สู่วิถีอมตะ - บทที่ 566 หนทางบรรลุเซียน
ในสายตาผู้อื่น มั่วชงมิได้ทำผิด ทุกสิ่งนั้นก็เพื่อนิกายเทวมาร
แต่เจียงผิงอันฆ่ากันทันที เป็นการกระทำเกินไปอย่างจริงแท้
“หากคิดทำร้ายบุตรีข้า ไม่ว่าหน้าไหนก็ต้องตาย จะปลดข้าจาก
ตำแหน่งหรือล้างแค้นมั่วชงไหมเล่า?”
ปราณอันน่าสะพรึงกลัวปกคลุมกายเจียงผิงอัน ไร้ร่องรอย
อารมณ์บนใบหน้าเย็นชา
ขณะที่ยอดฝีมือจากตระกูลมั่วกำลังจะพูดอะไร จู่ ๆ คลื่นปราณ
มารอันชวนผวาก็หลากออกมาจากตำหนักเจ้านิกายเบื้องหลัง มัน
เป็นปราณมารแท้ ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกสูงส่งศักดิ์สิทธิ์
ปราณมารนี้ปรากฏขึ้น ทะลวงสู่จักรดาราเหนือสรวง เป็นภาพ
อันน่าตกใจ
ปวงชนยังไม่ทันหายตะลึง ยามเห็นเหตุการณ์นี้ ก็ขวัญผวาไป
อีกครั้ง
เกิดอะไรขึ้น? นิมิตนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? มีผู้ทะลวงขอบเขตหรือ?
ผู้ใดกัน?
แอ๊ด~
ประตูโถงหลักถูกผลักเปิด เงาร่างน้อยเหินออกมา ตุปัดตุเป๋
กลางอากาศ
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ดูสิเจ้าคะ เมี่ยวอีบินได้ล่ะ!”
เจียงเมี่ยวอีบรรลุแปรแรกของ ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ พ้นสามัญ
เมื่อเห็นคลื่นปราณจากตัวเจียงเมี่ยวอี ปวงชนก็ตะลึงจังงัง
“คลื่นพลังกฎเกณฑ์!”
“เพิ่งเริ่มฝึกฝนก็ถึงกับควบคุมกฎเกณฑ์ได้แล้ว!”
“มิเพียงเท่านั้น คลื่นพลังนี้ยังเป็นของกฎเกณฑ์ขั้นสอง!
ขอบเขตแปรเทวะ บรรลุขอบเขตแปรเทวะตั้งแต่แปดปี!”
ขณะนี้ กระทั่งสัตว์ประหลาดเฒ่าผู้ยืนยงเป็นหมื่น ๆ ปียังมิอาจ
สะกดความตกใจไว้ได้
มิติเวลาคลับคล้ายแน่นิ่ง ทุกสายตามองมายังเจียงเมี่ยวอีตาค้าง
เจียงเมี่ยวอีสะดุ้งเมื่อพบว่ามีคนจ้องมองนางมากมายเพียงนี้
ด้วยความเขินอาย นางจึงเหินกลับเข้าตำหนักเจ้านิกาย ยืนหลบ
หลังประตู โผล่มาเพียงศีรษะน้อย ๆ แล้วทักทายด้วยใบหน้าแดงก ่า
“สวัสดีเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสทุกท่าน”
แล้วนางก็หันไปพูดกับเจียงผิงอันอย่างขวยเขินอีกครั้ง “ท่านพ่อ
เมี่ยวอีใช้เวลาตั้งนานกว่าจะบรรลุวรยุทธ์ที่ท่านพ่อสอน ท่านพ่อเจ้า
คะ เมี่ยวอีซื่อบื้อมากเลยเจ้าค่ะ”
ปวงชน “…”
อายุแปดขวบก็บรรลุแปรเทวะ หากนี่เรียกซื่อบื้อ เช่นนี้ผู้ฝึกตน
ทั่วโลกหล้าก็สมควรตาย
นี่ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าทายาทสัตว์เทพอีก!
ในที่สุดปวงชนก็เข้าใจ ว่าไฉนเซียนจากเขตแดนมารมืดทมิฬจึง
จะมาพาเจียงเมี่ยวอีไป
ขุมกำลังใดไม่อยากได้ปีศาจร้ายเช่นนี้บ้าง?
เจียงผิงอันรีบสะบัดเลือดออกจากตัว ใช้ปราณฝังเศษเนื้อข้าง
ตนไป ใบหน้าสิ้นความเย็นชา ถามขึ้นอย่างอ่อนโยน “เมี่ยวอีไม่
ซื่อบื้อ ใช้ได้นะ”
พรสวรรค์นี้ หากเป็นในภพบุกเบิกก็น่าจะเป็นระดับกลางกระมัง?
เมื่อได้ยินคำประเมินว่า ‘ใช้ได้’ เครื่องหมายคำถามจำนวนมากก็
เด้งขึ้นในหัวปวงชน
เพิ่งเริ่มฝึกฝนก็บรรลุขอบเขตแปรเทวะ นี่เรียกใช้ได้หรือ? เรื่อง
เหลวไหลเช่นนี้มีด้วยหรือ?
ผู้อาวุโสสูงสุดหลู่ตันสูดหายใจลึก ฟื้นตัวจากความตกใจ และ
เอ่ยว่า
“เมี่ยวอีมีร่างเทวะระดับสูงสุด เป็นความหวังในอนาคตของเรา
นิกายเทวมาร เจ้านิกายก็เป็นบิดา จึงอภัยได้ที่ฆ่าผู้อาวุโสใหญ่มั่วชง
อย่างลืมตัวเพื่อปกป้องบุตรี”
“ข้าขออภัยในเหตุนี้ด้วย และจะให้สมบัติลับหนึ่งชิ้นกับตระกูล
มั่วเป็นสินชดเชย”
“พวกเจ้าตระกูลมั่วมีปัญหาหรือไม่?”
นอกจากตัวเจ้านิกายเองเป็นอัจฉริยะล ้าเลิศ บุตรีของเขายิ่งร้าย
กาจไปใหญ่ หากทั้งสองต้องออกจากนิกายเทวมาร มันจะกลายเป็น
ความสูญเสียมหาศาลสำหรับนิกายเทวมาร
สีหน้าของยอดฝีมือตระกูลมั่วซับซ้อนอย่างยิ่ง พวกเขามิได้ตอบ
เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับผลลัพธ์นี้
เฉียนฮวั่นโหรวพลันเอ่ยปากกับเจียงผิงอัน “ตามข้ากลับ
ต้าเฉียน ข้าจะให้เสี่ยวซานลงจากบัลลังก์ ให้เจ้าขึ้นเป็นจักรพรรดิ
แทน”
ทันทีที่วาจานี้ถูกกล่าว ยอดฝีมือทั้งหลายในนิกายเทวมารก็ผงะ
ตะลึง
ปรากฏว่าเฉียนฮวั่นโหรวจะให้คนนอกขึ้นเป็นจักรพรรดิ นับแต่
ก่อตั้งต้าเฉียนมา เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดมาก่อน
ปวงชนล้วนสงสัยว่าเหตุใดเฉียนฮวั่นโหรวจึงอยู่ที่นี่ แต่ยามนี้
เหตุผลชัดเจนแล้ว
นางมาเพราะเจียงผิงอันแน่ ๆ
นี่อาจเป็นเหตุผลที่เจียงผิงอันกล้าปราชันเซียน เพราะมี
ผู้สนับสนุนใหญ่อยู่
“เราเผ่าจิ้งจอกเก้าหางเต็มใจออกไปกับเจ้านิกาย” ยอดฝีมือ
จากเผ่าจิ้งจอกเก้าหางนางหนึ่งเอ่ยปาก
มีเจียงเมี่ยวอีอยู่ ต่อให้เผ่าจิ้งจอกเก้าหางแยกตัวเป็นเอกเทศก็ยัง
เป็นเผ่าระดับสูงสุดได้ มิต้องพูดถึงว่ายังมีเจียงผิงอันและช่องทาง
ทรัพยากรของเขาอีก
“อย่าได้วู่วาม! เราสกุลมั่วมิได้โทษเจ้านิกาย เมื่อครู่ข้าแค่คิดอยู่
ว่าจะชดใช้ให้เจ้านิกายเช่นไร มั่วชงนั่นก็เลวเกินไปนัก ถึงกับจะเอา
บุตรีเจ้านิกายมาแลกทรัพย์”
ยอดฝีมือตระกูลมั่วที่เมื่อครู่ยังไม่พอใจหลู่ตันอยู่เปลี่ยนท่าที
เฉียบพลัน กระทั่งบอกว่าพวกตนจะชดใช้ให้เจียงผิงอัน
หากเจียงผิงอันจากไปกับเผ่าจิ้งจอกเก้าหางจริง ๆ นิกายเทวมาร
ก็อาจจบสิ้นจริง ๆ ก็ได้
แม้ตระกูลมั่วจะไม่พอใจ ก็ยังแยกแยะได้ว่าอะไรสำคัญกว่า
เจียงผิงอันกล่าวกับยอดฝีมือจากตระกูลมั่วตรง ๆ “ไม่ต้อง
ชดเชยหรอก ข้าไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก ผู้ใดกล้า
กระทำการส่งผลร้ายต่อลูกสาวข้า มีกี่คนก็ต้องฆ่า!”
ปราณของเจียงผิงอันแกร่งกล้าทรงพลังเสียจนสุดยอดฝีมือ
ตระกูลมั่วมิกล้าพูดมากนัก
มิอาจทราบว่าทำไม แต่รู้สึกว่าเจียงผิงอันจะมีพลังประหลาดอยู่
กับตัว
เจียงผิงอันหันไปพูดกับเฉียนฮวั่นโหรว “เสี่ยวเซียง ลำบากเจ้า
แล้ว”
เฉียนฮวั่นโหรวส่ายหัว “ก็แค่ช่วยเหลือนิดหน่อย แต่เจ้าพวกคน
จากเขตแดนมารมืดทมิฬอาจไม่ยอมรามือก็ได้”
“ขอแค่มิใช่ยอดฝีมือระดับเซียนลงมือเอง ก็ไม่เป็นไรหรอก”
เจียงผิงอันส่ง ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ให้เฉียนฮวั่นโหรว “อ่านดูสิ
บางทีมันอาจช่วยในการฝึกฝนของเจ้าได้”
จิตสัมผัสของเฉียนฮวั่นโหรวสืบเข้าไป และเมื่อเห็นข้อมูลภายใน
ดวงตาของนางพลันเรืองประกาย
ปรากฏว่าเป็นวรยุทธ์เซียน!
สิ่งนี้มีประโยชน์กับนางจริง ๆ หลังจากมาถึงขอบเขตเซียนมนุษย์
นางก็ไม่รู้จะฝึกฝนเช่นไร เมื่อมีวรยุทธ์นี้ นางก็ทราบแล้วว่าจะฝึกฝน
อย่างไร
เจียงผิงอัน เด็กนี่มีสมบัติมากมายนัก นางอยากขุดความลับอีก
ฝ่ายออกมาให้หมดเสียจริง
“หากมีอะไร เรียกข้าได้ทันทีเลยนะ”
เฉียนฮวั่นโหรวอยากศึกษา ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ก่อน จึงยกมือ
ฉีกสุญตา เตรียมตัวจากไป
ยอดฝีมือจากนิกายเทวมารรีบตะโกนหยุดไว้ “สหายเต๋า เรามี
คำถามอยากให้ช่วยแถลงไข!”
“หนทางบรรลุเซียนอยู่กับเจ้านิกายพวกเจ้านั่นแหละ”
เฉียนฮวั่นโหรวรู้ว่าพวกเขาจะถามอะไร จึงทิ้งวาจาไว้แล้วจากไป
ทันที
เหล่ายอดฝีมือจากนิกายเทวมารหันมามองเจียงผิงอันด้วย
ดวงตาร้อนรุ่ม
ในยุคสมัยนี้ การบรรลุเซียนเป็นไปไม่ได้ การบรรลุเซียน
กลายเป็นเป้าหมายสำหรับยอดฝีมือมากมาย ทว่าการจะสัมฤทธิ์มัน
กลับไร้ร่องรอยให้ย้อนตาม
ในยุคสมัยนี้ มีเพียงนักพรตเสินซวีเท่านั้นที่ได้บรรลุเซียน
แต่นักพรตเสินซวีมิได้ทิ้งมรดกใดไว้
ยามนี้ เฉียนฮวั่นโหรวพูดถึงว่าหนทางบรรลุเซียนอยู่กับเจ้า
นิกายของตัวเอง ทุกผู้จะไม่ตื่นเต้นได้อย่างไร?
หากเฉียนฮวั่นโหรวมิได้บรรลุเซียน พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อ แต่
การฝึกฝนของอีกฝ่ายได้มารสวรรค์มายืนยันเอง
เจียงผิงอันสัมผัสสายตาเร่าร้อนคู่แล้วคู่เล่าได้ จึงพูดอย่างสุขุม
“ยังไม่ถึงเวลา เมื่อกาละเหมาะสม พวกเจ้าก็จะได้เป็นเซียนกันเอง”
การฝึกฝนในขณะนี้ของเขามิได้แข็งแกร่ง ยามเขาพัฒนาสอง
ขอบเขตหลัก มีพลังปกป้องตนเองยามใด เขาก็จะพาคนเหล่านี้ไป
เคลื่อนขอบเขตที่ภพบุกเบิก
ได้ยินเช่นนี้ ยอดฝีมือมากมายก็มิอาจปกปิดสีหน้าผิดหวังไว้ได้
“เขตแดนมารมืดทมิฬไม่มีทางให้เราอยู่เป็นสุขกันแน่ หากไร้สิ่ง
ใดผิดคาด ศึกต่อจากนี้น่าจะตึงมือ เตรียมตัวให้พร้อมกันด้วย”
พูดจบ เจียงผิงอันก็หันกายเดินกลับตำหนัก บุตรีเขาเมี่ยวอีเพิ่ง
ทะลวงขอบเขต ต้องเสถียรการฝึกฝนของนาง
“ขอแสดงความยินดีกับเจ้านิกาย!”
ยอดฝีมือทั้งหลายล้วนกุมกำปั้นคารวะ ท่าทีของพวกเขานอบ
น้อมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหล่ายอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติ
โอกาสบรรลุเซียนอยู่กับเจ้านิกาย ขอเพียงเจ้านิกายพอใจ บาง
ทีสักวัน พวกเขาอาจสามารถบรรลุเซียน อายุขัยไร้ประมาณ
อีกฟากหนึ่ง เผ่ามาร
ปราณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งกวาดไปทั่วถิ่นเผ่ามาร
ยอดฝีมือสูงสุดของเผ่ามารจำนวนมากปรากฏกาย มองไปทาง
ต้นตอของพลังนี้อย่างหวาดหวั่น
มันเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดมีปีก ดูคลับคล้ายมนุษย์ แต่ก็แตกต่าง
กันยิ่ง
ปราณของมันทรงพลังเกินใดเทียบ ทำให้ยอดฝีมือขอบเขตพ้น
พิบัติมากมายครั่นคร้าม
“เจ้าเป็นใคร?” ยอดฝีมือเผ่ามารแมงมุมหน้ามนุษย์เอ่ยถาม
“มารสวรรค์”
หนึ่งเสียงทะนงเฉยชาดังตอบ
เมื่อได้ยินสมญานี้ ร่างของยอดฝีมือทั้งมวลล้วนสะท้าน สีหน้า
เปี่ยมด้วยความหวาดผวา
มารสวรรค์คือต้นตอแห่งมวลมาร บรรพบุรุษของพวกมัน!
ร่างเซียนมารก็ตั้งชื่อตามอีกฝ่าย
มารสวรรค์มาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร? เหตุใดจู่ ๆ จึงมา?