สู่วิถีอมตะ - บทที่ 562 ส่งศาสตราเซียนมา
ชิวผิงเซิงนอนกระอักเลือดในหลุม ไร้อารมณ์จะสนใจกระดูกที่
แตกร้าวในกาย ใบหน้าของเขาเปี่ยมความสับสน ดวงตางุนงงมึนตึง
“ทำไมกัน? ข้าได้ปราณเซียนมาแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมจึงเอาชนะ
เจียงผิงอันไม่ได้? ทำไมกัน?”
ชิวผิงเซิงอยากใช้เจียงผิงอันเป็นบันไดเหยียบข้ามสู่เส้นทางไร้
เทียมทาน แต่เจียงผิงอันออกหมัดเดียวก็พังหวังนี้พินาศสิ้น
ความต่างชั้นมหาศาลทำให้เขารับไม่ได้ ทั้งเจ็บปวดและไม่เต็มใจ
ศักดิ์ศรีของเขาถูกอีกฝ่ายเหยียบย ่าจมดิน
อันที่จริง ชิวผิงเซิงแข็งแกร่งมากแล้ว โดยเฉพาะหลังจากได้
ศาสตราเซียนมา กระทั่งในขุมกำลังใหญ่อย่างศาลาเติงเซียน เขายัง
แทบกวาดล้างบุคคลร่วมระดับได้หมดสิ้น กล่าวได้ว่าเป็นยอดคนใน
หมู่คน
แต่เขาดันมาเจอสัตว์ประหลาดอย่างเจียงผิงอัน ถูกอัดจนสับสน
ในชีวิตไปเสียนี่
กระทั่งยอดฝีมือในขอบเขตเซียนมนุษย์อย่างหลัวซู่ยังตกใจกับ
พลังต่อสู้ของเจียงผิงอัน
นี่มันสัตว์ประหลาดอะไร ถึงกับเอาชนะบุตรเซียนที่มีพลังเซียน
ได้ แข็งแกร่งกว่ายามนางยังเยาว์อีก
เรื่องสำคัญที่สุดคือ เจียงผิงอันชนะได้ง่ายดายเหลือเกิน
หลัวซู่เดาไว้ว่าเจียงผิงอันต้องมีไพ่ตายอื่นอยู่เป็นแน่
เจียงผิงอันมีไพ่ตายอยู่จริง แต่มิได้มีเยอะแยะ
แค่พลังเซียน ลวดลายกาลเวลา เนตรกาลเวลา พิษในตัว
อำนาจกลืนกิน…
“แค่ก ๆ”
ชิวผิงเซิงลุกขึ้นจากพื้น “ข้ามิได้พ่าย ข้าแค่ยังอายุน้อยเกินไป
วรยุทธ์เรียนมาน้อย ขอแค่เรียนวรยุทธ์ให้มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้
ข้าก็จะเอาชนะเจียงผิงอันได้แน่นอน!”
สมกับเป็นผู้อ่อนวัยวุฒิ เขาหาเหตุผลปลอบใจตนเองได้อย่าง
รวดเร็ว
ทว่าชิวผิงเซิงก็อายุน้อยจริง ๆ เจียงผิงอันในอายุประมาณนี้ก็เพิ่ง
ได้ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์
ขณะนี้ ยอดฝีมือทั้งหลายจากศาลาหลักเติงเซียนเหินกลับมา
“ประมุขศาลาหลัว เราขอคืนศาสตราเซียนให้เจ้า คืนโอสถคุ้ม
ภัยล้านเม็ดเมื่อครู่ให้เราเถอะ!”
สายตาของยอดฝีมือเหล่านี้เปี่ยมด้วยความกลัว
พวกเขาเห็นเหตุการณ์ด้านนอกแล้ว ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ผู้ฝึกตนและสัตว์ภูตมากมายถูกอำนาจประหลาดแทรกซึม
กลายเป็นสัตว์ประหลาดชวนขนลุก
ไม่มีทางใดรับมือมันได้ดีไปกว่าโอสถคุ้มภัยแล้ว
พวกเขาทดลองกับตัวเองมาล่วงหน้า หากมิใช่เพราะโอสถคุ้มภัย
พวกเขาก็คงกลายเป็นสัตว์ประหลาดกันไปแล้ว!
หากพลังประหลาดนี้ขยายวง ศาลาหลักก็ใช่ว่าจะไม่ถูกกระทบ
ไปด้วย
แม้ศาสตราเซียนจะล ้าค่ายิ่ง แต่ต่อหน้าภัยคุกคามจากพลัง
ประหลาดนี้ โอสถคุ้มภัยสำคัญยิ่งกว่า
หลัวซู่ไม่อยากคืนโอสถคุ้มภัย พวกมันเป็นตัวช่วยชีวิตทั้งนั้น
“ยามนี้มิใช่เวลาที่ต้องการโอสถคุ้มภัย พวกเจ้ารีบขอให้ศาลา
หลักส่งคนมาจัดการเคหาสน์เทพจันทราเพื่อหยุดหายนะนี้ก่อนเถอะ
หาไม่ผู้ประสบภัยจะเกินคณานับ!”
“ประมุขศาลาหลัว หากเจ้าไม่คืนโอสถคุ้มภัยมา ศาลาหลักของ
เราจะไม่เคลื่อนไหวกันแน่นอน!”
ยอดฝีมือจากศาลาหลักผู้หนึ่งข่มขู่
“ศาลาหลักจะลงมือกันหรือไม่ มิใช่พวกเจ้าจะสั่งการได้ รีบ
กลับไปบอกพวกเขาเสีย”
หลัวซู่มิใช่สาวน้อยใจซื่อ ไม่มีทางถูกหลอกด้วยคารมอีกฝ่าย
แน่นอน
ยอดฝีมือจากศาลาหลักทั้งหลายชำเลืองกัน ก่อนจะพาชิวผิงเซิง
กลับศาลาหลักเพื่อรายงาน
เจียงผิงอันหันไปถามเฉียนฮวั่นโหรว “เสี่ยวเซียง กลับบ้านเก่า
กันไหม? กลับบ้านไปซื้อโอสถคุ้มภัยกัน”
บ้านเก่าที่เขาว่าก็คือภพแร้นแค้น
เฉียนฮวั่นโหรวพยักหน้า กล่าวกับหลัวซู่ว่า “น้องหญิงหลัวซู่ ข้า
จะกลับบ้านเกิดก่อน แล้วแวะซื้อโอสถคุ้มภัยให้เจ้านะ”
“หากมีโอสถคุ้มภัยจริง ๆ ซื้อมาให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ ข้าเอา
หมดเลย ข้าสงสัยว่าพวกเจ้าเฒ่าจากศาลาหลักพวกนี้ไม่น่าโจมตี
เคหาสน์เทพจันทรากันหรอก”
สีหน้าของหลัวซู่เปี่ยมความเคร่งขรึม
ศาลาหลักพึ่งมิได้ พวกเขาจึงต้องพึ่งตนเอง
“ไว้พบกัน”
เฉียนฮวั่นโหรวคว้าร่างเจียงผิงอันมาในอ้อมแขน แล้วฉีกสุญตา
จากจร
เหล่าศิษย์ใกล้เคียงกันดูงุนงง
“มิใช่เฉียนฮวั่นโหรวเป็นศิษย์ประมุขศาลาหรือ? ไฉนจึงเรียก
ประมุขศาลาเป็นน้องหญิง? ข้าฟังผิดไปหรือไม่?”
“ฟังไม่ผิดหรอก ข้าก็ได้ยินเช่นนั้นเหมือนกัน”
ขณะที่ศิษย์ทั้งหลายงุนงง หลัวซู่ก็หันกลับมากล่าวว่า “สหายเต๋า
เฉียนเป็นเซียนมนุษย์ไปแล้ว จากนี้ไป นางจะเป็นรองประมุขศาลา
ภายหน้าพบนาง จงปฏิบัติกับนางเฉกเช่นประมุขศาลา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ปวงชนทั้งหลายต่างตื่นตกใจเสียยิ่งกว่าเจียงผิง
อันดวลชนะชิวผิงเซิง
ปรากฏว่าเฉียนฮวั่นโหรวเป็นเซียนไปแล้ว!
ฝีมือแท้ มิน่าเล่าเจียงผิงอันจึงร้ายกาจนัก ที่แท้ก็มีคู่บำเพ็ญท้า
ทายสวรรค์เช่นนี้
คบสตรีแก่กว่าสามปี มั่งมีเงินทองล้นเหลือ คบสตรีแก่กว่าสาม
พันปี นทีบรรพตสยบแทบเท้า!
ปวงชนล้วนอิจฉาริษยาเจียงผิงอันเหลือแสน
หากพวกเขามีคู่บำเพ็ญเป็นเซียนคอยช่วยเหลือ พวกเขาก็อาจ
มีพลังต่อสู้เช่นเดียวกับเจียงผิงอัน
เฉียนฮวั่นโหรวงดงามเพียงนี้ ซ ้ายังแข็งแกร่งทรงพลัง ไฉนนาง
จึงไปหลงชอบเจียงผิงอันได้?
ในป่าเขาห่างไกลจากศาลาเติงเซียน เฉียนฮวั่นโหรวกับเจียงผิง
อันปรากฏตัวขึ้น
เจียงผิงอันผลักเฉียนฮวั่นโหรวออกห่าง “เสี่ยวเซียง เจ้าใช้เกราะ
ปราณพาข้ามาที่นี่ก็ได้ ไม่เห็นต้องกอดข้าไว้เลยนี่”
“ข้าจงใจน่ะ” เฉียนฮวั่นโหรวกล่าว
เจียงผิงอัน “…”
เสียงของจิตศาสตราดังขึ้นในหัวเขา
“บอกเสี่ยวเซียงของเจ้าด้วยว่าอย่าใช้อำนาจระดับเซียนยาม
กลับภพแร้นแค้น ยอดฝีมือจากภพเซียนจะตรวจพบมันได้ง่าย หาก
ถูกเจอเข้า สรรพชีวิตในภพแร้นแค้นจะล้มตาย!”
จิตศาสตรากล่าวอย่างเคร่งขรึมยิ่ง
สีหน้าของเจียงผิงอันเปลี่ยนสู่เครียดขรึม นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่
ยอดฝีมือจากสามเขตหวงห้ามซ่อนตัวในเขตหวงห้ามมิยอมออกมา
เจียงผิงอันเล่าเรื่องนี้ให้เฉียนฮวั่นโหรวฟัง
คิ้วเรียวของเฉียนฮวั่นโหรวขมวดตัว “ข้าก็อยากใช้พลังนี้ถล่ม
เผ่าปีศาจให้เละ แต่ดูจะมิได้เสียแล้ว”
“อย่างน้อย ๆ ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเสี่ยวเซียง เผ่า
ปีศาจก็มิกล้าล่วงล ้าตามใจชอบแล้วล่ะ”
หากเซียนมนุษย์ไม่ปรากฏ เสี่ยวเซียงก็ไร้เทียมทาน
“กลับกัน”
เจียงผิงอันปริปาก แล้วอ่างสัมฤทธิผลก็เคลื่อนย้ายทั้งคู่กลับสู่
ภพแร้นแค้น
ยามหวนปรากฏตัว เขาก็กลับมายังตำหนักเจ้านิกายเทวมาร
ทันทีที่กลับมา เจียงผิงอันและร่างหลักก็คืนการเชื่อมต่อ ภาพ
ยามใกล้ชิดสนิทสนมกับบุตรีหลายปีผ่านมาหลอมละลายเข้าสู่มโน
สำนึก มุมปากของเขายกยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
เด็กน้อยเจียงเมี่ยวอีอายุแปดขวบแล้ว
“ปรากฏว่าข่าวลือเป็นความจริง เจ้ามีศาสตราเซียนกับตัวจริง ๆ
ด้วย”
เฉียนฮวั่นโหรวเอ่ยปาก
ระหว่างเคลื่อนย้ายกลับมา เฉียนฮวั่นโหรวสัมผัสกำแพงกั้นเขต
แดน สัมผัสการมีอยู่ของอ่างสัมฤทธิผลได้เช่นกัน
เจียงผิงอันแตกตื่นในใจ ปรากฏว่านางสัมผัสการมีอยู่ของอ่าง
สัมฤทธิผลได้ง่ายนัก
มิน่าเล่า อ่างสัมฤทธิผลจึงไม่ให้เขาใช้พลังเคลื่อนย้ายต่อหน้า
เซียนมนุษย์
เฉียนฮวั่นโหรวยกมือเนียนขาว คว้าคอเจียงผิงอันกดแนบ
กำแพง
“ส่งศาสตราเซียนมา แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
“เสี่ยวเซียง อย่าล้อเล่นสิ”
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ส่งมันมาแน่สินะ”
เฉียนฮวั่นโหรวยื่นมืออีกข้างออกมา เรียวนิ้วปาดตรงหน้าเจียง
ผิงอันเบา ๆ ดุจกรีดมีดผ่านอาภรณ์จากบนจนล่างสุด…
ขณะนั้นเอง จู่ ๆ เงาร่างน้อยก็พุ่งเข้ามาในห้อง
“ฮี่ ๆ ซ่อนตรงนี้ ท่านพ่อหาข้าไม่เจอแน่……”
“หยา? ไฉนท่านพ่อก็อยู่ตรงนี้คนหนึ่ง!”
เจียงเมี่ยวอียกมือน้อยอวบอ้วนปิดปากสีชมพูเรื่อ มองเจียงผิงอัน
ที่มาปรากฏตัวตรงนี้ด้วยดวงตากลมโตเปี่ยมความตกใจ
นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีชมพูปักลายดอกไม้ประณีตบรรจง
เรือนผมยาวมัดสูงด้วยริ้วผ้าสีชมพู
เมื่อเห็นว่ามีคนนอก เฉียนฮวั่นโหรวก็คืนลักษณ์จริงจัง ปล่อย
คอเจียงผิงอันทันที “บุตรีเจ้าหรือ?”
เจียงผิงอันเล่าที่มาของบุตรีผู้นี้กับอีกฝ่าย
มุมปากเฉียนฮวั่นโหรวกระตุกเล็กน้อย เจ้าท่อนไม้นี่ไม่เปิดฉาก
ลงมือกับใครเลย บีบให้ผู้อื่นต้องลงไม้ลงมือด้วยก่อนตลอด
เฉียนฮวั่นโหรวทิ้งสีหน้าเย็นชา เดินเข้าไปย่อตัวนั่ง ถามเจียง
เมี่ยวอีอย่างนุ่มนวล
“เมี่ยวอี เจ้าชอบน้องชายหรือน้องสาว?”
“ได้หมดเลยนะ พี่สาวคนสวย ทำไมจึงถามข้าเช่นนี้ล่ะ?” เจียง
เมี่ยวอีแหงนศีรษะน้อยมองตอบด้วยแววตาสงสัย
นางรู้สึกว่าพี่หญิงตรงหน้าช่างงามนัก งามล ้าดุจมารดานาง แต่
มีสง่าราศีกว่า
“หากเจ้าอยากได้น้อง ๆ ก็ต้องบอกบิดาเจ้าให้ขยันหน่อยนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวลูบศีรษะน้อยของเจียงเมี่ยวอีเบา ๆ ก่อนจะก้าว
เดินหายลับไปทันที
ในภพแร้นแค้น นางไร้จำเป็นต้องฉีกสุญตาก็สามารถเคลื่อน
กายผ่านมิติได้แล้ว มิติที่นี่หาได้แข็งแน่นเช่นภพบุกเบิกไม่
เจียงเมี่ยวอีขยับน่อง ส่ายหัวแล้ววิ่งมาหาบิดา ถามเขาเสียง
เจื้อยแจ้ว
“ท่านพ่อ เมี่ยวอีอยากได้น้องสักร้อยคน ท่านพ่อต้องขยันหน่อย
นะเจ้าคะ!”
เจียงเมี่ยวอีกำมือ ทำท่าทางเป็นเชิงสู้เขา
เจียงผิงอันยิ้มละเหี่ยใจ เขาไม่รู้จะอธิบายต่อแม่หนูน้อยนี่เช่นไร
จริง ๆ
แม่หนูน้อยง่วงแล้ว วันนี้พูดอะไรมิได้นอกจากให้นางไปฝึกฝน
ว่าแต่ นามของวิชาเซียนที่ทางเขตแดนมารมืดทมิฬให้แม่หนูนี่
มาคืออะไรนะ?
อ้อ ใช่แล้ว ชื่อ ‘มารสวรรค์เก้าแปร’
หัวใจของเจียงผิงอันพลันกระตุก ยอดฝีมือจากเขตแดนมารมืด
ทมิฬบอกว่าเขาไม่มีร่างเซียน มิอาจฝึกฝนวิชานี้ได้ แต่ยามนี้เขามี
พลังเซียนแล้ว จะฝึกมันได้หรือไม่?