สู่วิถีอมตะ - บทที่ 564 เผชิญเซียน
หน้าตำหนักเจ้านิกาย ณ นิกายเทวมาร
ยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติสองนางจากเผ่าจิ้งจอกเก้าหางกำลัง
พูดคุยกันขณะคุ้มกันเจียงเมี่ยวอี
เจียงเมี่ยวอีเป็นความหวังของเผ่าจิ้งจอกเก้าหางและนิกายเทว
มาร ต้องไม่เกิดอุบัติเหตุใดขึ้นกับนาง พวกนางจึงคัดสรรยอดฝีมือ
สูงสุดมาคอยคุ้มกัน
ทันใดนั้น ยอดฝีมือจิ้งจอกเก้าหางทั้งสองก็สังเกตเห็นบางสิ่ง
ตวาดขึ้นทันที “ผู้ใด!!”
พวกนางสัมผัสได้ว่ามียอดฝีมือผู้หนึ่งแหวกสุญตา พยายามเข้า
มาใกล้
พริบตาต่อมา เงาดำในหมอกทมิฬก็ปรากฏขึ้น เสียงอันวังเวง
ชวนขนลุกดังออกมาจากในม่านหมอก
“คนจากเขตแดนมารมืดทมิฬ”
เมื่อทราบฐานะของอีกฝ่าย หัวใจของยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติ
ทั้งสองก็สะท้าน
เขตแดนมารมืดทมิฬ หนึ่งในสามสถานที่อันตรายที่สุดในโลก
หล้า
จากบันทึกโบราณ ในนั้นมีความน่าสะพรึงกลัวเกินล่วงรู้
มากมาย
แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเขาจึงอยู่เพียงในเขตหวงห้าม น้อย
ครั้งจะปรากฏในโลกหล้า
ทำไมตัวตนนี้จึงมายังนิกายเทวมารของพวกนาง?
ก่อนจะทันได้ถามต่อ ทั้งสองก็ตะโกนทันที “เตือนภัยระดับหนึ่ง!”
ยามนิกายเทวมารเผชิญวิกฤติ ก็จะเกิดการเตือนภัยระดับต่าง ๆ
โดยระดับต ่าสุดคือเก้า ระดับสูงสุดคือหนึ่ง
เตือนภัยระดับหนึ่งหมายความว่า นิกายเทวมารอาจเสี่ยงบรรลัย
ราบ ยอดฝีมือและศิษย์ทุกคนต้องระวังตัว
เมื่อได้ยินคำสั่งเตือนภัยระดับหนึ่ง ผู้อาวุโสทั้งหมดของนิกายเทว
มารก็พากันปรากฏตัว เหล่าผู้อาวุโสซึ่งเก็บตัวอยู่ต่างเผบลักษณ์
กระทั่งยอดฝีมือบางคนที่ใช้วิชาลับพิเศษผนึกตัวเองก็ปลดผนึก
ออกมา
ยอดฝีมือมากมายมารวมตัวกันที่ตำหนักเจ้านิกาย ทุกสายตาจับ
จ้องที่เงาดำสายนั้น
แม้อีกฝ่ายมิได้เผยปราณใด ๆ ทุกผู้ต่างก็สัมผัสภัยคุกคาม
ร้ายแรงได้
“เจ้าเป็นคนของที่ใด?”
การที่อีกฝ่ายเข้ามาในนิกายเทวมารได้อย่างเงียบเชียบ ผู้มา
ย่อมไม่มาดี
“เขตแดนมารมืดทมิฬ”
ตัวตนลึกลับในหมอกทมิฬเอ่ยปากอีกครั้ง
เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ยอดฝีมือทั้งมวลล้วนร่างสะท้าน
เขตแดนมารมืดทมิฬ? ไฉนคนจากที่นั่นจึงมายังนิกายเทวมาร
ของพวกเขา?
หนึ่งมือซึ่งดูเหมือนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวยื่นออกมาจากในหมอกดำ
มีดสีดำอันแผ่ปราณมหาเต๋าปรากฏในมือ
เมื่อสัมผัสคลื่นพลังจากมีดสีดำได้ ยอดฝีมือจากนิกายเทวมาร
ต่างพากันก้าวถอยโดยไม่รู้ตัว
ศาสตราเซียน!
พวกเขาเพิ่งเคยได้เห็นศาสตราเซียนชิ้นนี้เป็นครั้งแรก!
อีกฝ่ายจะทำอะไร?
ปวงชนราวเผชิญศัตรูร้าย นำอาวุธวิเศษของพวกตนออกมา
“ศาสตราเซียนนี้ ข้าให้พวกเจ้านิกายเทวมารได้ ถ้านำร่างเซียน
มารมาให้ข้า”
ตัวตนในหมอกดำเอ่ยช้า ๆ
“ร่างเซียนมาร?” ปวงชนเพิ่งเคยได้ยินชื่อนี้ครั้งแรก
แต่ไม่ช้า พวกเขาก็ทราบว่าอีกฝ่ายพูดถึงใครอยู่
ที่นี่คือตำหนักเจ้านิกาย ผู้ที่อาศัยที่นี่ก็คือเจ้านิกายและบุตรีของ
เขาเจียงเมี่ยวอี
ร่างเซียนมารที่อีกฝ่ายกล่าวถึงน่าจะเป็นเจียงเมี่ยวอี
ยามเจียงเมี่ยวอีเกิดมา นิมิตพิสดารยิ่งใหญ่ สะท้านสะเทือนทั่ว
โลกหล้าผู้ฝึกตน ต้องเป็นร่างเทวะที่มิอาจทราบบางอย่าง
บางทีอาจจะเป็นร่างเซียนมารที่อีกฝ่ายกล่าวถึง
“ไม่ได้!”
มารดาของเจียงเมี่ยวอี จี้เฟยปฏิเสธโดยไม่หยุดคิด
นางไม่มีทางมอบบุตรีตนให้ผู้อื่นเด็ดขาด
“โอกาสมีเพียงหนเดียว ขอเพียงส่งร่างเซียนมารให้ข้า ศาสตรา
เซียนนี้ก็จะเป็นของพวกเจ้า หาไม่…”
ปราณทรงพลังอันเกินบรรยายสายหนึ่งแผ่ออกมาจากในหมอก
ดำ
ขณะนี้ ยอดฝีมือทั้งหลายล้วนขนลุกเกรียว ขวัญผวาอย่างสุดซึ้ง
อำนาจร้ายกาจนี้ทำให้พวกเขาเกิดความอยากหนีโดยสัญชาตญาณ
นี่มันพลังอะไรกัน! ไฉนจึงแข็งแกร่งนัก?
พลังนี้เหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนขอบเขตพ้นพิบัติแน่ ๆ!
“ข้าบรรลุเซียนไปแล้ว และยังมีศาสตราเซียนในมือ หากต้องลง
มือกัน เจ้าหยุดข้ามิได้หรอก”
“เจ้าอยากให้นิกายเทวมารถูกทำลาย หรือนำศาสตราเซียนนี้ไป
แลกกับร่างเซียนมารให้ข้าเล่า”
เมื่อได้ยินขอบเขตการฝึกฝนของอีกฝ่าย หัวใจปวงชนก็สะท้าน
เต้นระรัวบ้าคลั่ง
เซียน!
ที่แท้อีกฝ่ายก็เป็นเซียน!
โลกนี้ยังมีเซียนอยู่!
มิน่าเล่า เขตแดนมารมืดทมิฬจึงน่ากลัวนัก ยอดฝีมือขอบเขต
พ้นพิบัติเข้าไปก็มีแต่ตาย และบางผู้ก็เดาถูกแล้ว ในเขตหวงห้ามมี
เซียนอยู่ สรรพสิ่งล้วนสมเหตุสมผล
ยอดฝีมือระดับเซียน แถมด้วยศาสตราเซียนในมือ ทำลายนิกาย
เทวมารได้ง่าย ๆ แน่นอน!
การส่งร่างเซียนมารให้อีกฝ่ายจะรักษาความปลอดภัยของนิกาย
เทวมารได้ ซ ้ายังจะได้ศาสตราเซียนมาอีกชิ้น
หากไม่ยอมแลก นิกายเทวมารก็จะถูกทำลาย
ต่อให้นำเด็กหกขวบมาเลือก ก็รู้ชัดว่าจะเลือกอย่างไรดี
ใบหน้าของจี้เฟยซีดขาว ราวผลลัพธ์ประจักษ์ตรงหน้า ก่อนจะ
แผดเสียงอย่างบ้าคลั่ง “ผู้ใดกล้าส่งบุตรีข้าให้เขา ข้าจะสู้ตายกับ
มัน!”
การที่อีกฝ่ายจู่ ๆ ก็จะมาพาบุตรีนางไป ย่อมไม่ใช่เรื่องดี
จี้เฟยขอตายดีกว่าทนมองบุตรีถูกส่งตัวแลกทรัพย์
ผู้อาวุโสใหญ่มั่วชงพลันกล่าวกับจี้เฟย “หากเจ้าอยากตาย ก็
อย่าลากผู้อื่นไปตายด้วยสิ เจ้าจะให้ทั้งนิกายเทวมารถูกฝังไปกับเจ้า
หรือ?”
เมื่อทราบว่าคนจากเขตแดนมารมืดทมิฬจะมาพาเจียงเมี่ยวอีไป
ผู้ยินดีกว่าใครก็คือมั่วชง
เขากังวลยิ่งว่าเจียงเมี่ยวอีจะเติบใหญ่
แม้เจียงเมี่ยวอีจะยังไม่เริ่มฝึกฝน จากนิมิตยามนางเกิดมาก็
ประจักษ์ได้ว่าแม่หนูนี่จะโตมาน่ากลัวเพียงไร
หากเจียงเมี่ยวอีเติบใหญ่ เผ่าจิ้งจอกเก้าหางจะกลบรัศมีตระกูล
มั่วของพวกเขาแน่นอน
นอกจากนั้น เจียงเมี่ยวอียังเป็นบุตรีของเจียงผิงอัน มั่วชงมี
ความแค้นกับเจียงผิงอัน หากเจียงเมี่ยวอีเติบใหญ่ ผู้โชคร้ายรายแรก
ก็จะเป็นมั่วชง
เรื่องสำคัญที่สุดคือ หากไม่ส่งตัวเจียงเมี่ยวอีไป ก็ต้องสู้กับเซียน
ผู้ถือศาสตราเซียน มิอาจเอาชนะได้เลย
ไม่มีใครอยากตาย หลายคนคิดส่งตัวเจียงเมี่ยวอี แต่ผู้พูดออก
เสียงคือมั่วชง
เมื่อได้ยินวาทะของมั่วชง ดวงตาของจี้เฟยพลันแดงก ่า สองมือ
เปลี่ยนเป็นกรงเล็บแหลม จิตสังหารพวยพุ่งคละคลุ้ง “มั่วชง เจ้าวอน
ตายเสียแล้ว!”
“ข้าวอนตาย? ข้าอยู่ในขั้นปลายขอบเขตบูรณาการ แต่เจ้าอยู่
เพียงขั้นกลาง จะฆ่าข้าได้หรือ?”
มั่วชงมิสนใจความคิดของจี้เฟยสักนิด ปากตะโกนบอกปวงชน
“ยกมือลงคะแนน ผู้ใดเห็นด้วยให้ส่งเจียงเมี่ยวอีไปแลกกับ
ศาสตราเซียนบ้าง!”
ว่าพลาง เขาก็ยกมือก่อนใคร
เปรี้ยง!
ทันทีที่มือของมั่วชงชูขึ้น กิ่งไม้สีทองกิ่งหนึ่งพลันปรากฏจากสุญ
ตา โบยลงมาใส่มือที่ยกขึ้นของมั่วชงทันที
สุญตาถูกฉีกเปิด แล้วเจียงผิงอันซึ่งถือกิ่งมารสะเทือนสรวงในมือ
ก็เดินออกมา ใบหน้าเย็นเยียบราวน ้าแข็งหมื่นปี ทำให้ปวงชนมิกล้า
มองตรง ๆ
จี้เฟยผู้กำลังจะลงมือพลันชะงัก ยามเห็นชายผู้นี้ปรากฏ นางก็
รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
“ผิงอัน เจ้าต้องหาทางช่วยนะ มีคนจะชิงตัวเมี่ยวอีไป!” จี้เฟยก
ล่าวด้วยดวงตาแดงฉาน
ใบหน้าของมั่วชงเปี่ยมโทสะ ยกมืออีกข้างที่เหลือชี้เจียงผิงอัน
พลางแผดเสียง
“เจ้ากล้าลอบโจมตีผู้อาวุโสผู้นี้! ละเมิดคำสอนของนิกายเทว
มาร และตามคำสอน เจ้าจะต้องถูกถอนจากตำแหน่งเจ้านิกาย!”
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันโบยอีกไม้ใส่มั่วชงทันที
มั่วชงหาคาดคิดว่าเจียงผิงอันจะลงมือไม่ จึงมิได้เตรียมตัว
ป้องกันเลย
อักขระเรืองรองภายใต้หมอกโลหิต มั่วชงถูกคืนชีพด้วยผลจาก
ยันต์ตัวตายตัวแทน
เขาถอยออกมาทันที หนีไปไกลแล้วจึงกล้าแผดเสียงต่อ “เจียง
ผิงอัน! เจ้าหมายความเช่นไร! ล่วงเกินกฎนิกายอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้
จากวันนี้ไป เจ้าจะมิใช่เจ้านิกายเทวมารอีก!”
เขาพลันนึกอะไรได้ ก่อนจะกล่าวด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “บุตรี
เจ้าก็จะถูกพาตัวไป เจ้าหยุดเช่นไรก็ทำไม่ได้ ฮ่า ๆ!”
เมื่อคิดว่าเจียงผิงอันจะต้องทนมองบุตรีตนถูกพาตัวไป มั่วชงก็
พลันอารมณ์ดีขึ้น
เจียงผิงอันชำเลืองมั่วชงอย่างเย็นชา เมินเขาไปชั่วคราว ก่อนจะ
หันไปกล่าวกับยอดฝีมือรายล้อม
“อีกฝ่ายมิกล้าลงมือหรอก ไม่ต้องกลัว”
มั่วชงมองเจียงผิงอันราวมองคนโง่ “มิกล้าลงมือ? เจ้ามันตัว
อะไร? รู้หรือไม่ว่าผู้อาวุโสท่านนี้เป็นยอดฝีมือระดับเซียน? เจ้าเห็น
ทุกคนเป็นคนโง่ อยากให้ทุกคนตายกันหมดหรือ?”
ผู้ฝึกตนระดับต ่ากล้าพูดว่าเซียนจะมิกล้าลงมือ ใครมันจะไปเชื่อ