สู่วิถีอมตะ - บทที่ 553 กลายพันธุ์
สามวันให้หลัง เฉียนฮวั่นโหรวจัดอาภรณ์ ใบหน้าแดงก ่าเปี่ยม
ความอิ่มเอมสุขสำราญ
เมื่อโคจรปราณวิญญาณเล็กน้อย เหงื่อบนร่างของนางก็ระเหย
หาย ก่อนจะหันกลับมาถาม “ผิงอัน ข้าจะออกไปหาซากเซียน เจ้าจะ
มากับข้าไหม?”
“เสี่ยวเซียง ไฉนเจ้าถึง…”
“หากเจ้าไม่ไป ข้าไปนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวหาฟังวาทะเจียงผิงอันไม่ นางหันกายจากไป
เจียงผิงอันถอนใจอยากอับจน ร่างของเขาเต็มไปด้วยน ้าลาย
ของเสี่ยวเซียง ใครจะคิดกันว่าจักรพรรดิสูงสุดจากราชวงศ์ผู้ยิ่งใหญ่
จะทำเรื่องเช่นนี้
แต่เขาก็โทษตนเองที่ไม่หยุดนาง
ภายหน้าจะเผชิญสหายเฉียนอวี่เช่นไร?
เฮ้อ~ เสี่ยวเซียงน่าจะแค่วู่วามเพียงหนเท่านั้นแหละ ภายหน้าคง
ไม่ทำเรื่องแบบนี้แล้ว
เขาทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน ตั้งอกตั้งใจศึกษา ‘ระบบวิวัฒน์ชีพ’
เรื่องพิเศษที่สุดของระบบการฝึกฝนนี้ก็คือ การศึกษาร่างกาย
มนุษย์ของพวกเขาบรรลุถึงระดับอันเกินคาดคิด
มันเป็นสำนักของตนเอง มีนิยามและหลักการอันสมบูรณ์ และ
จากการศึกษานี้ เจียงผิงอันกระทั่งต้องยอมรับว่าเส้นทางนี้ถูกต้อง
ขั้นตอนแรกของ ‘ระบบวิวัฒน์ชีพ’ คือการขัดเกลากล้ามเนื้อและ
กระดูก พัฒนาพละกำลังปฐมภูมิ ขั้นตอนนี้ไม่ได้น่าประหลาดใจ
เหมือนกับการฝึกฝนกายาทั่วไป
ขั้นตอนที่สองพัฒนาอวัยวะภายใน ทั้งพลังชีวิต การย่อยสลาย
การขับพิษและการฟื้นฟู… สรรพสิ่งล้วนถูกพัฒนาอย่างมาก
ในขั้นตอนที่สาม อวัยวะภายในทั้งห้าจะถูกใช้เป็นเตาหลอมกา
ยา กลั่นกรองเสริมแกร่งแก่ชีวิต พลังต่อสู้พัฒนามหาศาลไปอีกขั้น
ขั้นตอนที่สี่ อวัยวะทุกส่วนของร่างกายมนุษย์จะประสานเสริม
เป็นอนุกรมอย่างสมบูรณ์แบบ ต่างส่วนล้วนถูกเสริมพลัง ทั้งกระดูก
และอวัยวะภายในกายล้วนถูกควบคุมได้ตามใจ
แม้ร่างแหลกก็ฟื้นตัวได้ทันที งอกปีกได้ ขยายตัวได้ เสริมฤทธิ์
อวัยวะใดก็ได้
ขั้นตอนนี้เองที่พวกเขาเริ่มมีรูปกายผิดลักษณ์ ห่างไกลจาก
ลักษณ์มนุษย์ของตน
เช่นหากพัฒนาดวงตา ดวงตาก็จะมีขนาดใหญ่โตจนอาจใหญ่
กว่าศีรษะมนุษย์
หากพัฒนาพลังโจมตี แขนและมือก็จะมีขนาดใหญ่ผิดมนุษย์…
สรุปคือ คนเริ่มดูไม่เหมือนคนแล้ว
ขั้นตอนที่ห้า อวัยวะที่ได้รับการขัดเกลาก็จะวิวัฒน์เป็น ‘ปฐม
สสาร’ อันเป็นส่วนที่เล็กที่สุดในร่างกายมนุษย์
ในขั้นตอนนี้ พวกเขาประชันเซียนมนุษย์ได้แล้ว แต่ก็มิอาจ
เอาชนะเซียนมนุษย์ได้
เส้นทางการวิวัฒน์จบลงเพียงเท่านี้
เพื่อไขว่คว้าพลัง ผู้เดินบนเส้นทางนี้จึงถูกแยกออกจากขอบเขต
ของ ‘มนุษย์’
เจียงผิงอันไม่อยากเป็นตัวประหลาด และมิได้คิดจะฝึกระบบการ
ฝึกฝนนี้
แต่ระบบฝึกฝนนี้มีความเข้าใจต่อร่างกายมนุษย์อย่างลึกซึ้งยิ่ง
และศึกษาได้
“ไม่มีทฤษฎีว่าด้วยตันเถียน ใช้ห้าอวัยวะภายในเป็นหม้อหลอม
ขัดเกลาการวิวัฒน์อย่างต่อเนื่อง เช่นนั้น ข้าจะสละชีพจร ผสาน
ปราณเข้ากับ ‘ปฐมสสาร’ ที่ว่านั่นได้หรือไม่…”
อวตารวิญญาณเทวะของเจียงผิงอันนั่งใต้พฤกษากระจ่างเต๋า
เริ่มช่วยกันครุ่นคิดว่าจะสร้างขอบเขตที่สี่ ยกระดับการฝึกฝนเช่นไร
เขาใช้วิญญาณเทวะเริ่มทดลองระบบฝึกฝนใหม่ ต่อให้เกิดความ
ผิดพลาด ความผิดพลาดก็จะอยู่กับอวตาร มิกระทบมาถึงร่างจริง
ต่อให้มันระเบิดไป ก็แทนที่ด้วยอวตารร่างใหม่ได้
ขณะเจียงผิงอันกำลังฝึกฝน เรื่องของซากเซียนก็ค่อย ๆ กระจาย
ตัว ยอดฝีมือและขุมกำลังหลักมากมายมุ่งหน้าไปสำรวจหามันใน
บริเวณเมืองเทพจันทรา
มูลค่าของซากเซียนนั้นเกินธรรมดา หลังผสานเข้ากับตัวจะ
สามารถเพิ่มระดับพลังชีวิต พัฒนาพรสวรรค์ ต่อให้ผสานเข้ากับตัว
ไม่ได้ ก็ยังนำไปขายแลกทรัพยากรฝึกฝนมากมาย
ราวสองเดือนจากนั้น ขณะที่เจียงผิงอันกำลังสร้างวรยุทธ์ เสียง
ของประมุขศาลาหลัวซู่พลันดังก้องไปทั่วศาลาเติงเซียน
“ปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมดของศาลาเติงเซียน!”
“ศิษย์ทุกคนที่กลับมาจากเมืองเทพจันทรา ให้รวมตัวกันในลาน
ประลอง! อย่าได้หลบซ่อน หากหลบเลี่ยงจะถูกฆ่าทันที!”
เจียงผิงอันกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการสร้างขอบเขตที่นี่ ยาม
ได้ยินเสียงนี้เขาก็มิได้สนใจ แต่จู่ ๆ ก็นึกถึงบางสิ่งได้แล้วลืมตาขึ้น
เหมือนเสี่ยวเซียงจะไปหาซากเซียนที่เคหาสน์เทพจันทรา และยัง
ไม่กลับมา
ไฉนจู่ ๆ ประมุขศาลาจึงสั่งปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมดซึ่งเป็น
ทางกลับศาลาเติงเซียน?
ไฉนจึงจะให้ผู้ฝึกตนทั้งหมดที่เคยไปยังเคหาสน์เทพจันทรามา
รวมตัวกันที่ลานประลอง?
เจียงผิงอันเกิดสังหรณ์ร้ายในใจ นำยันต์สื่อสารออกมาติดต่อ
เสี่ยวเซียงทันที
แต่ก็ไร้คำตอบ
สังหรณ์ร้ายนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที
เขาทิ้งการสร้างขอบเขต ลุกขึ้นไปยังลานประลอง
เมื่อเจียงผิงอันไปถึงลานประลอง เขาก็พบว่าศิษย์นับร้อย ๆ คน
ถูกค่ายกลกักตัวอยู่ ซึ่งค่ายกลดังกล่าวซ้อนกันหลายต่อหลายชั้น
ผู้อาวุโสปรากฏขึ้นหลายสิบคน พวกเขาเปิดโล่คุ้มกันราวกำลัง
ขวางศัตรูผู้ใด สีหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม
ศิษย์มากมายมุงดูจากไกล ๆ จ้องมองลานประลองอย่างเคร่งขรึม
ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“เลวร้ายจริง ๆ ข้าได้ยินว่าเมืองเทพจันทราพินาศแล้ว คนนับสิบ
ๆ ล้านตกตายเกือบหมด!”
“มิเพียงเมืองเทพจันทราเท่านั้น เมืองใกล้เคียงนับร้อย ๆ แห่งก็
พินาศเรียบ! กลายเป็นนรกบนดินไปแล้ว!”
“อะไรนะ! ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน เมืองนับร้อยก็พินาศแล้วหรือ!”
“เพราะน่ากลัวเช่นนี้ไง หาไม่ ประมุขศาลากับผู้อาวุโสทั้งหลาย
คงไม่เครียดขึงกันเช่นนี้หรอก”
ยามเจียงผิงอันได้ยินบทสนทนาเช่นนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดแน่น
หันไปถามว่า “พวกเจ้าคุยอะไรกัน? อะไรถล่ม? ติดเชื้ออะไร?”
“ศิษย์น้องเจียง มิใช่เจ้าไปศาลาหลักแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นเจียงผิงอัน คนมากมายก็ตะลึงไป ไฉนเขาจึงกลับมา?
มิใช่เขาผ่านบททดสอบเข้าศาลาหลักแล้วหรือ?
คนจากฝั่งศาลาสาขาหาทราบเรื่องที่ศาลาหลักไม่ พวกเขาคิด
ว่าเจียงผิงอันสอบตกจึงกลับมา
“พวกเจ้าคุยเรื่องอะไรกัน?” น ้าเสียงของเจียงผิงอันรีบร้อน
เล็กน้อย
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งซึ่งอยู่ข้างกันอธิบาย “เมื่อไม่นานนี้ เกิดนิมิต
รัศมีเซียนที่เมืองเทพจันทรา คาดว่าซากเซียนปรากฏขึ้น ดึงดูดผู้ฝึก
ตนไปมากมาย”
“แต่ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น เพียงสองสามวันแรก จู่ ๆ ผู้ฝึกตนในเมือง
เทพจันทราก็บ้าคลั่ง โจมตีผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ที่ยังสติดีอยู่อย่างเสียสติ
เหมือนถูกผีเข้า!”
“ผู้ฝึกตนที่บาดเจ็บจะอยู่ได้ไม่นาน ก่อนที่ความคิดจิตใจจะบ้า
คลั่งอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วจู่โจมผู้ฝึกตนคนอื่นที่ยังสติดีอยู่ต่อไป”
“แค่สองสามวันมานี้ เมืองนับร้อยๆ แห่งรอบข้างเมืองเทพจัน
ทราก็กลายเป็นนรกบนดินไป คนมากมายตกตายอย่างน่าเวทนา ลือ
กันว่าผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานบางคนก็เสียสติไปแล้ว!”
ได้ยินเช่นนี้ หัวใจของเจียงผิงอันก็สะท้าน กระทั่งยอดฝีมือชวน
สะพรึงในขอบเขตมหายานยังสติแตก?
“ไฉนคนเหล่านั้นจึงเสียสติล่ะ?”
“ไม่รู้สิ บางทีอาจเป็นคำสาปบางอย่าง หรืออาจเป็นการโจมตี
ทางจิตก็ได้”
ขณะผู้ฝึกตนเสวนา หลัวซู่ที่ลานประลองพลันถามผู้ฝึกตนขั้น
ปลายขอบเขตบูรณาการผู้หนึ่ง
“เหตุใดปราณของเจ้าจึงปั่นป่วนนัก?”
ผู้ฝึกตนคนนั้นคุกเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ อ้อนวอนอย่างเสียขวัญ
“ประมุขศาลา! วอนท่านช่วยข้าด้วยเถิด ข้าบาดเจ็บมา……”
แต่ยอดฝีมือขั้นปลายขอบเขตบูรณาการผู้นี้ยังพูดไม่ทันจบ ร่าง
ของเขาพลันลั่นกร๊อบ หนึ่งอำนาจประหลาดโอบคลุมรอบตัว
เพียงพริบตา ทั่วตัวเขาก็มีขางอกมาเจ็ดแปดข้าง ศีรษะสีเทาอัน
ชวนขวัญผวางอกออกมาจากหลัง ใบหน้านั้นบิดเบี้ยวผิดรูป
ปราณของเขาทะยานสูงหลายเท่าตัว มีคลื่นปราณเทียบเท่ายอด
ฝีมือขอบเขตมหายาน!
ปวงชนที่เห็นภาพนี้ล้วนตาเบิกกว้าง
“นะ-… นี่มันอะไร!”
ปวงชนล้วนตกใจที่เห็นคนผู้นี้มีสภาพน่าขนลุกยิ่ง
ผู้ฝึกตนกลายพันธุ์พลันระเบิดหัวเราะ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ผู้ฝึกตน
ข้าง ๆ กัน
หลัวซู่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า เข้าขวางไว้ทันที
ผู้อาวุโสข้างกันนั้นเอ่ยเสียงเครียด “นี่ดูไม่เหมือนคำสาปหรือ
การโจมตีด้วยพลังวิญญาณ แต่เหมือนกินโอสถอะไรเข้าไปจนเกิด
การกลายพันธุ์พิเศษมากกว่า”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว บาดเจ็บก็ติดเชื้อ เหมือนผู้อำนาจอะไรส่งผล
เข้า”
“ห้ามให้สิ่งนี้แพร่กระจายในศาลาเติงเซียนได้เด็ดขาด หาไม่ทุก
ผู้จะแย่กันหมด!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายหน้าเครียด
ขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากยันต์สื่อสารของผู้อาวุโสท่าน
หนึ่ง
“เรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ผู้ฝึกตนกลายพันธุ์จำนวนมากปรากฏขึ้น
ในบริเวณใกล้เคียงศาลาเติงเซียน! มีกระทั่งผู้ฝึกตนกลายพันธุ์
ขอบเขตมหายานผู้หนึ่งขอรับ!!”
ขณะนี้ ทุกผู้ล้วนหนังศีรษะชายิบ
ยอดฝีมือขอบเขตมหายานยังติดเชื้อ! นี่มันบ้าอะไรกัน!
พายุอันน่าสะพรึงกลัวลูกนี้อาจกวาดกระหน ่าไปทั่วทั้งแคว้นชาง
หลาน ไม่สิ ทั้งภพบุกเบิกเลยก็ได้!