สู่วิถีอมตะ - บทที่ 543 ขุมสมบัติมโหฬาร
ภายใต้อิทธิพลของกฎเกณฑ์พิเศษที่ผาสำนึกผิด ทุกคืนจะมี
ภาพฉายการต่อสู้ของยอดฝีมือโบราณปรากฏขึ้น
มีทั้งมังกรสามเศียร มารวานรขนาดมหึมา วิหคต้าเผิงปรกนภา
บังตะวัน…
ภาพฉายสารพัดตัวตนทรงพลังข้ามมิติเวลามาปรากฏในยุค
สมัยปัจจุบัน
ทุกครั้งที่เขาเห็นภาพฉายของยอดฝีมือที่ใช้วิชาหมัด เจียงผิง
อันจะพินิจมันอย่างตั้งใจ สร้างจินตภาพในห้วงจิตสำนึกแล้วเรียน
วิชาหมัดของอีกฝ่าย
ยามเผชิญยอดฝีมือโบราณในขอบเขตเดียวกัน เขาก็จะสร้าง
จินตภาพของตัวตนนั้นในใจ จำลองการต่อสู้กับอีกฝ่าย
พลังวิญญาณของเจียงผิงอันมีจำกัด มิอาจสร้างจินตภาพการ
ต่อสู้กับสุดยอดฝีมือในใจได้
แต่ก็ยังสามารถลดทอนพลังต่อสู้ของยอดฝีมือในจินตภาพ
เหล่านั้นให้ทัดเทียมกับตนแล้วจึงสู้กันได้
ต่อกรยอดฝีมือโบราณ ประชันมารวานรร่างคับฟ้า… การต่อสู้
ข้ามมิติเวลาบังเกิดขึ้นในใจเจียงผิงอัน
สารพัดตัวตนอัศจรรย์ในหนึ่งยุคสมัยกลายเป็นคู่ต่อสู้ของเขา
ยามยอดฝีมือเหล่านั้นใช้วรยุทธ์เร่งกฎเกณฑ์ ก็ทำให้เจียงผิงอัน
หิวกระหายเยี่ยงผู้รอนแรมกลางทะเลทรายเห็นแหล่งน ้า
ผู้อื่นหารู้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจียงผิงอัน พวกเขาเห็นเพียงเขา
นั่งนิ่งไม่ไหวติงกับที่
เมื่อกาลผ่าน เหล่าศิษย์ที่ได้เห็นการต่อสู้ของเจียงผิงอันต่างออก
จากผาสำนึกผิดไปตาม ๆ กัน
ผู้มาใหม่ไม่รู้จักเจียงผิงอัน พวกเขารู้เพียงว่ามีเจ้าทึ่มคนหนึ่งนั่ง
นิ่งงันใต้ผาทุกวันคืน
“เจียงผิงอัน โทษของเจ้าครบกำหนดแล้ว”
ศิษย์ผู้ดูแลผาสำนึกผิดตะโกนเรียกเจียงผิงอัน
หนึ่งปีผ่านไปดุจน ้าไหลผ่านปลายนิ้ว เคลื่อนผ่านอย่างนุ่มนวล
สัมผัสได้ แต่มิอาจกักเก็บไว้เช่นนั้น
เจียงผิงอันมิได้ขยับตัว ยังคงนั่งนิ่งกับที่อย่างลืมตัวตน
ผนังผาแห่งนี้เป็นขุมสมบัติขนาดมโหฬาร ต่อให้นั่งที่นี่เป็นร้อย
ๆ ปีก็มิอาจถลุงหมด
เจียงผิงอันอิดออดจะจรจาก เขามีเบาะแสหมัดทำลายล้าง
กระบวนท่าที่สองแล้ว ไม่นานก็จะสร้างได้
เมื่อเห็นเจียงผิงอันไม่ขยับ เหล่าผู้มาใหม่ซึ่งถูกขังที่นี่ต่างงุนงงยิ่ง
“ไฉนเขาจึงไม่ไปล่ะ?”
“หรือเขาจะซื่อบื้อจริง ๆ คนปกติที่ไหนก็ไม่อยากอยู่ที่นี่สักเสี้ยว
ลมหายใจหรอก”
“ต่อให้ไม่โง่ สมองก็ต้องมีอะไรผิดปกติแน่แท้”
พวกเขาคิดไปว่าคนธรรมดาที่ไหนจะอยากอยู่ที่นี่
ศิษย์ผู้ดูแลผาสำนึกผิดเผยสีหน้าเหยียดหยามยามได้ยินบุคคล
รอบข้างล้อเลียนเจียงผิงอัน
หากเจียงผิงอันซื่อบื้อ พวกเจ้าก็เป็นหมูกันหมดแหละ!
แม้เขาจะไม่รู้ว่าทำไมเจียงผิงอันจึงอยู่ต่อ แต่คนผู้นี้ต้องมีเหตุผล
ที่มิอาจประจักษ์ชัดอยู่เป็นแน่
ในเมื่อเจียงผิงอันไม่ไป ศิษย์ผู้ดูแลผาสำนึกผิดก็ไม่ไล่เขา
วันคืนต่อจากนั้น เจียงผิงอันผ่านสายตาคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
เฉียนฮวั่นโหรวและเยี่ยอู๋ฉิงก็มาตามเขาออกไปเช่นกัน
เจียงผิงอันฟังพวกเขาแนะนำสถานที่ฝึกฝนบางแห่ง แต่มิได้
สนใจ
สถานที่ฝึกฝนเหล่านั้นก็แค่มีทรัพยากรมากกว่า ทำความเข้าใจ
ได้เร็วกว่า หาได้มีสิ่งใดพิเศษ
สถานที่ฝึกฝนเหล่านั้นสู้ผาสำนึกผิดตรงหน้าเขาไม่ได้เลย
ที่นี่ เขาสามารถประจักษ์ฤทธาสูงสุดของยอดฝีมือในอดีต สู้กับ
สุดยอดฝีมือเหล่านี้ ทำความเข้าใจวรยุทธ์และเต๋าของพวกเขาได้
เจียงผิงอันฝึกฝนที่นี่ต่อไป ยามคิดถึงเมี่ยวอีผู้เป็นบุตรี เขาก็จะ
ใช้อ่างสัมฤทธิผลเคลื่อนย้ายหนึ่งอวตารสู่ภพแร้นแค้น ขณะที่ตัวเขา
อุทิศตนศึกษาอย่างตั้งอกตั้งใจที่นี่
การฝึกฝนไร้ทางลัด ต่อให้มีพรสวรรค์ล้นฟ้าก็ยังต้องศึกษา
ที่ทางเข้าศาลาเติงเซียน เซินถูอี้ หร่านหงเฉินและคณะเดิน
ขึ้นมา
“ที่แท้ด่านที่สามก็ง่ายนัก ขอเพียงแก้ปัญหาได้ก็ผ่าน ไฉนก่อน
หน้านี้ข้าคิดไม่ออกหนอ”
“โชคยังดีที่สหายเต๋าโหยวชาญฉลาดแก้ปัญหาได้ หาไม่ ก็ไม่รู้
เราต้องติดที่ด่านสามนานเพียงไร”
“สหายเต๋าโหยวดีกว่าเจ้าคนเห็นแก่ตัวห้าคนนั่นมากนัก”
เมื่อพูดถึงคนทั้งห้า ศิษย์ศาลาสาขาแคว้นชางหลานหลายคนก็
ข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเดือดดาล
พวกเขาไม่เห็นคนทั้งห้าตลอดมานี้ อีกฝ่ายน่าจะผ่านด่านเข้า
ฝึกฝนในศาลาเติงเซียนกันแล้ว
เมื่อคิดได้ว่าคนเหล่านั้นฝึกฝนนานกว่าพวกเขาสองสามปี ในใจ
ก็รู้สึกกระสับกระส่าย
“หากข้าเจอพวกเขาในศึกชิงวิชาจำแลงเซียน ข้าไม่มีทางปรานี
แน่นอน!”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งพูดเสียงเย็น
“อาจมิใช่การประลองยุทธ์เสียทีเดียวก็ได้นะ” โหยวเชียนชิวก
ล่าว
“มิประลองวรยุทธ์? แล้วประลองอะไร?”
คนทั้งหลายหันไปมองโหยวเชียนชิวอย่างสงสัย
“ข้าไม่แน่ใจ ประมุขศาลาสิบคนของศาลาหลักต่างมีโจทย์ของ
ตัวเอง สุดท้ายก็จะจับสลากกันเลือกโจทย์สามข้อ แบ่งการแข่งขัน
เป็นสามด่าน แล้วจึงเลือกผู้ชนะออกมา”
โหยวเชียนชิวกล่าวสิ่งที่เขารู้
คนผู้หนึ่งข้าง ๆ เขาคลี่ยิ้ม “การแข่งขันยุติธรรมยิ่ง ข้าได้ยินว่า
ที่นี่มีการใช้เส้นสายภายในอยู่ น่าจะเป็นข้ออ้างที่พวกไม่ผ่านประเมิน
จงใจสร้างขึ้นมากระมัง”
“บางทีสหายจางอาจมีโอกาสได้วิชาจำแลงเซียนมาก็ได้”
“ที่ไหนกันเล่า ข้ายังอ่อนด้อยมากนัก สหายจ้าวสิมากสามารถ
ต้องมีโอกาสได้มาแน่แท้”
ดวงตาของผู้ฝึกตนทุกนามล้วนเปี่ยมความปรารถนาต่อวิชา
จำแลงเซียน กระทั่งมีความรู้สึกว่าพวกตนจะได้วิชาจำแลงเซียนมา
เมื่อวันประชันชิงวิชาจำแลงเซียนคืบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
บรรยากาศในศาลาเติงเซียนก็ยิ่งทวีความตึงเครียด
วิชาจำแลงเซียนต้องใช้วิธีการเฉพาะเพื่อได้มา จัดประเมินเพียง
หนในสามร้อยปี การพลาดโอกาสนี้ไปก็เท่ากับหมดวาสนากับวิชา
จำแลงเซียน
จะบรรลุสรวงในหนึ่งย่างก้าวได้หรือไม่ ขึ้นกับครั้งนี้
ยามวันนี้มาถึงตามกำหนด ผู้ฝึกตนใต้ขอบเขตมหายาน
มากมายกระชุ่มกระชวยเบิกบาน มุ่งหน้ามายังจัตุรัสหน้าศาลาเซียน
พวกเฉียนฮวั่นโหรวมาหาเจียงผิงอันที่ผาสำนึกผิด
ทั้งผาสำนึกผิดเหลือเจียงผิงอันนั่งอยู่ลำพัง
คนทั้งหลายเข้ามาในบริเวณผา เมื่อสัมผัสกฎเกณฑ์อันปั่นป่วน
รอบกายก็ปลดปล่อยโล่ป้องกันโดยไม่รู้ตัว
หลัวอีเฟยเดินมาหาเจียงผิงอันพลางเอ่ยปาก “เจ้าเอาเวลาห้าปี
อันมีค่ามาทิ้งกับการนั่งที่นี่เนี่ยนะ?”
หากนางไม่เคยพบเจียงผิงอันมาก่อน นางอาจใช้คำไม่น่าฟังบาง
คำมาอธิบายอีกฝ่ายก็ได้
กฎเกณฑ์ที่นี่ปั่นป่วนเสียจนไร้หนทางใด ๆ ในการฝึกฝน ไม่รู้
เจียงผิงอันมัวทำอะไรอยู่ที่นี่
เจียงผิงอันลืมตาขึ้นช้า ๆ ขณะนั้นเอง กฎเกณฑ์อันปั่นป่วนรอบ
กายเขาพลันชะงัก สรรพสิ่งคืนระเบียบเฉียบพลัน
เมื่อเห็นดวงตาของเจียงผิงอัน หลัวอีเฟยก็ก้าวถอยสองสามก้าว
โดยไม่ตั้งใจ
ไม่รู้ทำไม แต่เมื่อครู่นางเหมือนได้เห็นสัตว์ป่าดุร้ายระยะประชิด
ดวงตาของเฉียนฮวั่นโหรวฉายประกายพิกล “ได้อะไรบ้าง?”
“สร้างหมัดทำลายล้างกระบวนท่าที่สองแล้ว อยากเห็นหรือไม่?”
เจียงผิงอันลุกขึ้นช้า ๆ
พื้นดินยุบเป็นหลุมใหญ่จากการที่เขานั่งนิ่งที่นี่ตลอดห้าปี
“ไว้ภายหลังเถิด กระบวนท่านี้ชื่ออะไรล่ะ?” เฉียนฮวั่นโหรวถาม
“ป่วนบรรพ์”
“ตั้งชื่อได้ดี ข้าจะรอดู” เฉียนฮวั่นโหรวแย้มยิ้ม
ก๊อง~ ก๊อง~ ก๊อง~
เสียงระฆังสะท้อนในศาลาเติงเซียนสามหน
“ศึกชิงวิชาจำแลงเซียนกำลังจะเริ่ม ผู้ฝึกตนใต้ขอบเขตมหายาน
ทุกผู้โปรดเตรียมตัว”
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ แล้วทอดสายตามองไปไกล
เขารอวันนี้มาเกือบสิบปีแล้ว
นับแต่เขามายังภพบุกเบิก จิตศาสตราก็บอกให้เขาไปเรียนวิชา
จำแลงเซียน
จิตศาสตรายังเป็นตัวตนผู้ประจักษ์โลกหล้าเคียงข้างมหา
จักรพรรดิและราชันศักดิ์สิทธิ์มาก่อน การที่วิชานี้ถูกมันยกขึ้นมา
แนะนำย่อมไม่ธรรมดายิ่ง
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นในสายตาเจียงผิงอัน หลัวอีเฟยที่ข้าง
กายก็เอ่ยปาก “เจ้าอย่าหวังมากเกินไปจะดีกว่า ยิ่งหวังมากยิ่งผิดหวัง
แรงนะ”
“ผู้จะได้เรียนวิชาจำแลงเซียน โดยหลัก ๆ แล้วถูกตัดสินจากคน
วงในนานแล้ว บุคคลไร้พื้นหลังแทบไร้หนทางเอื้อมถึงมันเลย”
เจียงผิงอันยิ้มบาง “หากไม่ลอง จะรู้ได้อย่างไร?”
หลัวอีเฟยไหวไหล่ ไม่พูดอะไรมาก
คนแบบนี้มีเสมอ ต้องให้สัจธรรมตบหน้าสักฉาดจึงตาสว่างเอง