สู่วิถีอมตะ - บทที่ 569 อาจารย์ของเจียงเมี่ยวอี
เจียงผิงอันมิสนใจเรื่องของเผ่ามารมากนัก เขามีเป้าหมายเดียว
ในใจคือบรรลุเซียน
เท่าที่เขารู้ หากบรรลุเป็นเพียงเซียนมนุษย์ทั่วไป ก็ไร้หนทางฟื้น
ชีวิตคน
หากฆ่าผู้ฝึกตนระดับต ่าไปสักคน เซียนมนุษย์ก็ใช้พลังเซียนคืน
ชีพคนผู้นั้นทันทีได้
แต่การฟื้นชีพผู้ที่ตายไปนานแล้วนั้นเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อย ๆ ก็
มิใช่เซียนมนุษย์ในภพบุกเบิก
ภพบุกเบิกว่าไว้ว่า เซียนถูกแบ่งออกเป็นขอบเขตเซียนมนุษย์
เซียนปฐพีและเซียนสวรรค์
จากข่าวลือ เซียนที่แข็งแกร่งสูงสุดในภพบุกเบิกมีการฝึกฝน
เพียงขอบเขตเซียนปฐพี
บางทีเขาอาจคืนชีพให้บุพการีได้ยามบรรลุขอบเขตเซียน
สวรรค์ และยังห่างไกลเกินจะไปถึงได้จากขอบเขตนี้
ในมิติของอ่างสัมฤทธิผล
กฎมหาเต๋าเวียนวนรอบพฤกษากระจ่างเต๋า ด้ายไหมวิญญาณ
ผลุบโผล่อยู่ในพฤกษากระจ่างเต๋า กัดแทะใบพฤกษาและเติบโตอย่าง
ช้า ๆ
ภาพวาดของมหาจักรพรรดิแขวนอยู่บนกิ่งไม้ เอนไหวไปมาเบา
ๆ ตามสายลมอ่อน
เจียงผิงอันนั่งทำความเข้าใจกฎเคล็ดพลังใต้ต้นไม้ เจียงเมี่ยวอี
นั่งอยู่ข้างเขา หลับตาข้างหนึ่ง ขณะที่ตาอีกข้างเปิดขึ้นจ้องมองแมลง
หมื่นพิษเจ็ดดาราในมือนาง
นางชอบแมลงตัวน้อยที่บิดายกให้นัก น่ารักจริง ๆ
เสี่ยวไป๋ซึ่งยังไม่โตขึ้นนักเอนตัวอยู่ข้างนาง มือน้อยยกขึ้นเท้า
คาง ดวงตาจ้องมองหนังสือตรงหน้า น่องทั้งสองขยับเหวี่ยงไปมา ไม่รู้
นิยายน่าสนใจเพียงไร มุมปากของนางยกยิ้ม หัวร่องอหายเขาแทบ
หลุด
ร่างของเจียงผิงอันเรืองรองด้วยอำนาจเซียนทองตระการ เมล็ด
พันธุ์พลังเซียนสีทองก่อตัวเหนือศีรษะ ผสานกฎเคล็ดพลังสู่ภายใน
นี่คือเมล็ดพันธุ์เซียนที่เขาสร้างจากการฝึก ‘มารสวรรค์เก้าแปร’
ยามกฎเกณฑ์ผสานกับเมล็ดพันธุ์นี้อย่างสมบูรณ์ เจียงผิงอัน
พลันลืมตาขึ้น ม่านตาเปลี่ยนเป็นสีทอง กฎฟ้าดินปรากฏชัดตรงหน้า
เมล็ดพันธุ์สีทองหลอมละลายเข้าสู่ร่าง บรรยากาศจากกายเจียง
ผิงอันพลันเปลี่ยนสู่ยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ดุจเทพ
“โห! ท่านพ่อ ท่านบรรลุขั้นสี่ของ ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ สร้าง
เมล็ดพันธุ์เซียนได้แล้ว!”
เจียงเมี่ยวอีมองเจียงผิงอันด้วยใบหน้าชื่นชม ดวงตากลมโตทอ
ประกาย
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ประกายทองบนร่างเลือนหาย สะกด
ปราณกลับไป ผู้อื่นมิอาจประจักษ์การฝึกฝนของเขาได้
เขาชำเลืองบุตรีข้างกาย แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“พรสวรรค์ของเจ้าดีกว่าข้า อย่ามัวติดเล่น ไม่นานเจ้าก็จะสร้างเมล็ด
พันธุ์เซียนได้”
“เมี่ยวอีมิได้ติดเล่นนะเจ้าคะ!”
เจียงเมี่ยวอีอ้าปากพูดอย่างไม่ค่อยเต็มเสียงนัก ขณะที่มือรีบเก็บ
แมลงหมื่นพิษเจ็ดดาราลงกระเป๋า
เจียงผิงอันแย้มยิ้ม เขามิได้ถือโทษยายหนูน้อย เด็กจะติดเล่นก็
เป็นเรื่องธรรมดา
ในที่สุด เจียงผิงอันก็ตัดสินได้แล้วว่า ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ มิใช่
เพียงวรยุทธ์ ยังเป็นระบบฝึกฝนด้วย
มันคือระบบ ‘ฝึกฝนเซียน’ อย่างแท้จริง!
เหตุผลที่เจียงผิงอันฝึก ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ได้นั้นมิใช่เพราะ
พรสวรรค์ของเขาเอง แต่เพราะ ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ มอบปราณเซียน
แก่เขา เขาจึงมีโอกาสได้ฝึกมัน
หากเขามิได้เลือกสร้างระบบการฝึกฝนของตนเอง ก็คงไร้โอกาส
ฝึก ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ และคงมิบรรลุเงื่อนไขของ ‘มารสวรรค์เก้า
แปร’
เมื่อมี ‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ภายหน้าก็ไม่ต้องบากบั่นสร้างระบบ
การฝึกฝนแล้ว
ภายหน้าก็แค่ฝึกฝนสองวรยุทธ์เซียน ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ และ
‘มารสวรรค์เก้าแปร’ ร่วมกันก็พอ
หากบรรลุเข้าใจกฎเคล็ดพลังอย่างสมบูรณ์ ก็สามารถลอง
กะเทาะเมล็ดพันธุ์ ก่อรากเซียนทะลวงสู่ขั้นที่ห้าของ ‘มารสวรรค์เก้า
แปร’ ได้
เมื่อถึงยามนั้น ขอบเขตก็จะประมาณได้เทียบเท่าขอบเขต
มหายาน
ด้วยเหตุผลบางประการ พอคิดว่าตนมิต้องสร้างขอบเขตใหม่
แล้ว เขาก็รู้สึกผ่อนคลายและอิดออดใจเล็กน้อย
เขาคิดไปว่าหากสร้างขอบเขตได้เอง ก็จะบรรลุจุดสูงสุด ทิ้ง
ตำนานไว้ได้ แต่ดูเหมือนเขาจะมิอาจทำเช่นนั้นได้แล้ว
ก่อนหน้านี้ที่เขาสร้างขอบเขต ก็เพราะไม่อยากทิ้ง ‘วิชาซ่อน
จักรวาล’ ไป แต่ยามนี้เขาฝึกฝนวิชาซ่อนจักรวาลได้แล้ว และยังมี
ระบบฝึกฝนเซียนซึ่งดีกว่าอยู่ เขาย่อมมิต้องทุ่มเทสร้างขอบเขตเอง
อีกต่อไป
เจียงผิงอันมิได้รีบร้อนเรื่องการฝึกฝนของตนเอง สิ่งที่เขาเป็น
ห่วงที่สุดก็คือแม่หนูน้อยข้างกายเขา
พรสวรรค์ของเจียงเมี่ยวอีแข็งแกร่งเกินไป มิใช่ผู้ที่คนทั่วไปจะ
สอนสั่งได้เลย
ต้องหาอาจารย์ดี ๆ ให้นาง
“ไฉนมิพานางไปภพบุกเบิก ให้ประมุขศาลาหลัวเป็นอาจารย์
ของนางเล่า?”
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็เหลือบไปเห็นภาพวาดของมหาจักรพรรดิ
ข้างตัวตน
ร่างขาวดำของมหาจักรพรรดิยืนบนยอดเขา หันหลังให้สรรพสิ่ง
ดูสง่างามทรงอำนาจ มิอาจทราบว่าคิดอะไรอยู่
“นี่ไง!”
ดวงตาของเจียงผิงอันเจิดประกาย อุ้มเจียงเมี่ยวอีขึ้นแล้วเข้าไป
ในภาพวาดมหาจักรพรรดิ
โลกหล้าสีขาวดำมีอำนาจเกินตีความ หลังจากเจียงผิงอันบรรลุ
ขอบเขตนี้ เขาก็ตระหนักถึงอำนาจของภาพวาด
เจียงผิงอันไปยังยอดเขา กุมกำปั้นคารวะ “ผู้อาวุโส ข้ามีบางสิ่ง
อยากวอนขอขอรับ”
แม้นี่จะเป็นเพียงภาพวาดที่มหาจักรพรรดิวาดขึ้นตามชอบใจ
แต่ภายใต้อิทธิพลกฎเกณฑ์อันแข็งแกร่ง ภาพวาดนี้จึงมีสติรู้คิดของ
ตนเอง
กู่ตี้ที่ยอดเขาหันศีรษะมา ใบหน้าของเขายังคงไม่ชัดเจน แต่
เหมือนเขาจะสัมผัสบางสิ่งได้แล้วมองลงมาที่เจียงเมี่ยวอีข้างกายเจียง
ผิงอัน
เจียงเมี่ยวอีหลบหลังเจียงผิงอันอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ มือของนาง
กำกางเกงของเจียงผิงอันไว้ เงยหน้าขึ้นมองด้วยคู่เนตรกลมโตเปี่ยม
ความสงสัย
เหลือเชื่อยิ่งนัก คนในภาพวาดนี้ขยับได้ด้วย
“เป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดียิ่ง บุตรีเจ้าหรือ?” กู่ตี้เอ่ยช้า ๆ
“ผู้น้อยสมองทึบ ไร้ปัญญาจะชี้นำบุตรีฝึกฝน จึงขอวอนผู้อาวุโส
ช่วยชี้แนะแม่หนูนี่ด้วยเถิด”
เจียงผิงอันกล่าวด้วยใจคิดลองดู
เขาไม่แน่ใจว่ากู่ตี้จะช่วยเหลือหรือไม่ จากการต่อสู้ที่ผ่านมา
เจียงผิงอันสัมผัสความทะนงของอีกฝ่ายได้
ตัวตนเช่นนี้ จะทำการใดหรือไม่ ขึ้นกับอารมณ์ของคนผู้นั้นโดย
สมบูรณ์
“ได้” กู่ตี้ตอบเบา ๆ
“ขอบคุณผู้อาวุโส!” เจียงผิงอันสุดลิงโลด
การได้มหาจักรพรรดิสอนสั่งด้วยตนเอง เป็นโอกาสอันล ้าเลิศ
สำหรับเมี่ยวอี!
เจียงผิงอันรีบพูดกับเจียงเมี่ยวอี “เมี่ยวอี รีบกราบอาจารย์เร็ว!”
“จะให้ข้ากราบภาพวาดเป็นอาจารย์หรือเจ้าคะ? ไม่เอาอ่ะ ท่าน
พ่อไร้เทียมทาน ข้าอยากกราบท่านพ่อเป็นอาจารย์มากกว่า” เจียง
เมี่ยวอีปฏิเสธทันควัน
เจียงผิงอันเจียนกระอักเลือด รีบเกลี้ยกล่อมด้วยกลัวกู่ตี้เปลี่ยน
ใจ “ผู้อาวุโสกู่ตี้แข็งแกร่งกว่าข้ามากนะ”
“ข้าไม่เชื่อหรอก ท่านพ่อข้าแข็งแกร่งที่สุด”
ศีรษะน้อยของเจียงเมี่ยวอีส่ายไปมา แสดงชัดถึงความไม่เห็น
ด้วย
ต่อให้เจียงผิงอันพูดเองว่ากู่ตี้แข็งแกร่งกว่า แต่เจียงเมี่ยวอีก็ไม่
เชื่อ ในโลกของนาง บิดานางแข็งแกร่งที่สุด
ขณะที่เจียงผิงอันสุดแสนร้อนใจจนข่วนหัวเกาหู กู่ตี้ก็เอ่ยขึ้น
เสียงเนิบ “ข้าด้อยกว่าบิดาเจ้าในขอบเขตนี้จริง ๆ เขาเรียนรู้เรื่องต่าง
ๆ มากกว่าข้า แต่ข้าเหมาะจะสอนเจ้ามากกว่าเขา”
“ฮี่ ๆ เมี่ยวอีว่าแล้วว่าท่านพ่อแข็งแกร่งที่สุด ก็ได้ ข้าจะกราบเจ้า
เป็นอาจารย์”
เจียงเมี่ยวอีไม่อยากให้บิดานางเสียใจ นางจึงตอบรับอย่างไม่เต็ม
ใจ
เจียงผิงอัน “…”
กู่ตี้อุตส่าห์รับศิษย์ แต่ยายหนูนี่กลับไม่เต็มใจ
ยามยายหนูนี่เติบใหญ่ ได้รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร นางจะรู้เองว่าการ
กระทำของนางในวันนี้อุกอาจเพียงไหน
“รีบกราบอาจารย์สิ” เจียงผิงอันกล่าวกับบรรพบุรุษน้อยผู้นี้
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก เริ่มกันได้เลย”
กู่ตี้มิได้สนใจเรื่องเหล่านี้ เพียงหนึ่งโบกมือ กฎเกณฑ์แห่งแสงก็
เจิดจรัสก่อตัวตรงหน้าเขา
เพียงผลักเบา ๆ กฎเกณฑ์แห่งแสงอันดูราวจักรดารานี้ก็โรยมา
ตรงหน้าเจียงเมี่ยวอี
“ทำความเข้าใจกฎแห่งแสงก่อนเลย”
“ท่านพ่อ ข้าหิวแล้ว กลับกันเถอะเจ้าค่ะ”
เจียงเมี่ยวอีรู้สึกว่าการฝึกฝนน่าเบื่อนัก นางไม่อยากศึกษาสัก
นิด และหาข้ออ้างจะหนีออกไป
“ก็ได้ กลับไปหาแม่เจ้ากันเถอะ” เจียงผิงอันตอบ
“อ๊ะ! ไม่เอาเจ้าค่ะ! ท่านแม่น่ากลัว ถ้าไม่ฝึกฝน นางจะตีก้นเมี่ยว
อี”
เจียงเมี่ยวอีไม่อยากโดนตี นางจึงเริ่มทำความเข้าใจกฎเกณฑ์
แห่งแสงด้วยสีหน้าเศร้าหมอง และทันทีที่นางเริ่มทำความเข้าใจ แสง
ดาวจุดน้อยก็เริ่มส่องประกายรอบร่างจ้อยของนาง
เจียงผิงอันมองเจียงเมี่ยวอีอย่างโล่งใจ
บุตรีผู้นี้พรสวรรค์ดีกว่าเขา ความสำเร็จของนางในภายหน้าจะ
สูงล ้ากว่าเขาแน่นอน
หวังว่าแม่หนูน้อยนี่จะสำราญไร้กังวลได้ตลอดไป
การฝึกฝนอย่างเยือกเย็นเช่นนี้ดำเนินไปสามเดือน ในที่สุดเผ่า
มารก็เริ่มลงมือ
ทั้งสองฝ่ายล้วนรวมตัวตรงหน้าบริเวณเหมือง ณ แถบผาสะบั้น
ฟ้า
ฟากหนึ่งคือมวลมาร มีทั้งมารแมงมุมหน้ามนุษย์ มารหมาป่าเงา
ขจี มารแมลงพันขา…
ฟากหนึ่งคือผู้ฝึกตนจากนิกายเทวมาร
ตัวตนหนาแน่นอัดทั่วสุญตา ความมืดปกคลุมทั่วโลกหล้า
บรรยากาศเคร่งขรึมทำให้กฎฟ้าดินนิ่งงัน
สองฝ่ายมิได้เปิดศึกกันทันที ปกติแล้วก่อนศึกปะทุ พวกเขาจะ
จัดประลองหลายหนเพื่อข่มขวัญศัตรูก่อน
ตู้ม!
ปราณมารยิ่งใหญ่ชวนขนลุกระเบิดออก แสงสีดำทะลวงสู่สุญตา
มารแมงมุมหน้ามนุษย์ตนหนึ่งแปลงสู่ลักษณ์มนุษย์ปรากฏขึ้นหน้า
ทัพ ที่อกมีใบหน้ามนุษย์อีกหน้า ดูพิกลยิ่ง
เมื่อสัมผัสปราณมารจากร่างมารแมงมุมหน้ามนุษย์ตนนี้ เหล่าผู้
ฝึกตนมารต่างผงะจังงัง สีหน้าแปรเปลี่ยนเฉียบพลัน
กระทั่งปราณมารจากตัวยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติยังไม่บริสุทธิ์
เพียงนี้
มิอาจทราบว่าแข็งแกร่งกว่าร่างเซียนมารกี่เท่าตัว
ต้องทราบว่าร่างเซียนมารเป็นตัวตนอันเทียบได้กับร่างโกลาหล
กล่าวคือ มารแมงมุมหน้ามนุษย์ตนนี้แข็งแกร่งกว่าร่างโกลาหล
อีก!
นี่คือพลังต่อสู้สูงสุดที่ฝึกฝนด้วยโลหิตเซียนมารสวรรค์?
เจ้านิกายอยู่ในอันตรายแล้ว!