สู่วิถีอมตะ - บทที่ 545 คะแนนประเมิน
จัตุรัสใต้ศาลาเซียนตกสู่ความเงียบ
ผู้ฝึกตนทั้งหลายซึ่งเข้าร่วมการประเมินมองอักขระบนฟ้าพลาง
ครุ่นคิดว่าจะสร้างวรยุทธ์เช่นไรดี
ไม่ว่าจะเป็นวิชาโจมตีหรือฟื้นฟู ใด ๆ ล้วนมิอาจแยกจากอักขระ
ได้
เหตุที่วิชาลับรีดเร้นพลังออกมาได้ ก็เพราะวรยุทธ์เหล่านี้
สามารถก่ออักขระแตกต่างกันในตัวคน
ยามต้องการพลัง ก็ใช้งานอักขระเหล่านี้ให้สื่อสารกับอำนาจฟ้า
ดิน ปลดปล่อยพลังพิเศษออกมา
ถือได้ว่าเป็นค่ายกลขนาดย่อม
หากอยากสร้างวรยุทธ์ ก็ต้องทำความเข้าใจอักขระ บรรลุอำนาจ
กฎเกณฑ์ ทำความเข้าใจครรลองการดำเนินกฎเกณฑ์เสียก่อน
ในการประเมินครั้งนี้ ให้อักขระระดับสูงมาหลายตัว
ด้วยอักขระระดับสูงเหล่านี้ลำพัง ก็ไม่มีทางทำความเข้าใจได้ใน
หนึ่งเดือนอยู่แล้ว
ต่อให้พวกเขาทำความเข้าใจได้ ก็ยังต้องใช้เวลากว่าจะจัดสรร
ผสานอักขระทั้งหลายให้เป็นรูปร่างวรยุทธ์อย่างชัดเจน
“ยากเกินไป”
คนบางส่วนทยอยจรจาก ใบหน้าเปี่ยมความเศร้าสร้อย
พวกเขาตั้งหน้าตั้งตารอวันนี้กันยิ่งนัก หวังจะได้วิชาจำแลงเซียน
มา แม้จะรู้ว่าโอกาสบรรลุวิชามีไม่สูง พวกเขาก็ยังอดรู้สึกผิดหวังมิได้
เวลาผ่านไป ปวงชนตั้งหน้าตั้งตาสรรค์สร้าง เพียงไม่ถึงครึ่ง
เดือน ผู้ฝึกตนก็หายไปหนึ่งในสาม
ชิวผิงเซิงแสร้งทำเป็นสร้างวรยุทธ์ ตาเหลือบมองผู้ฝึกตน
ทั้งหลายรอบ ๆ ตัวอย่างเบื่อหน่าย ดวงตาเจือประกายเหยียดหยาม
ไอ้โง่พวกนี้กล้าฝันหวาน วิชาจำแลงเซียนเป็นของพวกเจ้า?
หากมิล่วงรู้โจทย์ล่วงหน้า อัจฉริยะอย่างพวกเจ้าก็เสียเวลาเปล่า
เวลาหนึ่งเดือน สำหรับผู้ฝึกตนทั้งหลายรวดเร็วราวชั่วประเดี๋ยว
เมื่อการประเมินแรกใกล้สิ้นสุด ผู้ฝึกตนมากมายแห่แหนมายัง
จัตุรัส
พวกเขาอยากเห็นว่าผู้ฝึกตนที่เข้าร่วมการประเมินครั้งนี้จะ
สร้างวรยุทธ์ระดับใดขึ้นมาได้บ้าง
“ถึงเวลาแล้ว”
หนึ่งวจีเซียนแว่วมา
“ยามนี้ เริ่มโคจรวรยุทธ์ที่พวกเจ้าสร้าง ผู้ที่ทำไม่ได้หรือสร้าง
ความเสียหายแก่ตนเองจะถูกตัดสิทธิ์ทันที”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนทั้งหลายก็เริ่มโคจรวรยุทธ์ที่พวกตนสร้าง
รัศมีกฎเกณฑ์เรืองกะพริบบนร่าง เรืองรองพร่างพราวไปหมด
“พรวด!”
“โอ้กกก!”
เสียงกระอักเลือดดังแทรกประปราย
วรยุทธ์ที่ผู้ฝึกตนที่กระอักเลือดสร้างมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาหันกายจรจากด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
ท้ายที่สุดก็เหลือผู้ฝึกตนเพียงหนึ่งในสิบ
ประมุขศาลาหญิงผู้หนึ่งโบกมือเบา ๆ แล้วดวงแสงสีทองอีกดวงก็
ปรากฏตรงหน้าปวงชน
“ประทับจิตสัมผัสและวรยุทธ์ของเจ้าลงไป เพื่อความยุติธรรม เรา
จะตรวจสอบและให้คะแนนผลประเมินวรยุทธ์กันอย่างไม่รู้ตัวผู้เข้า
แข่ง”
เหล่าผู้เข้าประเมินยกมือคว้าดวงแสงสีทอง ประทับวรยุทธ์ที่พวก
ตนสร้างลงไป
หลังจากประทับวรยุทธ์แล้ว ดวงแสงสีทองเหล่านี้ก็สลับที่ปะปน
กัน ก่อนจะเหินมาตรงหน้าภาพฉายเซียนทั้งหลาย
เฉียนฮวั่นโหรวหันไปถามเจียงผิงอัน “เป็นเช่นไร? ยากหรือไม่?”
“ยากอยู่พอตัว ข้ามิอาจสร้างวรยุทธ์ด้วยเคล็ดพลังได้ แต่ถึง
ระดับสมบูรณ์แบบของกฎเกณฑ์ขั้นสาม”
เจียงผิงอันถาม “เจ้าเล่า รู้สึกเช่นไรบ้าง?”
“เฉย ๆ นะ ระดับกฎเกณฑ์มิได้สูง เลยนำวิชาดึงดาราผสานเข้า
ไปด้วย” เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเนิบ ๆ
“เช่นนั้น เจ้าก็น่าจะติดอันดับแรก ๆ แล้วล่ะ” เจียงผิงอันว่า
“เจ้ามีหัวสร้างสรรค์ยิ่ง ก็น่าจะติดอันดับแรก ๆ เช่นกัน”
เฉียนฮวั่นโหรวตอบ
ยามผู้ฝึกตนใกล้เคียงได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง เขาก็อด
หัวเราะออกมามิได้
“พวกเจ้าสองคนนี้อวดดีเก่งนัก บททดสอบยาก ๆ เช่นนี้ทำบอก
ว่าเฉย ๆ ได้”
“ขำจะตายแล้วเหวย สองบุคคลที่ขอบเขตบูรณาการก็ยังไม่ถึง
ยังคิดติดอันดับแรก ๆ อีก”
“พวกเจ้าพูดแบบนั้นกับพวกเขาได้อย่างไร? คนทั้งสองเป็น
อัจฉริยะ ระวังเถอะพวกเขาจะมาไล่คิดบัญชีหลังได้วิชาจำแลงเซียน
มา ฮ่า ๆ”
ความยากของการประเมินนี้เป็นที่ประจักษ์ดี ผู้ฝึกตนที่สร้างวร
ยุทธ์ได้อย่างราบรื่น สิบคนจะมีก็เพียงหนึ่ง
กระทั่งผู้เจียนบรรลุขอบเขตมหายานยังมิกล้าพูดว่าพวกตนจะ
ผ่านการประเมินเลย
แต่ผู้ฝึกตนสองคนนี้ที่ขอบเขตบูรณาการก็ยังไปไม่ถึงกลับกล้า
พูดหน้าตาเฉยว่าจะติดอันดับแรก ๆ
ซ ้าร้าย ท่าทียังแสนเฉยชาไม่สนใจ ราวกับพวกตนชนะแล้ว
กระนั้น
เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวเมินคำเย้ยเยาะของปวงชนไป
อย่างสมบูรณ์
ทั้งสองล้วนมิใช่ผู้ชอบโต้เถียงกับใคร
มองตรงไปเบื้องหน้าอย่างเฉยชา รอผลการประเมิน
เซียนมนุษย์ทั้งสิบเริ่มตรวจสอบวรยุทธ์กันแล้ว
พวกเขาสืบจิตสัมผัสเข้าไปในดวงแสงสีทองอันจารึกวรยุทธ์
เอาไว้
“วิชานี้แค่พอใช้งานได้ ผลการโจมตีก็งั้น ๆ สองแต้ม”
“หลับหูหลับตาเพิ่มอำนาจกฎเกณฑ์ ต่อให้ปลดปล่อยเคล็ดพลัง
ออกมาได้ก็แค่ธรรมดา หนึ่งแต้ม”
“ไม่เลว วิชานี้เพิ่มพละกำลังได้สองเท่า ห้าแต้ม”
ดวงแสงดวงแล้วดวงเล่าถูกให้คะแนน พวกมันส่วนใหญ่ได้แค่
แต้มสองแต้ม น้อยนักจะมาถึงห้าแต้มได้
ผู้ฝึกตนทุกคนที่เข้ารับบททดสอบกระวนกระวายสุดขีด
“ดูเหมือนระดับคะแนนจะไม่เกี่ยวกับระดับกฎเกณฑ์ของวรยุทธ์
รู้แบบนี้ข้าคงไม่มัวตะกายแต่กฎเกณฑ์ระดับสูง ๆ หรอก”
“มิคาดเลยว่าห้าแต้มจะเป็นแต้มสูงแล้ว”
“ใช่เลย ในสายตาเซียนมนุษย์เหล่านี้ สรรพสิ่งที่ผู้ฝึกตนอย่าง
เราสร้างล้วนเป็นขยะ ได้ห้าแต้มก็เลิศแล้ว”
เซียนมนุษย์เหล่านี้ให้คะแนนกันรวดเร็วยิ่ง เห็นระดับวรยุทธ์
ทั้งหลายได้ในเหลือบตาเดียว
ประมุขศาลาสามถ่ายทอดกระแสปราณหาประมุขศาลาหก “ครั้ง
หน้าอย่าตั้งโจทย์ประเมินงี่เง่าแบบนี้อีกนะ พอเห็นวรยุทธ์ขยะพวกนี้
แล้วข้าคลื่นไส้นัก”
ประมุขศาลาหกตอบอย่างจนใจ “แล้วข้าจะทำเช่นไรได้ ผู้ฝึกตน
เหล่านี้ขอบเขตต่างกันมหาศาล ให้ประลองอะไรกันไม่ได้เลย”
“นอกจากนั้น การประลองวรยุทธ์เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก อย่า
ประมาทอัจฉริยะจากศาลาสาขาเชียว มิใช่ก่อนหน้านี้ถูกแย่ง
ตำแหน่งไปหลายทีแล้วหรือ… หือ!”
ขณะประมุขศาลาหกกำลังพูด เขาพลันส่งเสียงร้องเบา ๆ
“วรยุทธ์นี้สมบูรณ์แบบจริง ๆ ผู้ฝึกตนระดับต ่าสร้างวรยุทธ์เช่นนี้
ออกมาได้อย่างไร พวกเจ้าโกงชัด ๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าสองคน
ช่วยขัดเกลามันให้สมบูรณ์”
ประมุขศาลาหกกล่าวกับประมุขศาลาสี่และประมุขศาลาเจ็ด
ประมุขศาลาทั้งสองทำเพียงยิ้มบาง ไม่พูดอะไรมาก
“สิบแต้ม!”
ประมุขศาลาหกให้คะแนนดวงแสง
ทันทีที่คะแนนนี้ปรากฏ เหล่าผู้ชมก็ส่งเสียงฮือฮา
“มีผู้ได้คะแนนเต็ม!”
“นี่เป็นวรยุทธ์แรกเลยที่เกินห้าแต้ม และเป็นสิบแต้มเต็มเสียด้วย
วิชาใดกันทำให้ประมุขศาลาหกพอใจได้เพียงนี้?”
“สร้างวรยุทธ์ให้เซียนพอใจได้ คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะแน่ ๆ”
หัวใจของเหล่าผู้เข้าร่วมการประเมินทั้งตกใจและคาดหวัง
พวกเขาฝันหวานในใจ คาดหวังว่านั่นจะเป็นวิชาที่พวกตนสร้าง
มุมปากชิวผิงเซิงยกยิ้ม
มิต้องสงสัยเลยว่าวรยุทธ์สิบแต้มนี้ต้องเป็นของเขาแน่
วิชาที่บิดาเขาขัดเกลาด้วยตนเอง หากมิได้สิบคะแนนสิจึงพูดไม่
ออก
ประมุขศาลาใหญ่ประเมินวรยุทธ์ทั้งหลายอย่างเนิบเนือย วรยุทธ์
ขยะเหล่านี้หาควรค่าให้ชำเลืองซ ้าไม่ แต่เมื่อเขาได้ประจักษ์วรยุทธ์
หนึ่ง เขาก็ชะงักไปชั่วประเดี๋ยว ก่อนจะพลันประกาศ
“วิชานี้ สิบแต้ม”
หัวใจปวงชนเต้นระทึกรัวเร็ว สิบแต้มอีกคนแล้ว!
หลังประกาศคะแนน ประมุขศาลาใหญ่ก็ถ่ายทอดกระแสปราณ
หาประมุขศาลาสี่ หกและเจ็ด
“พวกเจ้าสามคนช่วยทายาทขัดเกลาวรยุทธ์หรือ? วรยุทธ์เช่นนี้
สมบูรณ์แบบเสียจนพอประกาศออกไป มันจะไม่จบดีนะ”
ชิวเฟิง ประมุขศาลาสี่ตอบ “ข้าไม่โง่ขนาดนั้น ไม่ทำให้มัน
สมบูรณ์แบบเกินไปหรอก”
ประมุขศาลาหกเสริม “ข้าก็แค่ช่วยปรับปรุงนิด ๆ หน่อย ๆ เอง”
ประมุขศาลาเจ็ดว่า “ข้าทำให้มันดูธรรมดามาก อย่างมากก็เจ็ด
แปดแต้มเท่านั้นแหละ”
ประมุขศาลาใหญ่ชำเลืองคนทั้งสามอย่างไม่ยอมเชื่อ
หากวรยุทธ์สมบูรณ์แบบเช่นนี้มิได้มาเพราะเซียนมนุษย์เหล่านี้
ช่วย มันก็มีแต่สร้างโดยศิษย์ระดับต ่าเหล่านั้นเอง