สู่วิถีอมตะ - บทที่ 548 โจทย์ประเมินรอบที่สอง
ดวงตาของเจียงผิงอันมองทะลุได้หลายสิ่ง รวมถึงดวงแสงสีทอง
ตรงหน้าเขาด้วย
โจทย์ในดวงแสงสีทองเหล่านี้เหมือนกันทุกประการ
หมายความว่า เขาจะเลือกดวงแสงดวงใดก็ช่าง ผลลัพธ์ก็ยัง
เหมือนเดิม
เมื่อเห็นเจียงผิงอันนิ่งงันไม่เคลื่อนไหว ประมุขศาลาหญิงก็กล่าว
เนิบ ๆ “มิต้องกังวล เลือกอย่างสบายใจเถิด ทุกสิ่งล้วนเป็นชะตา”
เจียงผิงอันมิกล้าบอกผล ต่อให้เขาพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ แต่ตัว
เขารังแต่จะเกิดปัญหาเสียเปล่า ๆ
เขาสงบใจลงแล้วยกมือแตะดวงแสงดวงหนึ่งอย่างเรียบเฉย
ดวงแสงสีทองระเบิดออก แล้วแถวอักษรขนาดใหญ่ก็ปรากฏบน
ฟ้า
‘หัวข้อ: ศึกเผชิญหน้าความกลัว’
‘[ค่ายกลจิตคะนึงสะบั้นใจ] ค่ายกลพิเศษนี้สามารถเข้าถึงความ
กลัวของผู้ฝึกตน สร้างคู่ต่อสู้ที่ผู้ฝึกตนนั้น ๆ กลัวที่สุดขึ้นมาได้’
‘ให้ผู้เข้าประเมินเข้าสู่ค่ายกล สู้กับคู่ต่อสู้ที่กลัวที่สุดในขอบเขต
เดียวกัน คะแนนจะถูกตัดสินตามระยะเวลาการต่อสู้’
‘คนแรกที่ออกมาจะได้สิบแต้ม คนที่สิบได้หนึ่งแต้ม หลังจากนั้น
จะไม่ได้คะแนน’
‘ในระหว่างนี้ ห้ามใช้โอสถและอาวุธวิเศษใด ๆ’
เมื่อเห็นโจทย์ สีหน้าของผู้เข้าทดสอบทั้งร้อยกว่าคนล้วนหมอง
ลง
ผู้ฝึกตนที่ไม่ผ่านการประเมินล้วนมีสีหน้ารอชมเรื่องสนุก
“ฮ่า ๆ น่าสนใจ ด่านนี้น่าสนใจจริง ๆ”
“ข้าว่ามันยากกว่าด่านแรกนะ”
“ยากอยู่แล้ว ทุกคนล้วนมีความกลัวในใจ หากคิดชนะก็ต้องข้าม
ผ่านความกลัวนั้นไป แต่ในเมื่อมันคือความกลัว ใครจะเอาชนะมันได้
ง่าย ๆ เล่า?”
ผู้เข้าประเมินร้อยกว่าคนล้วนมองเจียงผิงอันด้วยสายตาไม่เป็น
มิตร
เจ้านี่น่าโมโหนัก เลือกโจทย์ยากเช่นนี้มาเสียได้
อย่าว่าแต่จะออกมาจากค่ายกลได้เร็วหรือไม่ แค่ให้ข้ามผ่าน
ความกลัวยังยากยิ่งเลย
ความกลัวนี้อาจจะเป็นคู่ต่อสู้รับมือยาก หรือจะเป็นผู้ฝึกตน
แข็งแกร่งที่คนผู้นั้นประจักษ์เห็นฤทธาจึงเกิดความกลัวก็ได้
ต่อให้ศัตรูจะปรากฏในขอบเขตเดียวกัน ก็มิใช่ผู้ที่จัดการง่าย
อย่างเห็นได้ชัด
เจียงผิงอันมองหัวข้อตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์
ไม่ว่าเขาจะเลือกอะไร ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม
เขามีสังหรณ์ร้ายในใจ การได้วิชาจำแลงเซียนมาอาจมิง่ายเสีย
แล้ว
ประมุขศาลาใหญ่เอ่ยช้า ๆ “การต่อสู้กับความกลัวก็คือต้องหัน
หน้าเผชิญความกลัว ข้าหวังว่าพวกเจ้าแต่ละคนจะไม่สนใจผลลัพธ์
สุดท้าย ใช้การประเมินนี้เป็นการขัดเกลาอย่างหนึ่ง”
“หากเจ้าก้าวข้ามความกลัวในใจได้ ประโยชน์จะเกิดมากมาย”
อักขระลึกลับตัวแล้วตัวเล่าลอยมาตรงหน้าปวงชน ก่อเป็นม่าน
เขตค่ายกลคล้ายม่านอาคมร้อยสิบสามแห่ง
“การประเมินด่านที่สองเริ่ม ณ บัดนี้ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะผ่าน
การประเมิน ได้วิชาจำแลงเซียนกันนะ”
สิ้นเสียงของประมุขศาลาใหญ่ ผู้ฝึกตนทั้งร้อยสิบสามก็พุ่งเข้าสู่
ค่ายกล
มิเพียงครั้งนี้ต้องข้ามผ่านความกลัว ยังมีกำหนดเวลาด้วย
หากติดสิบอันดับแรกมิได้ ก็เท่ากับถูกตัดสิทธิ์
ชิวผิงเซิงหาได้รีบร้อนไม่ เขาเดินช้า ๆ ไปหาค่ายกล
ด่านแรกเขาไม่ได้คะแนนเต็ม ดังนั้นศึกนี้เขาต้องออกมาคนแรก!
คู่ต่อสู้ที่เขากลัวที่สุดคือพี่ใหญ่ของเขา
ห้าปีมานี้ เขาต่อสู้อยู่ในค่ายกลนี้มาตลอด ทราบถึงวิธีการและ
ลักษณะการต่อสู้ของพี่ใหญ่ และเรียนวิชาบางวิชามาเพื่อข่มฤทธิ์พี่
ใหญ่ของตน
ชิวผิงเซิงชำเลืองเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวอย่างเย็นชา
ต่อให้สองคนนี้ได้คะแนนเต็มในโจทย์ประเมินแรก ก็บอกได้เพียง
ว่าทั้งสองมีฝีมือด้านสร้างวรยุทธ์เท่านั้น
ด่านนี้ยากเย็นแสนเข็ญ มิใช่ทุกคนจะสามารถข้ามผ่านความ
กลัวในใจได้ หากทำได้กันหมด มันยังจะเรียกเป็นความกลัวได้อยู่
หรือ?
ทั้งเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวล้วนสังเกตเห็นสายตาของชิ
วผิงเซิง เมินเขาไปแล้วก้าวตรงเข้าสู่ค่ายกล
เมื่อเข้ามาด้านใน ภายใต้อิทธิพลของค่ายกล ศัตรูและคู่ต่อสู้ที่
ปวงชนกลัวที่สุดในใจจะปรากฏขึ้น
คู่ต่อสู้บางคนเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานในศาลาเติงเซียน บ้างเป็น
สัตว์ประหลาดเฒ่าผู้ลือนามมาเนิ่นนาน กระทั่งมีคนผู้หนึ่งที่มีประมุข
ศาลาปรากฏตรงหน้า!
คู่ต่อสู้ทุกคนมีขอบเขตเท่าเทียมกับตัวผู้ฝึกตน
“ฮ่า ๆ เจ้าคนนั้นช่างน่าสงสารแท้ คู่ต่อสู้ดันเป็นประมุขศาลาเสีย
ได้ เขาต้องเคยเห็นประมุขศาลาสู้มาก่อนเลยกลัวแหง ๆ แต่หากคิด
เอาชนะประมุขศาลาก็เป็นไปไม่ได้เลย”
“การประเมินนี้น่าสนใจจริง ๆ อย่าว่าแต่เอาชนะคู่ต่อสู้เลย ทนให้
ได้ก็เยี่ยมแล้ว”
“ไม่รู้เลยว่าผู้ใดจะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ก่อน ด่านนี้ช่างยากจริง ๆ”
ศิษย์มากมายที่ตกการประเมินรอบแรกพลันรู้สึกโล่งใจยามเห็น
ความยากของด่านนี้
ต่อให้ผ่านด่านแรกมาได้แล้วมาตกที่ด่านนี้ ก็หมดโอกาสสู้ชิง
วิชาจำแลงเซียนอยู่ดี
วิชาจำแลงเซียนมีไว้สำหรับศิษย์หัวกะทิที่สุดเท่านั้น
ศิษย์ศาลาสาขาแคว้นชางหลานจ้องมองค่ายกลจุดที่โหยวเชียน
ชิวอยู่ และพบว่าคู่ต่อสู้ที่เขากลัวที่สุดก็คือเซินถูอี้ผู้บรรลุเต๋าด้วยการ
ฆ่าฟัน
หร่านหงเฉินกล่าวกับเซินถูอี้ยิ้ม ๆ “ดูเหมือนข้าจะยังเดาพลาด
มิคาดเลยว่าคู่ต่อสู้ที่เขากลัวที่สุดในใจจะเป็นเจ้า”
สีหน้าของเซินถูอี้ไร้อารมณ์ ความแข็งแกร่งของเขาไร้กังขา จึง
ไม่แปลกหากจะเป็นผู้ที่โหยวเชียนชิวนึกกลัวในใจ
แต่เขาก็ไม่สบายใจที่ตนเองไม่ผ่านการประเมิน
“เอ๋ ทำไมจึงไม่มีคู่ต่อสู้ข้างหน้าศิษย์น้องหญิงเฉียนกัน?”
ศิษย์จากสาขาแคว้นชางหลานผู้หนึ่งที่จับตามองเฉียนฮวั่นโหรว
มาตลอดพบว่า หลังนางเข้าสู่ค่ายกล ศัตรูหาได้ปรากฏตัวไม่
ปวงชนหันมองค่ายกลที่เฉียนฮวั่นโหรวอยู่ และพบว่าไม่มีศัตรู
อยู่จริง ๆ
“ตรงหน้าเจียงผิงอันก็ไม่มีศัตรู!” ใครอีกคนตะโกนขึ้น
ผู้คนทยอยกันหันมามองค่ายกลที่ทั้งสองอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ
คนอื่น ๆ เข้าสู่การต่อสู้แล้ว มีเพียงเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่น
โหรวที่ศัตรูไม่ปรากฏตัว
“เกิดอะไรขึ้น? ค่ายกลของสองคนนี้พังหรือ?”
“หากค่ายกลพัง ประมุขศาลาต้องรู้สิ”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมสองคนนี้จึงไม่ปรากฏศัตรู? ในใจ
พวกเขาไม่กลัวใครเลยหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ ใครบ้างจะไร้คู่ต่อสู้ที่กลัวในใจ?”
ผู้ฝึกตนที่สังเกตเห็นเหตุการณ์ประหลาดนี้ประหลาดใจยิ่ง
กระทั่งสงสัยว่าค่ายกลที่ทั้งสองอยู่พัง
เฉียนฮวั่นโหรวไล้มือตามผมของตน ก่อนจะหันเดินช้า ๆ ออก
จากค่ายกล
นางเผชิญอัจฉริยะในภพแร้นแค้นมาเกินนับ เอาชนะคู่ต่อสู้คน
แล้วคนเล่าจนมาถึงจุดสูงสุด
ในจุดสูงสุด ไร้ตัวตนใดทำให้นางกลัวได้
เมื่อมาถึงภพบุกเบิก แม้จะได้พบผู้แข็งแกร่งมากมาย แต่นางก็ไม่
เคยเห็นผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ต่อสู้มาก่อน
เมื่อไม่เห็นฤทธา คนเหล่านี้ก็มิอาจเกิดเป็นคู่ต่อสู้ในค่ายกล
ย่อมไร้ศัตรูใด ๆ
ต่อให้นางเห็นพวกเขาต่อสู้ นางก็หากลัวพวกเขาในขอบเขต
เดียวกันไม่
เมื่อเฉียนฮวั่นโหรวก้าวพ้นค่ายกล นางก็หันมองค่ายกลที่เจียง
ผิงอันอยู่ พบว่าชายผู้นี้ก็เพิ่งเดินออกมา
เจียงผิงอันกวาดล้างอัจฉริยะในหนึ่งยุคสมัย หัวใจไร้เทียมทาน
กระทั่งมหาจักรพรรดิในขอบเขตเดียวกันยังพิชิตได้ ในโลกนี้ เขาไร้
คู่ต่อสู้ร่วมขอบเขตใด ๆ ที่นึกกลัว
คนทั้งสองเดินออกจากค่ายกลพร้อมกัน ชำเลืองกันแล้วยิ้มให้
อีกฝ่ายบาง ๆ
จัตุรัสเดือดพล่านทันที
“สองคนนั้นต้องโกงแน่ ๆ ศัตรูของพวกเขาไม่แม้แต่จะโผล่มา!”
“หากโกง ประมุขศาลาจะรู้แน่นอน แต่ไฉนพวกเขาจึงยังนิ่งเฉย
เล่า?”
“เจ้าบื้อไปแล้วหรือ? ใครจะกล้าโกงต่อหน้าประมุขศาลาทั้งสิบ
ท่าน?”
“หากมิได้โกง ก็มีความเป็นไปได้สองอย่าง หากพวกเขาไม่ไร้
เทียมทาน ก็จิตแข็งหามีความกลัวในใจไม่”
ได้ยินเช่นนี้ ปวงชนล้วนตกตะลึงจังงัง
เส้นทางไร้เทียมทานคือเส้นทางอันก้าวเดินได้ยากที่สุด ขอเพียง
เริ่มเดินบนเส้นทางสายนี้ ก็ต้องไร้เทียมทานในหนึ่งยุคสมัย มิอาจ
พ่ายแพ้ได้แม้แต่หน
การมีหัวใจไร้เทียมทานมิได้ง่าย ต้องมีความเชื่อมั่นใจตนเอง
อย่างสุดขั้วและหัวใจอันกล้าแข็ง
ไม่ว่าทางใด นี่ก็เป็นระดับที่คนทั่วไปมิอาจคะเนได้
คนทั้งสองยืนเคียงกันเยี่ยงดาราคู่จรัสเรือง สาดส่องรัศมีเจิดจ้า
เกินใดเปรียบ ทำให้ผู้คนมิกล้ามองตรง ๆ