ ‘ลูกพี่’ ผู้นี้มีชีวิตต่อไป
“ผ่าน ขึ้นไปได้”
ทังเซี่ยเห็นความมุ่งมั่นของเยี่ยอู๋ฉิง
เยี่ยอู๋ฉิงเดินขึ้นบันได เขาเชื่อว่าลูกพี่ของเขาจะผ่านบททดสอบ
ไปได้แน่นอน
บุคคลรายล้อมเขาประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ขึ้นไปได้อีกแล้ว นี่อัจฉริยะจากสาขาใดกัน? ขึ้นไปได้ทีเดียว
สองคนแน่ะ”
“น่าจะบังเอิญแหละ เต๋าเข้าใจง่ายเสียที่ไหน”
“ต้องบังเอิญแน่ ๆ”
อัจฉริยะมากมายติดอยู่ที่นี่ คนทั้งห้านี้มาด้วยกันชัด ๆ แต่กลับมี
สองคนขึ้นไปได้ติด ๆ กัน น่าประหลาดใจจริงแท้
ทว่าปวงชนล้วนเชื่อว่ามันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
เฉียนฮวั่นโหรวก้าวออกไป ปริปากถ่ายทอดกระแสปราณทันที
“เต๋าคือจุดเริ่มต้นแห่งฟ้าดิน รากฐานแห่งสรรพสิ่ง”
“บางผู้บอกว่าเต๋าคือหนึ่ง หนึ่งก่อเกิดสรรพสิ่ง บางผู้ก็บอกว่า
เต๋าคือความโกลาหล ความโกลาหลแบ่งสู่สองขั้วหยินหยาง และห
ยินหยางก็พัฒนาเป็นสรรพสิ่ง”
“สรรพสิ่งผสานปน ก่อเกิดฟ้าดิน เอกเทศไม่แปรเปลี่ยน โคจร
จักรวาลไร้พังทลาย เป็นเช่นมารดาแห่งฟ้าดิน นามกรมิอาจทราบ จึง
กล่าวกันว่าเต๋า……”
เฉียนฮวั่นโหรวมิได้เลือกเส้นทางแก้ปัญหา นางขาดเพียงก้าว
เดียวก็จะบรรลุเซียนอยู่แล้ว หากมิใช่เพราะข้อจำกัดฟ้าดิน นางคง
ทะยานสู่เซียนไปนานแล้ว
ความเข้าใจของนางต่อเต๋าก้าวล ้ากระทั่งทังเซี่ยตรงหน้านาง
เมื่อเสียงของเฉียนฮวั่นโหรวดังขึ้น กฎฟ้าดินรอบกายนางก็
เรืองรองสุกสว่าง
นางเป็นเช่นเทพเซียน ยืนสง่าท่ามกลางรัศมีกฎเกณฑ์ กฎเต๋า
สวรรค์ผุดปรากฏ แล้วกฎเกณฑ์ขั้นสามของนางก็บรรลุสู่เคล็ดพลัง
ทันใด
ยิ่งทังเซี่ยฟังยิ่งตกใจ คนผู้นี้เป็นใครกัน? ไฉนวาทะของนางจึง
กระตุ้นนิมิตฟ้าดินขึ้นมาได้?
ก่อนเขาจะทันมีเวลาได้ขบคิด ทังเซี่ยก็รีบเดินลงจากบันได ยืน
ฟังอย่างนอบน้อม นี่เป็นโอกาสอันหาได้ยากสำหรับเขา
ขณะฟังวาทะเฉียนฮวั่นโหรว บางครั้งทังเซี่ยก็ประจักษ์แจ้งทันใด
ราวกับกระจ่างแจ้งต่อสรรพสิ่ง บางครั้งเขาก็เผยสีหน้าขมวดย่น
สับสนจมในภวังค์ความคิด
ปวงชนรายล้อมนิ่งไป
เกิดอะไรขึ้น?
สตรีผู้นี้พูดอะไรอยู่ ไฉนกระทั่งกฎเกณฑ์ฟ้าดินยังแปรเปลี่ยน
ตามวาทะนาง?
ต่อให้เฉียนฮวั่นโหรวมิได้ถ่ายทอดกระแสปราณ คนอื่น ๆ ก็ไม่
เข้าใจอยู่ดีว่านางพูดอะไรอยู่ นี่เป็นคนละระดับกันอย่างสิ้นเชิง
ถัดจากเคล็ดพลังก็จะเป็นกฎเกณฑ์เขตแดน หลังจากกฎเกณฑ์
เขตแดน ก็จะสัมผัส ‘มหาเต๋า’ ได้
เฉียนฮวั่นโหรวพูดอยู่ครึ่งชั่วยาม ขณะที่ทังเซี่ยยืนฟังอย่างนอบ
น้อมตลอดครึ่งชั่วยาม
“เต๋านั้นลือนามแต่ไร้ลักษณ์ มีตัวตนแต่มิอาจจับต้อง ไร้
จำเป็นต้องยึดติดว่ามันคืออะไร ใช้มันอย่างยำเกรงก็เป็นพอ”
กว่าทังเซี่ยจะคืนสติ เฉียนฮวั่นโหรวก็หยุดพูดไปนานแล้ว เขา
กุมกำปั้นคารวะ “ได้รับบทเรียนแล้ว”
ขณะนี้ ดวงตาปวงชนเบิกกว้าง ปรากฏว่าผู้ทดสอบถึงกับก้มหัว
ให้ศิษย์ผู้หนึ่ง!
นี่ความฝันหรือไร? เหลือเชื่อยิ่งนัก
อัจฉริยะเหล่านี้ยังมิบรรลุถึงระดับ ‘เช้าบรรลุเต๋า ค ่าตายตาหลับ’
จึงย่อมไม่เข้าใจความหมายของวาทะที่เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวกับ
ทังเซี่ย
กล่าวได้กระทั่งว่าวาทะของเฉียนฮวั่นโหรวทำให้ทังเซี่ย
ประหยัดเวลาคลำทางไปได้หลายร้อยปี
นี่คือการเทศนาแถลงไข ให้เป็นอาจารย์ทันทียังได้
เฉียนฮวั่นโหรวไม่รอทังเซี่ยอนุญาต นางเดินขึ้นบันไดไปทันที
แผ่นหลังอันงามสง่าของนางเป็นภาพอันตราตรึงเกินลบเลือน
สำหรับปวงชน
“สตรีผู้นี้งามยิ่งนัก ข้าอยากเป็นคู่บำเพ็ญของนางจัง”
ผู้ฝึกตนชายคนหนึ่งกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ข้ารู้สึกว่านางแตกต่างจากสตรีผู้อื่นยิ่ง สง่างาม ภูมิฐาน
เพียบพร้อมและมากเสน่ห์เหลือเกิน”
“ข้าเข้าศาลาหลักได้ยามใด ข้าจะต้องเกี้ยวนาง!”
ขณะที่บุรุษบางผู้ยังฝันหวานว่าจะได้เป็นคู่บำเพ็ญกับเฉียนฮวั่น
โหรว ผู้ฝึกตนสมองไวบางคนสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างแล้ว
ในหมู่คนทั้งห้า สามคนเดินตามกันขึ้นไปทันที เห็นได้ชัดว่ารู้
บางสิ่งที่คนอื่น ๆ มิอาจทราบ
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งซึ่งมีศีรษะและใบหูโตเดินเข้ามาข้าง ๆ เจียงผิง
อัน ถ่ายทอดกระแสปราณถามว่า
“สหายเต๋า ทุกผู้ล้วนเป็นศิษย์ร่วมศาลา พวกเจ้าทราบหรือไม่ว่า
จะผ่านการทดสอบเช่นไร? บอกกันหน่อยสิ ภายหน้าเมื่อข้าได้วิชา
จำแลงเซียนมา ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าไปด้วย”