สู่วิถีอมตะ - บทที่ 544 วิชาจำแลงเซียน โจทย์ประเมิน
ใต้ศาลาเซียนอันโอ่โถง ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนรวมตัวประชุม
“อัจฉริยะเยอะยิ่งนัก แรงกดดันมหาศาลแท้”
หร่านหงเฉินมองไปยังผู้ฝึกตนทั้งหลายรอบกาย หัวใจเต้นถี่รัว
ขึ้น
“ไม่รู้ครั้งนี้จะอยู่ภายใต้โจทย์อะไร หวังว่าจะไม่ยากเกินไปนะ”
โหยวเชียนชิวดูเฉยชา ทว่าการที่เขาขยับด้ายไหมวิญญาณใน
มือไม่หยุดก็ทำให้เห็นได้ว่าขณะนี้เขากำลังกระสับกระส่าย
จู่ ๆ บุคคลใกล้กันนั้นก็เอ่ยปาก “ดูโน่น พวกศิษย์พี่หญิงหลัวมา
กันแล้ว”
ปวงชนจากสาขาชางหลานล้วนหันมองตามสายตาคนผู้นั้น
เมื่อเห็นว่าการฝึกฝนของเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวไม่
เขยื้อน ดวงตาของเซินถูอี้ก็เรืองประกายดูแคลน
ห้าปีแล้ว สองคนนั้นก็ยังไม่บรรลุกฎเคล็ดพลังอีก
หากขอบเขตไม่เขยื้อน ต่อให้สร้างขอบเขตเองได้แล้วเช่นไร?
ผู้ฝึกตนที่พรสวรรค์มิได้เลิศล ้า ขอเพียงไปให้ถึงขั้นปลาย
ขอบเขตบูรณาการก็ฆ่านางได้ง่าย ๆ
ไม่รู้สองคนนั้นคิดอะไรอยู่ ขอบเขตต ่าต้อยแค่นี้ยังอยากจะสร้าง
ขอบเขตของตนเองอีก
ประเมินความสามารถตนสูงเกินไปแท้ ๆ
ด้วยการฝึกฝนแค่นี้ หมดโอกาสประชันแย่งวิชาจำแลงเซียนแล้ว
“ศิษย์พี่หญิงหลัว ศิษย์น้องหญิงเฉียน”
หร่านหงเฉินเป็นฝ่ายเข้ามาทักทายก่อน
แม้ก่อนหน้านี้ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่ แต่ก็มิใช่เรื่องใหญ่ ไม่ใช่หนี้
เลือด จึงย่อมไม่สู้เข่นฆ่ากัน
ขณะที่หลัวอีเฟยกำลังจะเอ่ยตอบ อำนาจยิ่งใหญ่สายหนึ่งก็
ปรากฏขึ้นจากบนศาลาเซียน
จัตุรัสอันเต็มไปด้วยเสียงเซ็งแซ่เงียบลงกะทันหัน ปวงชนล้วน
แหงนหน้ามอง
พวกเขาพบว่าบนศาลาเซียนอันโอฬารปรากฏภาพฉายมหึมา
ขึ้นสิบภาพ ตระหง่านค ้าดารา ปราณเซียนโอบล้อมคลุมกาย เปี่ยม
ด้วยรัศมีเรืองรอง เจิดจรัสเสียจนกลบแสงดาราจักร
มันคือภาพฉายของเซียนมนุษย์สิบคน!
ปราณเซียนอันทรงพลังทำให้ปวงชนไม่มีความคิดขัดขืนแม้แต่
น้อย ทั้งอารมณ์หวาดหวั่น ครั่นคร้ามและโหยหาล้วนปรากฏบน
ใบหน้าถ้วนทั่ว
นี่คือสภาวะที่ผู้ฝึกตนทั้งมวลเฝ้าฝันจะบรรลุ
สำหรับใครหลายคน นี่คือการเผชิญเซียนมากมายเช่นนี้เป็น
ครั้งแรก พวกเขาถึงกับเผลอตัวคุกเข่าลง
“นี่หรือปราณเซียน…”
เจียงผิงอันเคยพบเซียนมาบ้างสองสามหน แต่เซียนเหล่านั้นมิได้
แผ่ปราณแข็งแกร่งอะไร ยามนี้เองเขาจึงตระหนักว่าความต่างชั้น
มหาศาลเพียงไหน
เจียงผิงอันกำหมัด ดวงตาของเขาหนักแน่น
เขาสาบานว่าไม่ช้าก็เร็ว เขาจะบรรลุถึงสภาวะนี้!
เซียนผู้หนึ่งค่อย ๆ ปริปาก กระจายสำเนียงไปทั่วศาลาเติงเซียน
“ศึกชิงวิชาจำแลงเซียนซึ่งจัดทุกรอบสามร้อยปีจะเริ่มขึ้นใน
วันนี้”
“ขอเพียงขยันพากเพียร ทุกผู้ล้วนมีโอกาสได้โอกาสนี้ไป ต่อให้
มิอาจได้วิชาจำแลงเซียนมา ผู้ผ่านบททดสอบสองด่านแรกก็จะยังได้
รางวัลอย่างงาม”
นี่เป็นประโยคอันแสนธรรมดาแน่แท้ แต่อารมณ์ของปวงชนกลับ
ถูกปลุกกระตุ้นตื่นเต้นสุดขีด ต่างผู้หน้าดำหน้าแดง
นี่คงเป็นอิทธิพลจากวจีเซียน หรือไม่พวกเขาก็อยากได้วิชา
จำแลงเซียนกันเหลือเกิน อารมณ์ของปวงชนจึงยากสงบได้
กระทั่งในภพบุกเบิก การบรรลุเซียนก็ยังยากเย็น และวิชาจำแลง
เซียนก็คือโอกาสบรรลุเซียน!
“ตามกติกา เราประมุขสำนักทั้งสิบจะตั้งโจทย์คนละข้อ แล้วจับ
สลากเลือกมาสามข้อ”
“ทุกท่านตั้งโจทย์เถิด”
เมื่อหนึ่งในประมุขศาลากล่าวเช่นนี้ ประมุขศาลาทั้งหลายต่าง
โยนดวงแสงสีทองดวงหนึ่งออกมา
ดวงแสงทั้งสิบนี้โรยลงจากฟ้าสู่เหนือศีรษะศิษย์ผู้หนึ่ง
ประมุขศาลาใหญ่กล่าวกับศิษย์ผู้นั้น “เลือกมาดวงหนึ่งสิ”
ร่างของศิษย์ผู้นั้นแข็งเกร็ง ประหม่าอย่างยิ่งด้วยถูกประมุขศาลา
สังเกตเห็นเป็นครั้งแรก
เขายกมือขึ้นเลือกดวงแสงดวงหนึ่งอย่างเก้ ๆ กัง ๆ
พริบตาต่อมา ดวงแสงนั้นก็ระเบิดออก ข้อความตัวใหญ่ปรากฏ
เรียงรายบนอากาศ
‘หัวข้อ: รังสรรค์วรยุทธ์’
‘เลือกกฎเกณฑ์ใด ๆ แล้วสร้างวรยุทธ์โดยอิงตามอักขระที่ให้ไป’
‘วรยุทธ์โจมตี ประเมินโดยพลังโจมตี วรยุทธ์ป้องกัน ประเมิน
ความแข็งแกร่งของพลังป้องกัน วรยุทธ์ฟื้นฟู ประเมินโดยความ
แข็งแกร่งของการฟื้นฟู’
‘ระยะเวลา: หนึ่งเดือน’
เบื้องใต้ข้อความเหล่านี้คืออักขระมากมายที่กำหนดให้
เมื่อเห็นโจทย์ข้อนี้ สีหน้าศิษย์เกือบทั้งหมดก็แปรเปลี่ยน
ขอบเขตพวกเขาต ่าเตี้ยเช่นนี้ จะมาสร้างวรยุทธ์ได้อย่างไร!
แถมให้เวลามาแค่เดือนเดียว ย่อมไม่มีทางสร้างอะไรได้
ต่อให้คิดเปลี่ยนเป็นวรยุทธ์อื่นก็ไม่มีหวัง อักขระที่ให้มามีจำกัด
ต้องสร้างด้วยอักขระที่ให้มานี้เท่านั้น
ศิษย์ผู้เลือกหัวข้อนี้มาสัมผัสสายตามุ่งร้ายอันชวนขนลุกได้ก็
ขวัญผวา แทบมุดหน้าแทรกแผ่นดินหนี
จบสิ้นแล้ว หน้านี้ใช้ในภายหน้าไม่ได้แล้ว
เลือกหัวข้อยากขนาดนี้ออกมา เขากลายเป็นศัตรูสาธารณะของ
ศาลาเติงเซียนแน่!
ในหมู่ผู้คน มุมปากชิวผิงเซิงยกยิ้มน้อย ๆ
เขารู้ถึงหัวข้อนี้ตั้งแต่ห้าปีก่อนและเตรียมตัวมาล่วงหน้า กระทั่ง
ขอให้บิดาตนช่วยเกลาจนสมบูรณ์แบบ
โจทย์ข้อนี้ไม่มีใครเกินเขาแน่!
ประมุขศาลาสี่ชิวเฟิงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “ศิษย์รุ่นพวกเจ้าโชคไม่ดี มา
เจอโจทย์แบบนี้เข้า แต่หัวข้อก็สุ่มเลือกมาแล้ว มิอาจเปลี่ยนแปลง
ได้”
“เราจะเริ่มสร้างวรยุทธ์กันเดี๋ยวนี้เลย ท้ายที่สุด เราจะลงคะแนน
ตามระดับของวรยุทธ์”
“สิบแต้มสูงสุด ศูนย์แต้มต ่าสุด หนึ่งร้อยคนจะถูกคัดให้ผ่านด่าน
นี้ไป”
“ระหว่างนี้ ห้ามติดต่อคนนอกให้ช่วยเหลือ หากถูกพบ ก็จะถูก
ตัดสิทธิ์และขับออกจากศาลาเติงเซียนทันที”
“อย่าพยายามซ่อนจากหูตาของเรา พวกเจ้าทำไม่ได้หรอก”
ศิษย์หลายคนฟื้นจากความตะลึงกับหัวข้อ ใบหน้าของพวกเขา
เปี่ยมความรวดร้าวจนใจ
“เฮ้อ~ ข้าหมดวาสนากับวิชาจำแลงเซียนแน่แล้ว ไปดีกว่า”
“คัดแค่ร้อยคน โอกาสหามีไม่ หัวข้อครั้งนี้เข้มกว่าคราวก่อน
อีก”
“หากมิใช่อัจฉริยะ ก็อย่าหวังผ่านเลย”
ศิษย์มากมายถอนใจอย่างอับจน ก่อนจะหันกายจรจากอย่าง
เศร้าใจ
ไม่จำเป็นต้องทดลองก็รู้ ผู้สร้างวรยุทธ์ได้มีไม่มากหรอก
ต่อให้สามารถสร้างวรยุทธ์ธรรมดา ๆ ออกมาได้ ก็มิอาจคว้าชัย
เข้าร่วมการประเมินต่อไปก็เสียเวลาเปล่า
เมื่อประกาศหัวข้อ กลุ่มศิษย์ซึ่งเดิมหนาแน่นก็เหลืออยู่เพียงครึ่ง
ยังคงมีผู้ยึดมั่นกับความหวังสุดท้าย วาดฝันว่าพวกเขาจะผ่าน
การประเมิน หรือบางทีพวกเขาอาจโชคดีสร้างวรยุทธ์ดี ๆ ขึ้นมาได้?
เรื่องเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ สร้างสุดยอดวิชาขึ้นมา
ได้โดยบังเอิญ
แม้นี่จะเป็นเพียงส่วนน้อย หลายคนก็ยังหวังพึ่งดวง
ศิษย์ผู้อยู่ร่วมการแข่งขันสงบอารมณ์ของตนลง มองอักขระ
มากมายซึ่งลอยกลางฟ้า จดจำพวกมันไว้อย่างตั้งใจ
ครั้งนี้ วรยุทธ์ที่สร้างมีได้เพียงอักขระเหล่านี้ เป็นการป้องกันมิให้
นำวรยุทธ์อื่นมาตบตา
“น่าเบื่อแท้ ไม่เล่นแล้ว”
หลัวอีเฟยรู้ว่านางมิสามารถทำเช่นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลา
เจียงผิงอันกับเฉียนฮวั่นโหรวชำเลืองกันแล้วยิ้มบาง ก่อนจะ
นั่งขัดสมาธิลงกับพื้น เริ่มสร้างวรยุทธ์
ด่านนี้ถือได้ว่าง่ายสำหรับทั้งสอง
หนึ่งเป็นอัจฉริยะนักรังสรรค์ หนึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์นับหมื่นปี
สร้างวรยุทธ์สุดยอดด้วยตนเองมาแล้ว
อย่าว่าแต่ติดอันดับต้น ๆ เลย ร้อยอันดับแรกก็บรรลุได้แน่นอน
หลัวอีเฟยงุนงงนักเมื่อเห็นทั้งสองนั่งลงเริ่มทดสอบ
“พวกเจ้าสองคนยังไม่ถอดใจอีกหนอ สู้พวกอัจฉริยะที่กำลังจะ
บรรลุขอบเขตมหายานไม่ได้หรอก ขอบเขตของพวกเขาสูงกว่าพวก
เจ้า เรียนวรยุทธ์มาก็มากกว่า ขอบเขตของพวกเจ้าหามีข้อได้เปรียบ
ไม่”
ทั่วทั้งจัตุรัสมีผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตานั่งสร้างวรยุทธ์อยู่ไม่
มากนัก
“เจ้าช่วยหุบปาก ไม่รบกวนลูกพี่ทีได้หรือไม่?” เยี่ยอู๋ฉิงกล่าว
หลัวอีเฟยไหวไหล่ ไม่พูดอะไรอีก
ยามพวกเซินถูอี้เห็นภาพนี้ ทุกผู้ล้วนรู้สึกว่าคนทั้งสองไม่
ประมาณตนไปสักหน่อย แม้พวกเขาจะเป็นอัจฉริยะในขั้นต้น
ขอบเขตบูรณาการยังลังเล แล้วสองคนนี้ไปได้ความกล้ามาจากที่ใด
จึงลองทดสอบ