สู่วิถีอมตะ - บทที่ 538 ชิวผิงเซิง
ร่างของเฉิงฮั่นถูกผ่าครึ่ง โลหิตย้อมแท่นศิลาแดงฉาน
หวังหู่เจ๋อแค่นยิ้มเย้ย “จะสู้กับข้า? ข้าฝึกฝนในศาลาหลัก
สามสิบปี บรรลุอำนาจศักดิ์สิทธิ์ ‘กระดูกมาร’ แล้ว เจ้าจะเอาอะไรมา
สู้กับข้า!”
หวังหู่เจ๋อเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างประหลาด กระดูกที่ศอกของ
เขางอกทะลุออกจากตัว ก่อเป็นดาบกระดูก
ดาบกระดูกนี้คมกริบสุดขั้ว กระทั่งร่างของผู้ฝึกตนขั้นต้น
ขอบเขตบูรณาการยังฟันขาดได้
เจียงผิงอันจากด้านล่างลานประลองตะโกนขึ้น “ข้าจะให้สมบัติ
ลับกับเจ้าชิ้นหนึ่ง ไว้ชีวิตเขาเถอะ”
แม้เขาจะไร้มิตรภาพกับเฉิงฮั่น แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็มาจาก
สาขาชางหลานเหมือนกัน อาจารย์ของเฉิงฮั่นก็เป็นผู้อาวุโส หาก
เขาช่วยเฉิงฮั่นไว้ อาจารย์เขาก็ไม่มีทางให้เขาเสียสมบัติไปเปล่าๆ
หรอก
“เจ้ามันตัวอะไร”
หวังหู่เจ๋อมิได้โง่ แน่นอนว่าเขาไม่มีทางปล่อยเสือคืนป่า
กระดูกท่อนหนึ่งงอกจากฝ่ามือของเขา ก่อตัวเป็นหอกกระดูก
พุ่งเข้าหาเฉิงฮั่นอย่างกระหายเลือด
ทันใดนั้น โลหิตใต้เท้าหวังหู่เจ๋อพลันระเบิดตัว ปกคลุมร่างของ
เขาไว้ทันที
“เจ้าคิดว่าเจ้ามีอำนาจศักดิ์สิทธิ์อยู่คนเดียวหรือ?” เฉิงฮั่นผู้โชก
เลือดตะโกน “ไปตายซะ!”
เฉิงฮั่นจงใจบาดเจ็บ รออีกฝ่ายเหยียบลงบนเลือดของเขา
เพื่อที่จะได้ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ ‘โลหิตผลาญ’
อักขระลึกลับเรืองไหวบนโลหิต เฉิงฮั่นจุดปะทุโลหิตตนเอง ให้
อักขระลึกลับผลาญร่างของหวังหู่เจ๋อ
เฉิงฮั่นซึ่งเหลือเพียงครึ่งตัวอ้าปากหัวเราะลั่น “หวังหู่เจ๋อ อำนาจ
ศักดิ์สิทธิ์นี่ข้าคัดสรรมาให้เจ้าโดยเฉพาะเลยนะ มันจะทำให้เจ้าได้
ประสบความเจ็บปวดไร้จำกัด ถูกไฟคลอกตายอย่างทรมาน!”
“เฉิงฮั่น! ไอ้สารเลว ปล่อยข้านะ รู้หรือไม่ว่าลูกพี่ข้าเป็นใคร!
ลูกพี่ข้าคือชิวผิงเซิง บุตรแห่งเซียน!”
ในก้อนโลหิต หวังหู่เจ๋อแผดเสียงพลางดิ้นพล่าน แต่ก็มิอาจหลุด
พ้นพันธนาการได้เลย เรี่ยวแรงในกายถูกผนึก เขาจึงทำได้เพียง
ปล่อยกฎอัคคีผลาญเผา ทรมานสุดแสน
เฉิงฮั่นไม่รู้จักทายาทเซียนผู้ใด และมิได้สนใจด้วย ต่อให้หวังหู่
เจ๋อเป็นบุตรเซียน วันนี้เขาก็ต้องตาย!
เฉิงฮั่นลากร่างครึ่งตัวของตนเหินขึ้นสูง เงื้อหมัดชกหวังหู่เจ๋อใน
พันธนาการโลหิตอย่างเดือดดาล ระดมโจมตีทั้งน ้าตา
ล้างแค้นแล้ว ในที่สุดก็ได้ล้างแค้น
ผ่านมาสามสิบปีแล้ว เขารอวันนี้มาสามสิบปี ในที่สุดก็ได้ล้าง
แค้นให้ภรรยาเขาเสียที
“หยุดนะ”
หนึ่งเสียงตวาดเกรี้ยวเหนือนภา อึดใจต่อมา ปวงชนก็รู้สึกถึงแรง
กดดันมหาศาล
ชายในอาภรณ์สีทองหัวจรดเท้าก้าวย่างกลางอากาศ
ที่บ่าและเหนือศีรษะของชายผู้นี้มีเพลิงสีแดงฉานโชติช่วง สีหน้า
แววตาถือตนเย่อหยิ่งจากภายใน
คู่เนตรสีทองมองจ้องมายังสมรภูมิ เขามีการฝึกฝนเพียงขั้น
ปลายขอบเขตหลอมสุญตาแท้ ๆ แต่กลับมอบแรงกดดันมหาศาลแก่
ผู้พบเห็น
“ลูกพี่! ช่วยด้วย!”
เมื่อหวังหู่เจ๋อได้ยินเสียงอันคุ้นเคย เขาก็ร้องขอความช่วยเหลือ
อย่างตื่นเต้นทันที
เฉิงฮั่นสีหน้าเปลี่ยน เขาตัดสินใจผลาญอายุขัยร้อยปี ทุ่ม
พละกำลังทั้งหมดขยี้หวังหู่เจ๋อทันที
เปรี้ยง!
หวังหู่เจ๋อผู้คิดว่าตนรอดแล้วถูกบดขยี้ โลหิตสาดกระเซ็นทันที
เพื่อมิให้หวังหู่เจ๋อดิ้นหลุดไปได้ เขาจึงมิอาจปล่อยอีกฝ่าย
ทรมานต่อไป ทำได้เพียงฆ่าเสีย
“วอนตายเสียแล้ว!”
ยามชิวผิงเซิงเห็นเช่นนี้ สีหน้าของเขาพลันบูดบึ้ง พร้อมกันนั้น
กฎฟ้าดินก็คลับคล้ายสะท้านสั่น
ศิษย์ศาลาเติงเซียนซึ่งพินิจการต่อสู้นี้อยู่หัวใจสะท้าน
จบสิ้นกัน ชิวผิงเซิงโมโหแล้ว
เจ้าคนจากสาขาย่อยนี่ตายแน่ บังอาจไปยั่วโมโหชิวผิงเซิง
ชิวผิงเซิงยกมือขึ้น เปลวเพลิงที่บ่าและเหนือศีรษะของเขารวมตัว
กันที่หน้าอก เพียงถอนหายใจหนึ่งครั้ง อัคคีก็โชติช่วงผลาญแผด
สุญตาบิดเบี้ยวไหวระริก
ชิวผิงเซิงใช้หนึ่งมือวาดลวดลาย ฟาดเพลิงแท้สมาธิเข้าใส่เฉิง
ฮั่น
ทันทีที่พวกเขาเห็นเพลิงแท้สมาธิ เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนซึ่ง
พินิจการต่อสู้อยู่ก็ขวัญผวาจนแตกตื่นหนีหลบ
หากพวกเขาถูกเพลิงแท้สมาธิเข้า ได้ตายแน่ ๆ
เพลิงแท้สมาธิทะลวงชั้นอาคมเข้ามาฆ่าเฉิงฮั่นอย่างง่ายดาย เฉิง
ฮั่นหามีเวลาหลบไม่ ความเร็วนั้นไวเกินไปแล้ว
ขณะที่เฉิงฮั่นคิดว่าตนตายแน่แล้วอยู่นั้นเอง กำแพงน ้าแข็ง
ขนาดมหึมาก็ปรากฏตรงหน้าเขา ขวางเพลิงซื้อเวลาให้เขาชั่วคราว
เฉิงฮั่นรีบเก็บร่างครึ่งหนึ่งของตนแล้วเลี่ยงหลบ
ทันทีที่หลบไป กำแพงน ้าแข็งข้างหลังเขาก็ระเบิดแหลก
ดวงตาสีทองของชิวผิงเซิงหันไปมองหลัวอีเฟย “เจ้าเป็นใคร
กล้าดียังไงมาหยุดข้า?”
ผู้สร้างกำแพงน ้าแข็งนั้นก็คือหลัวอีเฟย
หลัวอีเฟยไม่เหลือรอยยิ้มบนใบหน้า มองชิวผิงเซิงอย่างเฉยชา
“เจ้านั่นแหละทำอะไร? สองฝ่ายประลองกันอย่างยุติธรรม เจ้ายัง
จะฆ่าเขา เข้าใจกฎเกณฑ์บ้างหรือไม่? ศาลาหลักไม่มีฝ่ายรักษา
ระเบียบคุมกฎหรือ?”
ขณะเดียวกัน ผู้ฝึกตนหลายคนเร่งรีบเข้ามา แต่หลังจากเห็นชิ
วผิงเซิง พวกเขาก็รีบเร่งผ่านไปราวไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
“อย่างเจ้านับเป็นอะไร กล้ามาตั้งคำถามกับข้า? มาจากศาลา
สาขารึ?”
ชิวผิงเซิงดูไม่รับรู้เลยว่ากฎเกณฑ์คืออะไร
หลัวอีเฟยจ้องมองอีกฝ่ายตรง ๆ “บุตรีประมุขศาลาสาขาชาง
หลาน หลัวอีเฟย แล้วเจ้าล่ะตัวอะไร?”
ชิวผิงเซิงขมวดคิ้วน้อย ๆ ยามได้ยินฐานะของอีกฝ่าย “คนผู้นั้น
ฆ่าสุนัขของข้า ทำให้ข้าเสียหน้ายิ่ง ฆ่าเขาเสีย แล้วเรื่องนี้ก็หายกัน”
“การประลองตัดสินเป็นตาย ฝีมือสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ตายไปก็จบแค่
นั้น หากไม่พอใจก็สู้กัน”
หลัวอีเฟยเปลี่ยนท่าทีเป็นเคร่งขรึมผิดธรรมดา
ในฐานะบุตรีประมุขศาลาสาขาชางหลาน นางมีความรับผิดชอบ
ต้องปกป้องศิษย์ร่วมสาขา
ดวงตาสีทองของชิวผิงเซิงพลันมองมาที่เฉิงฮั่น
เจียงผิงอันสังเกตเห็นบางสิ่ง สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนอย่าง
ร้ายแรง “แย่แล้ว!”
แต่คำเตือนนั้นสายไปก้าวหนึ่ง การโจมตีด้วยพลังวิญญาณเร็ว
กว่าการโจมตีปกติมากนัก
สีหน้าของเฉิงฮั่นชะงักค้าง วิญญาณของเขาถูกการโจมตีพลัง
วิญญาณของชิวผิงเซิงฉีกกระชาก โลหิตหลากออกจากเจ็ดทวาร
ร่างซึ่งลอยกลางสุญตาหงายหลังร่วง
เจียงผิงอันรีบเข้าไปคว้าร่างอันเสียหายของเฉิงฮั่น นำโอสถเก้า
วงจรจักรวาลออกมา
“รีบกินเสีย!”
“สายไปแล้ว… โอสถนี้ใช้ไม่ได้กับบาดแผลวิญญาณ… อย่าไปสู้
กับเขา… เขายุ่งด้วยไม่ได้… ข้าได้ล้างแค้นแล้ว… ไร้ความอาวรณ์…
ไปหาภรรยาข้าได้แล้ว…”
“เมียข้า… เจ้าบอกให้ข้าเตรียมรองเท้าปักลายให้ลูกเรา… ข้าทำ
มาหลายคู่เลย… มีสีแดงที่เจ้าชอบด้วยนะ…”
ใบหน้าหยาบกร้านของเฉิงฮั่นเผยรอยยิ้มอบอุ่น แล้วดวงตาก็
ค่อย ๆ สิ้นแวว แขนตกลงแน่นิ่งข้างตัว
เจียงผิงอันลากซากครึ่งตัวของเฉิงฮั่น โอสถเก้าวงจรจักรวาลตก
ลงบนพื้น แน่นิ่งกับที่ด้วยสมองว่างโล่ง
หลัวอีเฟยสัมผัสได้ว่าเฉิงฮั่นหมดลมแล้ว ก็ถลึงตามองชิวผิงเซิง
อย่างเดือดดาลสุดขีด
“สารเลว! วอนตายเสียแล้ว!!”
อำนาจชวนสะพรึงระเบิดออกจากร่างของหลัวอีเฟย ชักกระบี่
ยาวระดับยอดสมบัติเล่มหนึ่งออกฟาดฟันใส่ชิวผิงเซิง
“หยุดนะ”
หนึ่งเสียงดังขึ้น กฎเกณฑ์ฟ้าดินนิ่งงัน
กระบี่ยาวของหลัวอีเฟยฟาดฟันถูกเพียงอากาศ
ชายชราหัวล้านคนหนึ่งยืนขวางตรงหน้าชิวผิงเซิง “ในศาลาเติง
เซียน ห้ามต่อสู้ส่วนตัว!”
หลัวอีเฟยแผดเสียงอย่างเดือดดาล “เขาต่างหากที่เริ่มก่อน!
ไฉนเมื่อครู่เจ้าไม่เข้ามาห้าม อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ เมื่อครู่เจ้าก็อยู่!”
“สามหาว กล้าดีเช่นไรมาเถียงตาเฒ่าผู้นี้! เห็นแก่หน้ามารดา
เจ้า ข้าจะไม่ถือสา หาไม่ เจ้าคงต้องทัณฑ์ไปหันหน้าเข้าผาสำนึกผิด
แล้ว!”
ชายชราหัวล้านสังเกตเห็นว่าที่นี่มีศิษย์คนอื่นด้วย จึงหันไป
กล่าวกับชิวผิงเซิง
“ละเมิดกฎของศาลาเติงเซียน หักหมื่นแต้มผลงาน กลับไปกัก
ตัวหนึ่งปี”
“ขอรับ ท่านลุงหลี่”
ชิวผิงเซิงคารวะชายชรา แล้วชำเลืองหลัวอีเฟยอย่างดูแคลน
“ในเมื่อเจ้ากล้าฆ่าสุนัขข้า ก็ใช้ชีวิตสุนัขเจ้าชดใช้ ข้าจะฆ่าผู้ใด ใคร
ก็หยุดมิได้!”
หมื่นแต้มผลงานมิได้สะท้านถึงเขาเลย บิดาเขาเป็นเซียน แค่นี้
นับประสาอะไร
ส่วนเรื่องกักตัวก็บ้าบอสิ้นดี หามีผู้ใดคุมประพฤติเขาไม่
หลัวอีเฟยรู้ว่าบทลงโทษนี้มิได้แสบร้อนสำหรับชิวผิงเซิงเลย นาง
เดือดดาลจนตาแดงฉาน อยากจะพุ่งไปฆ่าอีกฝ่ายเสียเดี๋ยวนี้
แต่ต่อหน้าตาเฒ่านี่ นางมิอาจขยับตัวได้เลย
ทันใดนั้นเอง หนึ่งเสียงไร้อารมณ์พลันดังขึ้น
“สุนัขตัวนั้นน่ะ กล้าประลองกันหรือไม่?”
ดวงตาของชิวผิงเซิงหรี่ลง มองไปยังผู้ฝึกตนไม่ดูตาม้าตาเรือผู้
นั้น “เจ้ามันตัวอะไร กล้าดีมาดูหมิ่นข้า”