สู่วิถีอมตะ - บทที่ 542 พลังจินตภาพ
ร่างโชกเลือดของเจียงผิงอันยืนกลางสุญตาเยี่ยงเทพไท้ ทำให้
ปวงชนต้องแหงนมอง
ในขอบเขตเดียวกัน เขาหามีคู่ต่อกรไม่
จะมีก็แต่ยามประมือมหาจักรพรรดิที่เขามีโอกาสพ่ายแพ้
เจียงผิงอันโรยตัวลงพื้น หวนนึกถึงการต่อสู้เมื่อครู่
‘หมัดพิพากษา’ ที่ภาพฉายนั้นใช้ผสานด้วยเจตจำนงหมัดอัน
แข็งแกร่ง สามารถสะกดศัตรูจนมิอาจขยับตัวได้
เจียงผิงอันเสียหายไม่น้อยจากวิชาหมัดนี้ แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ควร
ค่าศึกษา
น่าเสียดาย หากมิใช่รุ่งสางคืบใกล้ เขาก็ยังอยากต่อสู้ เรียนวิชา
หมัดจากอีกฝ่ายต่อไปอยู่
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังหวนนึกถึงการต่อสู้กับภาพฉายที่ผ่านมา
ห้วงจิตสำนึกของเขาก็แปรเปลี่ยน หนึ่งร่างพลันปรากฏขึ้นในห้วง
จิตสำนึก
ร่างนั้นมิใช่ใครอื่นนอกจากภาพฉายของประมุขศาลาผู้นั้น!
เจียงผิงอันผงะไปอีกครั้ง
มันเกิดบ้าอะไรขึ้น? ไฉนสิ่งนี้จึงมาอยู่ในมโนสำนึกข้าได้?
นี่มิใช่อุบัติเหตุ เมื่อวานนี้ยามเขาพินิจเจตจำนงหมัดที่ผนังผา
เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏในห้วงจิตสำนึกของเขาเช่นกัน
เจียงผิงอันงุนงงยิ่ง
เขาควบคุมหนึ่งอวตารในอ่างสัมฤทธิผลให้เข้าไปในรูปวาดมหา
จักรพรรดิ ถามมหาจักรพรรดิเรื่องนี้
เขาเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องบางประการกับห้วงจิตสำนึกที่มหา
จักรพรรดิช่วยเขาแปรสภาพ
“ในขอบเขตนี้ เจ้าถึงกับสำเร็จ ‘จินตภาพ’ แล้วหรือนี่”
เสียงของมหาจักรพรรดิแฝงเค้าประหลาดใจ
ตามคาด เขารู้ว่ามันคืออะไร
“อะไรคือจินตภาพหรือขอรับ?” เจียงผิงอันถามอย่างนอบน้อม
ร่างขาวดำของมหาจักรพรรดิซึ่งมีใบหน้าไม่ชัดเจนยืนไพล่มือ
บนยอดเขาขณะอธิบาย
“สิ่งมีชีวิตทั้งปวงสามารถ ‘จินตนาการ’ ได้ เมื่อจินตนาการ หนึ่ง
ภาพก็จะปรากฏในมโนสำนึก และกระทั่งยามนึกถึงถ้อยคำ ภาพก็ยัง
ปรากฏในใจ นี่แหละคือจินตภาพ”
“แต่นี่เป็นเพียงจินตนาการของสรรพชีวิตโดยสามัญ ยามพลัง
วิญญาณบรรลุถึงระดับหนึ่ง จินตภาพนี่ก็จะกลายเป็นสัจธรรมขึ้นมา
ในใจ”
“สรุปก็คือ สรรพสิ่งที่เจ้าเห็น สามารถจารึกไว้ในใจได้”
“ภายหน้ายามคิดประชันผู้ใด ขอเพียงเคยเห็นภาพยามคนผู้นั้น
ต่อสู้ เจ้าก็สามารถจารึกมันสู่ใจ จำลองการต่อสู้ของเจ้ากับอีกฝ่าย
ในห้วงจิตสำนึกได้”
“ยามต่อสู้ในห้วงจิตสำนึก เจ้าจะสามารถหยุดเวลาหรือย้อนกลับ
ได้ตามใจ มองหาช่องว่างของคู่ต่อสู้ และสัมผัสกฎเกณฑ์ที่คนผู้นั้น
ให้ได้กระจ่างกว่า”
“แน่นอน เจ้าจะเห็นเพียงสิ่งที่เจ้ามองเห็น มิใช่พลังที่คู่ต่อสู้ซ่อน
ไว้”
เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ เจียงผิงอันก็พอเข้าใจแล้ว
สรุปก็คือในภายหน้า เขาจะสามารถจำลองภาพยามต่อสู้กับคู่
ต่อสู้ในใจได้
น ้าเสียงของกู่ตี้เจือความประหลาดใจ “ข้าเคยคิดว่าเจ้าจะบรรลุ
ความสามารถนี้ก็ยามถึงขอบเขตมหายาน มิคาดเลยว่าจะบรรลุไวถึง
เพียงนี้”
“ผู้อาวุโส ข้าเผชิญคอขวดยามสร้างระบบการฝึกฝน ท่านช่วย
ชี้แนะหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
เจียงผิงอันถามอย่างนอบน้อม
ด้วยระดับของมหาจักรพรรดิ เขาจะหาแรงบันดาลใจพบได้อย่าง
แน่นอน
“นั่นมันเส้นทางของเจ้า เจ้าก็ต้องเดินเอง ต่อให้ผิดพลาดก็
นับเป็นการเติบโต”
กู่ตี้มิได้ช่วยเหลือ
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันมิได้ผิดหวังคือโอดครวญ ในเมื่อมหาจักรพรรดิพูด
เช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลของมัน
เจียงผิงอันยินดียิ่งที่ได้ ‘พลังจินตภาพ’ มา ภายหน้าอยากสู้กับ
ใคร แค่มองคนผู้นั้นต่อสู้ก็พอแล้ว
เหตุผลหลักก็คือ ความสามารถนี้ทำให้เขาทำความเข้าใจพลัง
บางอย่างด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นได้
เจียงผิงอันเริ่มใช้พลัง ‘จินตภาพ’ ต่อสู้กับภาพฉายของชิวเฟิง
ในใจ
ยามเริ่มศึกในห้วงจิตสำนึก ก็จะสามารถสืบรู้ถึงเจตจำนงหมัด
ของคู่ต่อสู้ได้ชัดเจน ทำความเข้าใจและเรียนรู้มันได้ดีกว่า
การใช้พลัง ‘จินตภาพ’ สิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาก แต่นั่นก็แค่
เรื่องเล็ก
เมื่อเห็นเจียงผิงอันนั่งขัดสมาธิฝึกฝนกับพื้น เหล่าศิษย์ที่ผา
สำนึกผิดล้วนมิกล้าพูดเสียงดัง จะกล้าก็เพียงมองจากไกล ๆ ไม่กล้า
คืบเข้าใกล้
ปีศาจร้ายผู้นี้ ภายหน้าต้องเติบใหญ่เป็นผู้มีอำนาจอย่างแน่นอน
ใครบางคนใช้ป้ายแสดงตนส่งสิ่งที่เขาเห็นเข้าสู่พื้นที่สื่อสารของ
ศาลาหลัก
“พูดไปพวกเจ้าอาจไม่เชื่อ แต่มีปีศาจร้ายผู้หนึ่งปรากฏที่ผา
สำนึกผิด เอาชนะภาพฉายของประมุขศาลาสี่ยามเยาว์ได้!”
ไม่นานนัก ใครบางคนก็ตอบกลับมา “ผู้ใด? ทายาทเซียนท่าน
ไหน?”
“ทายาทเซียนจะมาถูกกักตัวที่ผาสำนึกผิดได้อย่างไร อย่าโกหก
น่า”
มีข่าวลือมากมายปรากฏในพื้นที่สื่อสารทุกวันคืน มองปราดแรก
เรื่องเชื่อถือไม่ได้นี่ก็เป็นข่าวปลอมชัด ๆ
เจ้าของข้อความรีบอธิบาย “เรื่องจริง ข้ามิได้โกหกนะ อีกฝ่าย
แข็งแกร่งสุดขั้วจริงแท้ เอาชนะประมุขศาลาสี่ยามเยาว์วัยได้ มีคน
เห็นเยอะเลย”
ขณะนั้นเอง บุคคลชื่อ ‘ชิวผิงเซิง’ ตอบกลับต่อท้าย
“ดูหมิ่นบิดาข้า ข้าแนะนำให้เจ้าลบข้อความนี่เดี๋ยวนี้ หาไม่ เจ้า
ต้องรับผลของมัน!”
เมื่อเจ้าของข่าวเห็นข้อความนี้ เขาก็ขวัญผวา สีหน้าแปรเปลี่ยน
ร้ายแรง แล้วรีบลบข่าวทิ้งไป
ชิวผิงเซิงผู้นี้คือบุตรของประมุขศาลาสี่ชิวเฟิง อายุยี่สิบห้าก็ถึง
ขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตาแล้ว
ได้ยินว่าอีกฝ่ายยังจงใจกดขอบเขตอยู่ด้วย
ชิวผิงเซิงมีรากฐานแข็งแกร่ง หากมาเอาเรื่องกันถึงที่ เขาตายแน่
คนอื่น ๆ ในผาสำนึกผิดยังอยากเสวนาเรื่องนี้ แต่เมื่อประสบ
เหตุการณ์เมื่อครู่เข้า พวกเขาก็มิกล้าพูดอีกด้วยกลัวจะไปล่วงเกิน
‘ชิวผิงเซิง’ เข้า
ในห้องหนึ่งของศาลาสี่ เมื่อชิวผิงเซิงเห็นอีกฝ่ายลบข้อมูลทิ้งไป
ก็แค่นเสียงเย็น ถือว่าพูดรู้เรื่อง
ขยะพวกนี้นับวันยิ่งหาญกล้า บังอาจพูดอะไรเพ้อเจ้อ บิดาเขาไร้
เทียมทานตราบยุคสมัย ผู้ใดจะมาชนะได้?
ขณะนั้นเอง ประตูห้องก็เปิดออก ชายผู้แผ่ปราณมหาเต๋า
เรืองรองเกินดวงดาวเดินเข้ามา
“ท่านพ่อ!”
ชิวผิงเซิงรีบคารวะ
“ครอบครัวเดียวกัน มิต้องมากพิธี”
ชิวเฟิงบิดข้อมือ แล้วม้วนหยกม้วนหนึ่งก็ปรากฏในมือ ส่งมัน
ให้กับชิวผิงเซิง
“นี่คือเนื้อหาบททดสอบชิงวิชาจำแลงเซียนในอีกห้าปี อ่านแล้ว
เตรียมตัวล่วงหน้าเสีย”
“ต้องเตรียมตั้งแต่ยามนี้เลยหรือขอรับ? เร็วไปหน่อยกระมัง”
ชิวผิงเซิงรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องเสียเวลาอย่างแท้จริง
ชิวเฟิงเตือนอย่างเคร่งขรึม “อย่าได้ประมาท ในหมู่อัจฉริยะที่เก้า
ศาลาสาขาคัดสรรย่อมมีผู้โดดเด่นเสมอ เว้นแต่เจ้าจะไม่อยากได้วิชา
จำแลงเซียน”
“ขอรับท่านพ่อ”
ชิวผิงเซิงเก็บความดูแคลนไป
ชิวเฟิงพยักหน้าพลางเอ่ยยิ้ม ๆ “เจ้าไม่ต้องเครียดมากไปหรอก
เจ้ารู้เนื้อหาบททดสอบไวกว่าผู้อื่นห้าปี มีเจ้าศาลาหลายคนรับหน้าที่
กรรมการ ขอเพียงเจ้าทำผลงานได้ดี เจ้าย่อมเป็นหนึ่งในผู้ได้วิชา
จำแลงเซียนไป”
“แล้วอีกสองตำแหน่งเป็นของใครขอรับ?” ชิวผิงเซิงถาม
“ทายาทของประมุขศาลาหกและเจ็ด”
“อ้อ สองคนนั้นเอง สู้ข้าไม่ได้หรอก”
ชิวผิงเซิงโล่งใจ
องค์ประกอบของศาลาเติงเซียนนั้นพิเศษ แปดแคว้นแยกแปด
ศาลา และยังมีศาลาหลักอีกหนึ่งแห่ง
ศาลาเติงเซียนเป็นเหมือนเครือพันธมิตร ความสัมพันธ์ระหว่าง
ศาลาสาขาและศาลาหลักแท้จริงมิได้สนิทสนม จะสามัคคีเป็น
ปึกแผ่นกันก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญ
วิชาจำแลงเซียนจะถูกแบ่งให้ศิษย์ทั่วไปเพียงสามคนเรียนในทุก
ๆ สามร้อยปี คนจากฝั่งศาลาหลักยังเรียนกันไม่พอ จะมอบให้ศาลา
สาขาได้อย่างไร?
แต่จากกฎเกณฑ์ ก็ยังต้องจัดการประเมินกันอยู่ ส่วนเนื้อหาการ
ประเมินและคณะกรรมการนั้นล้วนเป็นศาลาหลักตัดสินใจ
อันที่จริง ชิวผิงเซิงเกิดมาสี่ร้อยกว่าปีแล้ว แต่ชิวเฟิงจงใจผนึก
บุตรตนไว้จนบัดนี้ก็เพื่อโอกาสเข้าเรียนวิชาจำแลงเซียน
เรื่องทั้งหลายถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า เหลือก็แค่เข้าแข่งขันพอ
เป็นพิธีให้ดูได้มาอย่างชอบธรรม
เจียงผิงอันและศิษย์มากมายหารู้เรื่องนี้ไม่ ทุกผู้ล้วนกำลัง
พากเพียรเพื่อเข้าชิงวิชาจำแลงเซียนในอีกห้าปี
เมื่อได้วิชาจำแลงเซียนมา ปราณวิญญาณก็จะแปรเป็นปราณ
เซียน เทียบได้กับประจักษ์ประตูเซียน ไม่มีผู้ใดอยากพลาดโอกาสนี้
ไป
แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ความพากเพียรมิอาจได้มาด้วยเช่นกัน