สู่วิถีอมตะ - บทที่ 539 ผาสำนึกผิด
เจียงผิงอันวางร่างของเฉิงฮั่นลงอย่างเบามือ เมินโลหิตที่เปรอะ
กาย ก่อนจะเงยหน้ามองชิวผิงเซิง
“มิกล้าหรือ?”
เสียงของเจียงผิงอันเย็นเยียบเสียจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกแย่
“ฮ่า ๆ มิกล้า?”
ชิวผิงเซิงเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลกหล้า เขาระเบิด
หัวเราะลั่น
ศิษย์มากมายในละแวกมองเจียงผิงอันด้วยสายตาสงสาร
คนผู้นี้เพิ่งมาถึงศาลาหลัก ไม่รู้ว่าชิวผิงเซิงเป็นใครชัด ๆ เลย
บุตรเซียนชิวผิงเซิง อายุยี่สิบห้า อยู่ในขั้นปลายขอบเขตหลอม
สุญตา มีพรสวรรค์อำนาจศักดิ์สิทธิ์ ฝึกฝนเพลิงแท้สมาธิ พลังต่อสู้
แท้จริงมิเป็นที่ล่วงรู้
พรสวรรค์ของเขาเลื่องลือว่าก้าวข้ามบิดาซึ่งบรรลุเซียนไปแล้ว
แม้จะไม่เคยเห็นชิวผิงเซิงลงมือมาก่อน ก็ยังรู้ว่าเขาร้ายกาจ
เพียงไรผ่านคำชมมากมายจากยอดฝีมือต่างนาม
แต่หน้าใหม่ผู้นี้ก็ยังคิดท้าทายชิวผิงเซิง มิต่างอะไรกับฆ่าตัวตาย
เลย
“งั้นก็สู้กัน”
สายตาเฉยชาของเจียงผิงอันจ้องมองอีกฝ่าย
“ใครบอกให้พวกเจ้าสู้กัน?”
ชายชราหัวล้านหลี่หยงจื่อพลันปริปากกล่าวกับชิวผิงเซิง
“ผิงเซิง อีกห้าปีก็จะเริ่มประชันชิงโอกาสเรียนวิชาจำแลงเซียน
แล้ว อย่าเสียเวลาที่นี่ รีบกลับไปเตรียมตัว อย่าก่อเรื่องเล่า”
หลี่หยงจื่อกลัวว่าเรื่องราวจะบานปลาย ชิวผิงเซิงฆ่าคนไปคน
หนึ่งแล้ว หากยังฆ่าอีกคน ก็ง่ายนักที่จะไปล่วงเกินสาขาแคว้นชาง
หลาน
“ขอรับ ท่านลุงหลี่”
ชิวผิงเซิงเห็นหลี่หยงจื่อมาขวาง แต่มิได้ขัดคำสั่งอีกฝ่าย ปกติ
แล้วหลี่หยงจื่อค่อนข้างดีกับเขา เขาจึงต้องไว้หน้าอีกฝ่ายสักหน่อย
อย่างช่วยมิได้
ชิวผิงเซิงชำเลืองเจียงผิงอันอย่างเฉยชา ก่อนจะหันกายเตรียม
จาก
ขยะพรรค์นี้ไร้คุณสมบัติมาสู้กับเขาแม้สักนิด คู่ต่อสู้ของเขา
ล้วนเป็นอัจฉริยะในขอบเขตบูรณาการ
หากมิใช่กังวลว่าจะสร้างเรื่องใหญ่โต คงใช้พลังวิญญาณขยี้อีก
ฝ่ายตายไปแล้ว
“สุนัขนี่จะหนีหรือ?” เจียงผิงอันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
ชิวผิงเซิงผู้กำลังจะจรจากชะงักเท้า หันศีรษะกลับมาทันที “วอน
ตายเสียแล้ว!”
เขาเพิ่งเคยถูกคนดูหมิ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต
เขาไม่อยากสนใจไอ้โง่นี่ แต่อีกฝ่ายก็ยังมาหาที่ตาย
หลี่หยงจื่อหงุดหงิดยิ่งกว่า ถลึงตามองเจียงผิงอัน “เจ้าจะทำ
อะไร!”
“ก็แค่ประลองเอง ประลองมิได้หรือ?”
เจียงผิงอันมองหน้าหลี่หยงจื่อตรง ๆ
หลี่หยงจื่อเห็นว่าแววตาของเจียงผิงอันไร้ความเคารพต่อเขา ใน
ใจก็นึกโกรธ
ในฐานะผู้คุมกฎของศาลาเติงเซียนสาขาหลัก ศิษย์คนใดบ้าง
เห็นเขาแล้วไม่นอบน้อม สายตาเด็กนี่มันอะไร?
“ขัดขืนผู้คุมกฎ ลงโทษให้ไปนั่งหันหน้าเข้าผาสำนึกผิดสาม
เดือน!”
“ขัดขืนอะไร? ข้าแค่พูดเฉย ๆ แต่ผู้คุมกฎอย่างเจ้าใจแคบจนมิ
ให้ศิษย์พูดสักนิดเลยหรือ?”
เจียงผิงอันยังคงมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ดวงตาเจือประกายดู
แคลน
หลี่หยงจื่อถูกจี้ใจดำ และยามนี้ก็ยังถูกศิษย์มากมายจ้องมอง
หากเขาลงโทษคนผู้นี้ไม่ได้ หน้าตาศักดิ์ศรีเขาจะเหลืออะไร?
“ดูหมิ่นผู้คุมกฎ! สำนึกผิดสามปี! หากกล้าโต้แย้งอีก จะถูกขับ
ออกจากสาขา!”
เจียงผิงอันยังจะอ้าปาก แต่เฉียนฮวั่นโหรวรีบคว้าเขาไว้แล้วส่ง
สัญญาณบอกเขามิให้พูด
“ฮึ!”
หลี่หยงจื่อแค่นเสียงเย็น แล้วกล่าวกับพวกหลัวอีเฟย “ข้าจะ
ชดใช้ทรัพยากรให้พวกเจ้าแต่ละคน เปลี่ยนเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็ก
อย่าได้ถือสาเอาความต่อ และถือสาเอาความต่อมิได้เช่นกัน”
“ทำไมล่ะ! เห็นกันชัด ๆ ว่าเขาจงใจฆ่าคนนะ!” หลัวอีเฟยชี้ชิวผิง
เซิงพลางตวาดอย่างโกรธเคือง
“ผู้ใดเห็น?” หลี่หยงจื่อหน้าบึ้ง
ทันทีที่วาทะถูกกล่าว ผู้ฝึกตนทั้งหลายที่มองอยู่พลันหายวับไป
ทันตา
บุตรเซียนล่วงเกินมิได้ เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องที่พวกเขาเข้าพัวพัน
ไหว
“เรื่องบางอย่าง ตาเฒ่าผู้นี้ไม่อยากพูดซ ้า ไปคิดเอาเอง”
หลี่หยงจื่อโยนแหวนเก็บของวงหนึ่งให้กับหลัวอีเฟย ก่อนจะหัน
กายจรจาก
“ใครอยากได้สินชดเชยจากเจ้ากัน!”
หลัวอีเฟยขว้างแหวนเก็บของกลับไปอย่างเดือดดาล
พวกเขาทั้งสี่มองตามหลังของชิวผิงเซิงและหลี่หยงจื่อลับหายไป
หัวใจเปี่ยมด้วยความไม่เต็มใจ
เดิมที ห้าคนมาด้วยกัน แต่ยามนี้เหลือเพียงสี่คนแล้ว
ช่างน่าอายนักที่มิอาจระบายความหดหู่ในใจได้
แม้พวกเขาจะมิได้สนิทสนมกับเฉิงฮั่นนัก แต่เรื่องเช่นนี้ก็น่า
หงุดหงิดใจยิ่ง
หลัวอีเฟยใช้ยันต์สื่อสารเล่าเรื่องนี้แก่มารดานางหลัวซู่ ให้หลัวซู่
แจ้งอาจารย์ของเฉิงฮั่น
ท้ายที่สุด พวกเขาก็แค่ขอให้พวกนางช่วยรักษาซาก และอย่าไป
มีเรื่องกับชิวผิงเซิงอีก
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความตายของเฉิงฮั่นมิได้สร้างกระแสใด ๆ
ศิษย์ฝ่ายรักษาระเบียบสองคนเดินมาหาเจียงผิงอัน
“นี่แหละครรลองโลกหล้า ผู้แข็งแกร่งพูดคำไหนคือคำนั่น
กฎเกณฑ์มีไว้เพียงให้คนทั่วไปยึดถือ”
“อย่าทำให้เราลำบากเลย แม้ผาสำนึกผิดจะลำบากหน่อย แต่
สามปีก็ยังอยู่รอดไหวนะ”
หลัวอีเฟยเข้ามาขวางทันที “ทำไมต้องมาจับเขาด้วย เขาไม่ได้
ทำผิดอะไรนะ!”
“ช่างเถอะ พวกเขาแค่ทำตามคำสั่ง”
เจียงผิงอันมิสร้างความลำบากให้ศิษย์ฝ่ายรักษาระเบียบทั้งสอง
ทำไปก็ไร้ประโยชน์
ก่อนจาก เจียงผิงอันมอบป้ายที่เขาได้มาที่หน้าประตูให้
เฉียนฮวั่นโหรว
“เจ้าใช้ป้ายนี้เข้าสถานที่ฝึกฝนบางแห่งได้ รักษาตัวด้วย เจอ
ปัญหาอย่าวู่วามเล่า”
“เจ้ายังมีหน้ามาพูดกับคนอื่นเช่นนี้อีก เจ้านั่นแหละวู่วามที่สุด”
เฉียนฮวั่นโหรวพูดไม่ออก
อาจารย์กล่าวไว้ไม่ผิด เจียงผิงอันดูสุขุม แต่คนรอบกายอยู่ใน
อันตรายเมื่อใด เขาจะเป็นผู้ใจร้อนที่สุด
หลังจากอธิบายบางเรื่องเสร็จ เจียงผิงอันก็ตามผู้รักษาระเบียบ
ทั้งสองไปยังผาสำนึกผิด
ศิษย์ฝ่ายรักษาระเบียบทั้งสองผ่อนหายใจโล่งอก
หลัวอีเฟยเองก็เป็นทายาทเซียน หากนางขัดขวางมิให้พวกเขา
พาเจียงผิงอันไป พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้จริง ๆ
เมื่อเห็นเจียงผิงอันทำตัวว่าง่าย พวกเขาก็เอ่ยเตือนอย่างเป็น
มิตร
“อีกฝั่งของผาสำนึกผิดเคยเป็นสมรภูมิ เพราะการต่อสู้เนิ่นนาน
อำนาจและกฎเกณฑ์มากมายเลยหลงเหลือบนผา อันตรายมาก
ทีเดียว”
“หลังไปถึงที่นั่น เจ้าอย่าได้ฝึกฝนเชียว เดี๋ยวได้เป็นบ้ากันพอดี”
“โดยเฉพาะยามกลางคืน พยายามอย่าเข้าใกล้ผา พอตก
กลางคืนปั๊บ ก็มักจะมีภาพฉายของยอดฝีมือบางท่านปรากฏที่นั่น
ต่อให้เป็นภาพฉายก็เถอะ ก็ยังถึงตายสำหรับผู้ฝึกตนระดับเจ้าอยู่ดี”
เมื่อพูดถึงผาสำนึกผิด ดวงตาของศิษย์ทั้งสองก็ฉายประกาย
หวาดหวั่น
ขณะเสวนา ทั้งสามก็ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมายังใต้ผา
ตระหง่านสูงแห่งหนึ่ง
ยังไม่ทันเข้าใกล้ เจียงผิงอันก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันชวนขนลุก
ผาแห่งนี้เป็นสีน ้าตาลดำตลอดผา เมื่อเข้าใกล้ก็ตระหนักว่าสีนี้
มิใช่สีของตัวผา แต่เป็นเพราะผาแห่งนี้อาบย้อมด้วยโลหิต เมื่อกาล
ผันผ่าน คราบโลหิตจึงเปลี่ยนเป็นสีน ้าตาล
นอกจากโลหิตที่ผนังผา ยังมีร่องรอยจากสารพัดอาวุธหลงเหลือ
ไว้ด้วย
กฎเกณฑ์รายล้อมปะปนอลหม่าน ส่งผลกระทบถึงการโคจร
ปราณในกายผู้ฝึกตน
มิน่าเล่า คนถึงไม่อยากฝึกฝนที่นี่ หากเป็นเช่นนี้ ผู้ใดกล้าฝึกฝน
ก็เท่ากับรนหาที่ตายแท้ ๆ
ศิษย์ฝ่ายรักษาระเบียบทั้งสองพาเจียงผิงอันมาหาผู้คุมที่นี่
“เขาต้องโทษหนึ่งปี”
ผู้รักษาระเบียบทั้งสองแสดงเจตนาดีกับเจียงผิงอัน จงใจรายงาน
เวลาโทษลดลงสองปี
“อย่าเข้าไปใกล้ผาเชียว บนนั้นมีพลังหลงเหลืออยู่มาก เจ้ารับไม่
ไหวหรอก”
ก่อนทั้งสองจรจาก พวกเขาก็เตือนย ้าครั้งสุดท้าย
เจียงผิงอันเหยียบเข้าสู่ค่ายกล เดินเข้าผาไป
เมื่อไม่มีค่ายกลกั้นพลังไว้ ปราณอันชวนขนลุกก็กวาดเข้ามา
เจตจำนงดาบ เจตจำนงกระบี่ เจตจำนงหมัด…
กฎเกณฑ์แห่งทอง กฎแห่งกำลัง…
กฎเกณฑ์และอำนาจต่าง ๆ ไหล่ผ่านสรรพางค์ กระทั่งสัมผัส
ความเจ็บปวดได้
ต้องทราบว่าความแข็งแกร่งร่างกายของเจียงผิงอันสูงล ้าสุดขั้ว
กระทั่งยอดฝีมือขั้นต้นขอบเขตบูรณาการทั่วไปยังมิอาจทำลายได้
แต่แค่ปราณที่กวาดผ่านมา ร่างของเขาก็รู้สึกเจ็บแล้ว
ผู้ฝึกตนบางคนที่ถูกขังที่นี่นั่งบนขอบผา ปลดปล่อยโล่ป้องกัน
เข้าฝืนอำนาจมากมายอันปะปนจากหน้าผา
ไร้ผู้ใดกล้าฝึกฝน เพราะประมาทเพียงน้อย ก็อาจสูญการฝึกฝน
ทั้งหมดไป
ทว่าเจียงผิงอันนั้นแตกต่าง เขามีโลกใบน้อยอยู่ในกาย จะฝึกฝน
ที่ไหนก็ได้ แค่ต้องฝืนพลังนี้ให้ไหว
ขณะที่เขากำลังจะนั่งลง เขาพลันเห็นบางสิ่งแล้วชะงัก ดวงตา
มองตรงไปที่ผาสีน ้าตาลดำ
รอยหมัดขนาดมหึมารอยหนึ่งประทับอยู่ที่หน้าผา มีอำนาจ
ลึกลับแผ่ปกคลุมบนนั้น