สู่วิถีอมตะ - บทที่ 537 เหยียบย่างสู่ศาลาหลัก
“มีสหายเพิ่มดีกว่าศัตรูเพิ่ม การฝึกฝนของเจ้าอยู่ระดับต ่าสุด
ของศาลาหลัก บอกข้าว่าจะผ่านด่านนี้ได้เช่นไร เจ้าจะได้มีปัญหา
น้อยลง”
หยางเชาฉีผู้มีศีรษะและใบหูโตยืนตรงหน้าเจียงผิงอัน และยาม
เห็นคลื่นพลังจากกฎเกณฑ์ขั้นสามจากเจียงผิงอัน ใบหน้าของเขาก็
เผยเค้าดูแคลน
“เจ้าขู่ข้าอยู่หรือ?”
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่ายเล็กน้อย
“เป็นคำขู่หรือถามฉันมิตร ขึ้นกับเจ้าจะเลือก”
หยางเชาฉีคลับคล้ายแผ่ปราณออกมา
เจียงผิงอันเมินเขา เดินไปหาชายชราตรงหน้าทันที
หยางเชาฉีเห็นเจียงผิงอันไม่ไว้หน้าตน สีหน้าก็หงิกงอ ดวงตา
จ้องมองเจียงผิงอัน จดจำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายไว้
ไว้เข้าสู่ศาลาหลักแล้วเจอกันอีกเมื่อไหร่ อีกฝ่ายไม่มีทางได้อยู่
เป็นสุขแน่นอน
เจียงผิงอันเดินมาหาทังเซี่ย นำแหวนเก็บของออกมาส่งให้อีกฝ่า
ยวงหนึ่ง
“ผู้อาวุโส เต๋าของข้าอยู่ในนี้ขอรับ”
“ตาเฒ่าผู้นี้ให้เจ้าพูด มิใช่ให้มาเล่นปาหี่ใบ้คำกับตาเฒ่าผู้นี้นะ”
ทังเซี่ยกล่าวหน้าตาย มิคิดพินิจเลยว่าในแหวนเก็บของจะมีอะไร
“ผู้อาวุโสเห็น ก็จะทราบเองขอรับ” เจียงผิงอันกล่าวอย่างนอบ
น้อม
ทังเซี่ยเหลืออดเล็กน้อย เขารับแหวนเก็บของมา ส่งจิตสัมผัสเข้า
ตรวจสอบ แล้วความเย็นชาไร้อารมณ์บนใบหน้าก็สลายหายไปทันที
“อืม มิผิด เจ้ามีความเข้าใจต่อเต๋าอย่างลึกล ้า ความสำเร็จภาย
หน้าจะเลิศล ้าอย่างแน่นอน หากภายหน้าเจ้ามีสิ่งใดติดขัด ก็มาหา
ตาเฒ่าผู้นี้ที่ศาลาเซียนชั้นสามได้”
ทังเซี่ยโยนป้ายให้เจียงผิงอันป้ายหนึ่ง “มีป้ายนี้อยู่ โดยรวมแล้ว
ก็จะไร้ผู้ใดกล้าหาเรื่องเจ้า เข้าสถานที่ฝึกฝนมากมายได้ง่าย ๆ”
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันรับป้ายมาแล้วกุมกำปั้นคารวะ
“ขึ้นไปเถอะ”
ทังเซี่ยโบกมือไล่
เจียงผิงอันเดินขึ้นบันไดไป
ผู้ฝึกตนทั้งหลายที่ให้ความสนใจทางนี้อยู่ตะลึงทื่อไป
นี่คือการอธิบายความหมายของ ‘เต๋า’ หรือ? แน่ใจนะว่ามิใช่ติด
สินบน?
หยางเชาฉีผู้มีศีรษะและใบหูโตพลันประจักษ์
ด่านนี้จะผ่านหรือไม่ ขึ้นกับวาทะของชายชรา
ขอเพียงให้ผลประโยชน์กับชายชราผู้นี้ ไม่ว่าจะตอบคำถาม
หรือไม่ แค่ให้อีกฝ่ายพอใจ ก็ผ่านด่านนี้ได้แล้ว!
อย่างนี้นี่เอง ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!
หยางเชาฉีรู้สึกราวกระจ่างแจ้ง รีบนำหนึ่งในอาวุธวิเศษขั้นสี่ชิ้น
เลิศที่สุดของเขาออกมา ก่อนจะเดินไปกล่าวยิ้ม ๆ ว่า
“ผู้อาวุโส นี่คือเต๋าของข้า…”
ป้าบ!
ทังเซี่ยตบหยางเชาฉีกระเด็นออกไปด้วยสีหน้ากราดเกรี้ยว “เจ้า
เห็นตาเฒ่าผู้นี้เป็นคนแบบไหน?”
“ตาเฒ่าผู้นี้เกลียดคนเช่นนี้ที่สุด วัน ๆ ไม่ตั้งใจฝึกฝน นึกถึงแต่
เรื่องคดโกง!”
“ผู้ใดกล้าติดสินบนตาเฒ่าผู้นี้จะถูกตัดสิทธิ์จากการเข้ารับบท
ทดสอบทันที!”
หยางเชาฉีถูกตบกระเด็นไปหลายสิบจั้ง กระอักโลหิตออกมา
หลายจิน ปวงชนล้วนนิ่งตะลึง
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ไฉนไม่ได้ผลกัน?
มิใช่เจ้าคนเมื่อครู่ก็ผ่านได้เพราะเช่นนี้หรือ?
ผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ มองทังเซี่ยราวพวกตนสมองรวน
ไม่น่าอายแย่หรือที่ใช้อาวุธวิเศษขั้นสี่มาติดสินบนสุดยอดฝีมือผู้
นี้อย่างเปิดเผย?
อย่างน้อย ๆ ชายคนเมื่อครู่ก็ให้อาวุธวิเศษระดับเขตแดนมาชิ้น
หนึ่งกว่าตาเฒ่ผู้นี้จะปล่อยเขาไป เอาอาวุธวิเศษขั้นสี่มาให้ นี่ดูถูกกัน
หรือไร?
ในคณะของเจียงผิงอันเหลือเพียงหลัวอีเฟยคนเดียว
หลัวอีเฟยเดินขึ้นไปถ่ายทอดวจีบอกทังเซี่ยว่า “แม่ข้าคือหลัวซู่”
ทังเซี่ยลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงพยักหน้า “เต๋าของเจ้าไม่เลว ขึ้นไปสิ”
ทายาทเซียนเช่นนี้ ตาเฒ่าผู้นี้มิอาจล่วงเกินได้
หลัวอีเฟยกระเด้งกระโดด ไล่ตามเยี่ยอู๋ฉิงไปอย่างเบิกบาน
เมื่อเห็นทั้งคณะได้ขึ้นไป ผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างก็ทั้งตกใจและ
ริษยา
“คนเหล่านี้เป็นอัจฉริยะสาขาใดกัน ขอบเขตมิได้สูงแท้ ๆ แต่น่า
อิจฉานัก”
ปกติแล้วในคณะสิบห้าคนของแต่ละสาขาย่อย มีคนได้ขึ้นไปสัก
คนสองคนก็เลิศแล้ว
แต่คนทั้งห้านี้กลับได้ขึ้นไปถ้วนหน้า มากกว่าคนของสาขาอื่น
รวมกันเสียอีก
“พวกเขาต้องตีความคำถามได้แล้วแน่ จึงผ่านมันไปได้ง่าย ๆ แต่
บอกมิได้เลยว่าพวกเขาถ่ายทอดกระแสปราณพูดอะไรกัน”
“ยังมีเวลาอีกห้าปีกว่าจะเริ่มชิงโอกาสเรียนวิชาจำแลงเซียน หาก
ติดอยู่ที่นี่ห้าปี ก็จะไม่มีโอกาสแล้ว!”
วิชาจำแลงเซียนนั้น หลัก ๆ แล้วมีเพียงโอกาสเดียว
โอกาสเรียนมีห้าตำแหน่งทุก ๆ สามร้อยปี สามสำหรับผู้ฝึกตน
ระดับต ่า และสองสำหรับสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลาย
หากพลาดโอกาสนี้ไป ก็ต้องรอสามร้อยปี และต้องไม่เคลื่อน
ขอบเขตในสามร้อยปีนี้เพื่อจะมีโอกาสประชันครั้งถัดไป
ไม่มีผู้ใดรอได้
ศิษย์ศาลาสาขาอื่นร้อนใจเสียจนเกาหน้าข่วนหู ทำได้เพียงมอง
คนส่วนน้อยเดินขึ้นสู่ศาลาเติงเซียน
เจียงผิงอันเดินสู่บันไดขั้นบนสุด และขณะนั้น ภาพอันชวนตะลึง
ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
หนึ่งศาลาเซียนมหึมาเสียจนมิอาจเห็นขอบยืนตระหง่านบน
ท้องฟ้า
ดวงดาราสีน ้าเงินขนาดยักษ์ถูกแขวนที่มุมศาลาราว
เครื่องประดับ กฎเกณฑ์อันสูงค่าปรากฏบนฟ้าให้พินิจตีความอย่าง
ชัดแจ้ง
หนึ่งแม่น ้าไพศาลอันก่อจากปราณวิญญาณอันโอ่อ่าหลาก
ทะลักที่ขอบอาคารเยี่ยงน ้าตก ไม่ว่าสายธารวิญญาณสายใด หาก
นำไปไว้ในภพแร้นแค้นก็หล่อเลี้ยงหนึ่งขุมกำลังใหญ่ได้
บุปผาต้นหญ้าข้างทางสักต้น หากไปไว้ในภพแร้นแค้นก็ล้วน
เป็นสมบัติหายากที่จะทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตแปรเทวะสติแตกชัก
ศาสตราปล้น ทว่าที่นี่พวกมันเป็นเพียงพืชป่าไร้คนแล…
ผู้แข็งแกร่งปรากฏให้เห็นทุกที่ ยอดฝีมือขอบเขตบูรณาการเดิน
พลุกพล่านเกลื่อนไปหมด กระทั่งเด็กอายุไม่กี่ขวบบางคนยังมีการ
ฝึกฝนในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
กระทั่งเฉียนฮวั่นโหรวผู้เจนโลกายังตกใจจนพูดไม่ออก
เนิ่นนานจากนั้น เฉียนฮวั่นโหรวจึงรำพึงด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ศาลาเติงเซียนสมกับเป็นขุมกำลังสูงสุดของภพบุกเบิก เพียง
หนึ่งขุมกำลังนี้ลำพังก็พิชิตภพแร้นแค้นของเราได้จรดโลกาแล้ว”
เจียงผิงอันพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ภพบุกเบิกแห่งนี้น่าสะพรึงยิ่ง แล้วตัวตนจากภพเซียนต้องน่า
กลัวเพียงไร?
มิอาจคาดคิดได้เลย
หากเซียนมายังภพแร้นแค้น ใครจะหยุดได้?
เมื่อนึกว่าน้องหู่นิว เมิ่งจิงและบุตรีของเขาอาจต้องเป็นอาหาร
ของใครสักคน อารมณ์ของเจียงผิงอันก็หดหู่สุดขีด
เขาไม่มีทางยอมให้เรื่องนั้นเกิดขึ้น
“ฮ่า ๆ เจ้ายังอยากท้าทายข้าอีกหรือ? เราเองแหละที่ฆ่าเมียเจ้า
ยามก่อนตายยังเรียกชื่อเจ้าอยู่เลย ฮ่า ๆ”
หนึ่งเสียงหัวเราะน่ารังเกียจดังออกมาจากแท่นศิลาไม่ห่างไปนัก
ชายซึ่งมีรอยกรงเล็บบนหน้าเหยียบศีรษะของบุคคลร่างกำยำผู้
หนึ่งอยู่
ผู้ถูกเขาเหยียบไว้มิใช่ใครอื่นนอกจากเฉิงฮั่น
“ไปตายซะ!”
เฉิงฮั่นแผดคำราม ร่างของเขาขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั่ว
กายเป็นสีแดงก ่า อาละวาดจู่โจมใส่ชายซึ่งมีรอยกรงเล็บบนหน้า
อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเจียงผิงอันเห็นชายผู้มีรอยกรงเล็บบนหน้า สีหน้าของเขาก็
ชะงักค้าง
เฉียนฮวั่นโหรวสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเจียงผิงอัน
“คนผู้นี้เป็นใครน่ะ? ทำไมจึงสู้กับเฉิงฮั่น?”
“หวังหู่เจ๋อฆ่าภรรยาของเฉิงฮั่น ใส่ความเฉิงฮั่นให้อยู่ในคุกมืด
สามสิบปี เพื่อหยุดมิให้เฉิงฮั่นเข้าประลอง”
เจียงผิงอันเคยเห็นศิลาบันทึกเงาที่เฉิงฮั่นให้มา และจำชายผู้มี
รอยกรงเล็บบนใบหน้าได้
ที่เฉิงฮั่นมายังศาลาหลักนั้นมิใช่เพื่อฝึกฝน แต่เพื่อล้างแค้น
เฉียนฮวั่นโหรวมองพวกเขาอยู่พักหนึ่ง ก็กล่าวว่า “เฉิงฮั่น
เอาชนะหวังหู๋เจ๋อไม่ได้หรอก เขาวู่วามไปหน่อย”
เจียงผิงอันพยักหน้า แล้วเหินไปหาทันที “อย่าวู่วาม ภายหน้า
ค่อยล้างแค้นก็ยังไม่สายนะ”
เฉิงฮั่นอยู่ในคุกมืดมาสามสิบปี แต่หวังหู่เจ๋อฝึกฝนอยู่ที่นี่มา
ตลอดสามสิบปี ความต่างชั้นนั้นชัดเจน
เฉิงฮั่นมิได้ฟังสักนิด ไม่รู้เขาใช้วรยุทธ์ใด กระดูกของเขาส่ง
เสียงกรอบแกรบ ปราณโลหิตโถมทะลักเรืองนภา
พละกำลังของเขาทะยานสูง ผลักหวังหู่เจ๋อกระเด็นถอยครั้งแล้ว
ครั้งเล่า แขนของเขาหักบิด
“สารเลว! น ้าหน้าอย่างเจ้ายังคิดชนะข้า!”
แขนของหวังหู่เจ๋อพลันงอกเดือยกระดูกคมกริบ แทงใส่ร่างเฉิง
ฮั่นอย่างเกินคาดคิด
“ฮ่า ๆ ตายซะ!”
ม่านตาของเจียงผิงอันหดตัว คิดอยากเข้าไปช่วย แต่บนแท่น
ศิลาที่ทั้งสองประชันกันอยู่มีอาคมกางไว้ เขามิอาจขึ้นไปได้
จบสิ้นแล้ว!