สู่วิถีอมตะ - บทที่ 552 สามระบบฝึกฝน
“ข้าบอกพวกเจ้าแล้วว่าอย่าหวังวิชาจำแลงเซียน ทีนี้เข้าใจหรือ
ยัง”
ณ ศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชางหลาน เรือนพักประมุขศาลา
ประมุขศาลาหลัวซู่นั่งบนเก้าอี้ ตรงหน้านางมีเฉียนฮวั่นโหรวกับ
เจียงผิงอันยืนอยู่
พวกเขากลับมายังศาลาสาขาแล้ว
หลัวอีเฟยกอดแขนหลัวซู่ “ข้าก็บอกพวกเขาแล้วเช่นกัน แต่
พวกเขาก็ไม่เชื่อ ใครจะให้ของดีกับคนนอกเล่า”
หลัวซู่เมินบุตรีตน เงยหน้ามองทั้งสองอย่างชื่นชม
นางทราบเรื่องในศาลาหลักแล้ว และประหลาดใจกับผลงานของ
ทั้งสองยิ่ง
“พวกเจ้าสองคนเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ แต่นามอัจฉริยะมีผล
เพียงเล็กน้อย ความแข็งแกร่งต่างหากที่สำคัญที่สุด”
“ข้าอยากให้พวกเจ้าทิ้งเส้นทางนี้ไป แต่ในเมื่อพวกเจ้าไม่ฟัง ก็
เดินทางไปให้ไกลที่สุดเถิด”
หลัวซู่ยกมือ ส่งม้วนหยกสองม้วนให้กับเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่น
โหรว
“นี่เป็นระบบการฝึกฝนบางส่วนที่ข้าเรียบเรียงมา พวกมัน
แตกต่างจากระบบฝึกฝนที่ราชันศักดิ์สิทธิ์สร้าง พวกเจ้าลองอ่านดู
มันอาจเป็นประโยชน์กับพวกเจ้าที่สร้างระบบฝึกฝนเองก็ได้”
“ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทางของพวกเจ้าถูกหรือผิด พวกเจ้ามีแต่ต้อง
สัญจรดูเอง”
“ในระหว่างนี้ ข้าจะปกป้องพวกเจ้าให้ได้มากที่สุด มิต้องกังวลว่า
จะล่วงเกินศาลาหลัก ข้ายามนี้ยังไม่ตาย พวกเขาไม่กล้าทำอะไรพวก
เจ้าหรอก”
เซียนมนุษย์คือกระบี่ไร้เทียมทานอันมีฤทธายิ่งใหญ่
ไร้ผู้ใดกล้าเปิดศึกเต็มรูปแบบกับขุมกำลังที่มีเซียนมนุษย์ หาก
ไปล่วงเกินเซียนมนุษย์เข้า ทายาททั้งปวงถูกศัตรูฆ่าสิ้น ต่อให้อยาก
ก็มิอาจห้ามได้
ต่อให้สองขุมกำลังซึ่งมีเซียนมนุษย์เกิดความขัดแย้ง ส่วนใหญ่ก็
จะเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้น้อย ยากจะเพิ่มระดับมาถึงเซียนมนุษย์
ปกติแล้วผู้แข็งแกร่งจะไม่ลงมือ ให้ผู้น้อยประชันสู้กัน แต่พวก
เขาก็สามารถส่งเสริมให้ผู้น้อยของพวกตนเติบโตได้
เมื่อหลัวซู่เสนอตัวช่วย เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวก็เปี่ยม
ด้วยอารมณ์สะท้านสะเทือน
เดิมที พวกเขาตั้งใจจะออกจากศาลาเติงเซียน
หลัวซู่ดีกับพวกเขาเพียงนี้ พวกเขาก็ละอายเกินกว่าจะหายไป
เงียบ ๆ
หลัวซู่พูดต่อ “แม้วิชาจำแลงเซียนจะดี แต่มันไม่ใช่ของพวกเจ้า”
“หากอยากได้พลังเซียน พวกเจ้าจะไปหาซากเซียนกันก็ได้”
เฉียนฮวั่นโหรวกับเจียงผิงอันผงะไปเล็กน้อย “ซากเซียน?”
หลัวซู่ลุกขึ้นกล่าว “มันคือซากศพของเซียน อดีตกาลมีศึกใหญ่
มากมาย มีเซียนมนุษย์หลายนามตกตาย ซากศพบางส่วนกระจัด
กระจายในโลกหล้า”
“ต่อให้เป็นโลหิตเซียนสักหยดก็ยังมีพลังเซียนแข็งแกร่งยิ่ง
สามารถทำให้ปุถุชนกลายเป็นอัจฉริยะไร้เทียมทานได้ แต่ก่อนหน้า
นั้น ปุถุชนที่ว่าต้องทนพลังเซียนให้ได้เสียก่อน”
“ไม่นานนี้ รัศมีเซียนสายหนึ่งปรากฏใกล้ ๆ เมืองเทพจันทรา
อย่างผิดปกติ คาดว่าน่าจะเป็นการปรากฏของซากเซียนโบราณ”
“ยอดฝีมือมากมายออกตามหามัน หวังจะเจอซากเซียน พวกเจ้า
ก็ไปลองแสวงโชคดูได้”
“หากพวกเจ้าโชคดี เจอซากเซียนแล้วผสานเข้ากับร่างเจ้าด้วย
วิชาลับ ก็จะช่วยพัฒนาพรสวรรค์ของพวกเจ้าอย่างมหาศาล”
“แม้ผลของมันจะดีไม่เท่าวิชาจำแลงเซียน ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรละ
นะ”
เจียงผิงอันส่ายหัว “โชคเคราะห์เป็นมายา ไร้ผู้ใดแน่ใจได้ หาก
แสวงหาอย่างไร้เป้าหมายก็แค่เสียเวลาเปล่าเท่านั้นขอรับ”
หลัวซู่แย้มยิ้ม “ขอบเขตของเจ้าต ่าเกินไป ไม่รู้ถึงอำนาจแห่ง
โชค ในเมื่อจะไม่ไปก็ฝึกฝนให้ดีเถิด หากมีสิ่งใดที่ไม่เข้าใจในการ
ฝึกฝน ถามข้าได้”
หลัวซู่อดทนอย่างยิ่ง แม้นางจะเป็นเซียนมนุษย์ แต่กลับไม่ทำให้
รู้สึกห่างเหินคนละชั้น
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวกุมกำปั้นคารวะ ก่อนจะหันกาย
กลับไปฝึกฝน
เขารอสร้างขอบเขตที่สี่ พัฒนาการฝึกฝนของตนไม่ไหวแล้ว
ไม่ว่าเขาในขอบเขตนี้จะแข็งแกร่งเพียงไร เขาก็เป็นเพียงผู้ฝึก
ตนซึ่งบรรลุกฎเกณฑ์ขั้นสามคนหนึ่ง มิอาจบรรลุเป็นเซียนได้
ในม้วนหยกที่หลัวซู่ให้เขามาในระบบการฝึกฝนสามระบบ
ระบบแรกคือพลังแห่งศรัทธา พัฒนาตนเองโดยดูดซับความ
ศรัทธาของสาวก ยิ่งพลังแห่งศรัทธากล้าแข็ง พลังต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง
จากข้อมูลที่บันทึกไว้ ยามกำลังของภพเซียนรุกล ้าภพบุกเบิก
ยอดฝีมือซึ่งรวบรวมพลังแห่งศรัทธาทั่วทั้งภพบุกเบิกผู้หนึ่งสังหาร
เซียนลงได้มากมาย
ภพเซียนพยายามโจมตีอยู่นานก็ไม่เป็นผล จึงเริ่มใช้วิธีการ
สกปรกโดยการกระจายข่าวลือ
ข่าวลือกล่าวว่าพลังแห่งศรัทธาจะดูดซับความแข็งแกร่งและโชค
ของผู้อื่น ทำให้อายุขัยเสียหาย และยังบอกว่ายอดฝีมือท่านนี้โลภ
มากเห็นแก่ตัว อยากจะเรืองฤทธิ์เพียงลำพัง
ตัวตนทั่วไปไม่เข้าใจสถานการณ์ หลงคิดไปว่าเป็นเรื่องจริง และ
ไม่เชื่อถือยอดฝีมือท่านนี้อีกต่อไป
ผู้อาวุโสท่านนี้มีจุดจบน่าเวทนา ศรัทธาต่อเขาเสื่อมถอย นำไปสู่
ความเสื่อมสลายของพลังต่อสู้ สุดท้ายก็ถูกรุมสังหารโดยยอดฝีมือ
จากภพเซียน
แล้วภพบุกเบิกก็พังทลาย สรรพสิ่งส่วนใหญ่ดับสลาย
จนมหาจักรพรรดิและยอดฝีมือคนอื่น ๆ ปรากฏตัวขึ้น จึงช่วย
ภพบุกเบิกไว้ได้
พลังแห่งศรัทธาแข็งแกร่งยิ่ง แต่มิใช่พลังของตนเอง เป็นอำนาจ
ภายนอกแขนงหนึ่ง จึงถูกอำนาจภายนอกเข้ารบกวนได้ง่าย
แม้ในภพบุกเบิกขณะนี้จะยังมีขุมกำลังบางแห่งใช้พลังแห่ง
ศรัทธาอยู่ พวกเขาก็เป็นเพียงชนกลุ่มน้อย ขณะที่ส่วนใหญ่ใช้ระบบ
การฝึกฝนของราชันศักดิ์สิทธิ์
ระบบการฝึกฝนที่สองคือมนตรา
ผู้ใช้ระบบการฝึกฝนนี้ถูกเรียกว่าจอมเวท พวกเขาใช้การร่าย
มนตร์สื่อสารกับอำนาจฟ้าดิน สร้างเป็นพลังเหนือธรรมดา
ข้อเสียของระบบการฝึกฝนนี้คืออ่อนแอยามเผชิญการต่อสู้
ประชิดตัว และการร่ายมนตร์กินเวลา
ระบบฝึกฝนนี้แข็งแกร่งมาก แต่ข้อเสียก็ใหญ่หลวงเกินไป สอง
ฝ่ายประมือ จอมเวทยังร่ายมนตร์ไม่เสร็จ ผู้ฝึกตนอีกฝ่ายก็พุ่งเข้าไป
ปาดกระบี่ตัดคอตายได้แล้ว
ระบบการฝึกฝนที่สามมีชื่อว่าระบบวิวัฒน์ชีพ
นี่เป็นระบบการฝึกฝนที่พัฒนาร่างกายมนุษย์ ถือว่าร่างกาย
มนุษย์เป็นปาฏิหาริย์สูงสุดในโลกหล้า สามารถสรรค์สร้างได้ทุกสิ่ง
ระบบการฝึกฝนเช่นนี้บูชาและพัฒนาร่างกายมนุษย์อย่างไม่ลืม
หูลืมตาเกินไป ต่อต้านพลังภายนอกอย่างยิ่ง ผลก็คือการพัฒนาติด
คอขวด ไม่เคยมียอดฝีมือระดับเซียนมนุษย์ปรากฏ
ผู้ฝึกตนประเภทนี้ดูคล้ายผู้ฝึกกายาอยู่นิดหน่อย แต่ก็แตกต่าง
กันมาก
ผู้ฝึกกายาฝึกฝนปราณโลหิต ใช้วรยุทธ์ได้ แต่ระบบการฝึกฝน
เช่นนี้พัฒนาเพียงร่างกาย มิได้สร้างวรยุทธ์วิชาใด
เพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาฝึกฝนกระดูกเป็นอาวุธ ใช้งาน
กระดูกในการต่อสู้ พัฒนาฟันและเล็บให้คมดุจเขี้ยวเล็บสัตว์ งอกปีก
เพื่อโบยบิน…
เพื่อวิวัฒน์สู่ความแข็งแกร่งกว่า พวกเขาก็กลับกลายเป็นตัว
ประหลาดผิดมนุษย์ไป
สรุปก็คือ เส้นทางสายนี้เดินไม่ได้
เมื่อระบบการฝึกฝนของราชันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่นิยม ระบบการ
ฝึกฝนพิกลพิการที่ต้องเปลี่ยนตนเองเป็นสัตว์ประหลาดนี้ก็พังทลาย
หายไปเอง
ระบบการฝึกฝนนี้ ภายหลังก็ถูกเรียกว่านอกรีต
ทว่า เรื่องที่เจียงผิงอันตกใจก็คือ ความเข้าใจในร่างกายมนุษย์
ของระบบการฝึกฝนเช่นนี้สูงล ้าเกินคาดคิดจนเหลือเชื่อ
ความเข้าใจต่อจุดชีพจรของพวกเขาลึกล ้ายิ่งกว่าหทัยสูตร
จักรพรรดิมนุษย์ บทชีพจรอีก!
มิเพียงเข้าใจลึกซึ้งต่อจุดชีพจร พวกเขายังเข้าใจเรื่องกระดูก
ตันเถียนและโลหิตเลิศล ้าเกินธรรมดา
พวกเขากล่าวว่าร่างกายมนุษย์สร้างจากสิ่งเล็กจ้อยที่เรียกว่า
‘ปฐมสสาร’ และการควบคุม ‘ปฐมสสาร’ เล็กจ้อยเหล่านี้ก็สามารถทำ
ให้ร่างกายมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงได้……
เจียงผิงอันสนใจระบบการฝึกฝนซึ่งถูกเรียกว่านอกรีตนี้อย่างแรง
กล้า
เขาสังหรณ์ว่า โอกาสทะลวงสู่ขอบเขตถัดไปอยู่ในระบบการ
ฝึกฝนนี้แหละ!
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังเตรียมตัวศึกษาระบบวิวัฒน์ชีพ กลิ่นหอม
อ่อน ๆ ก็โชยมาแตะนาสิก
เจียงผิงอันเงยหน้าขึ้น และพบว่าผู้ยืนอยู่ตรงหน้าตนคือเสี่ยว
เซียง
ไม่รู้นางไปเปลี่ยนอาภรณ์มายามใด นางแต่งกายราวชุดแต่งงาน
สตรีสูงศักดิ์ ให้ความรู้สึกทรงอำนาจสูงส่ง
เรียวขางดงามปรากฏเค้าในอาภรณ์ขณะเดิน อัญมณีสีน ้าเงินคู่
หนึ่งซึ่งห้อยใต้ใบหูไหวไปมาเบา ๆ
เจียงผิงอันผงะไปเล็กน้อย ถามขึ้นอย่างสงสัยว่า “เสี่ยวเซียง
วันนี้วันอะไรหรือ ไฉนเจ้าแต่งตัวเต็มยศจัง?”
เขารู้สึกคลับคล้ายอาภรณ์ของอีกฝ่ายเหมือนจะแต่งงานชอบกล
“เจ้านอนลง ข้าเพิ่งพินิจระบบการฝึกฝนมา เกิดความเข้าใจขึ้น
เล็กน้อย อยากทดสอบมันกับเจ้า”
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเสียงเรียบ
“อะ- อ้อ”
เจียงผิงอันเอนตัวลงนอนทันที ถามอย่างเคร่งขรึมว่า “จะทดสอบ
อย่างไร?”
สมเป็นเสี่ยวเซียง บรรลุเข้าใจไวเหลือเกิน
“เจ้าอย่าขยับตัวนะ หลับตาลง ที่เหลือข้าจัดการเอง” เฉียนฮวั่น
โหรวกล่าว
“ได้”
เจียงผิงอันมิได้คิดอะไรมากเลย