สู่วิถีอมตะ - บทที่ 581 แผนของเจียงผิงอัน
“มีแผนไปก็ไร้ประโยชน์ ศัตรูที่เผชิญครั้งนี้คือผู้ฝึกตนติดเชื้อไร้
สตินะ”
หลัวซู่ไม่คิดว่าจะมีแผนอื่นในการจบวิกฤตินี้
หากมี ยอดฝีมือและกำลังหลักในศาลาเติงเซียนคงคิดได้นาน
แล้ว มีหรือจะต้องรอบุคคลเล็กจ้อยอย่างเจียงผิงอันมาแถลงไข?
หากเจียงผิงอันคิดหาทางแก้ได้จริง ๆ ยอดฝีมือทั้งหลายคงใช้
ชีวิตเนิ่นนานมาเสียเปล่าแล้ว
เจียงผิงอันอธิบาย “แผนของข้าอาจต้องทำให้ประมุขศาลาต้อง
เสียอะไรไปบ้าง แต่จะเบากว่าแผนประหัตประหารของประมุขศาลา
แน่นอน”
“หากแผนเช่นนั้นมีจริง ประมุขศาลาผู้นี้จะยกศาสตราเซียนให้
เจ้าชิ้นหนึ่งเลย”
หลัวซู่กล้าออกปากสัญญายิ่งใหญ่ เผยความคิดในใจชัดเจน
กระทั่งเฉียนฮวั่นโหรวยังมองเจียงผิงอันอย่างฉุกฉงน มิอาจ
ทราบว่าชายผู้นี้คิดอะไรได้
เจียงผิงอันกล่าวว่า “แผนนี้ง่ายมาก ให้ประมุขศาลาประกาศต่อ
สาธารณชน ว่าเพื่อหาทางแก้ปราณเซียนกลายพันธุ์ ศาลาเติงเซียน
พร้อมให้ศิษย์นับพันถูกปราณเซียนกลายพันธุ์แทรกซึมเพื่อหา
เส้นทางบรรลุเซียนใหม่”
เมื่อได้ยินแผนของเจียงผิงอัน คนทั้งสามที่อยู่กับเขาก็เผยสีหน้า
พิกล
พวกเขามิได้โง่ ย่อมเข้าใจว่าเจียงผิงอันหมายความเช่นไร นี่คือ
การข่มขวัญขุมกำลังอื่น ๆ และบีบบังคับให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหา
หากศาลาสาขาเติงเซียนถูกพลังกลายพันธุ์แทรกซึมถ้วนหน้า
ทั้งแคว้นชางหลานจะกลายเป็นนรกบนดินไปทันที ขุมกำลังใด ๆ ก็มิ
อาจรับความน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
ก่อนหน้านี้ หลัวซู่ก็อยากผสานกำลังกับขุมกำลังอื่น ๆ เพื่อ
แก้ไข แต่ทุกผู้ล้วนมีเจตนาของตน อยากใช้หายนะนี้ลดทอนอำนาจ
ขุมกำลังอื่น ๆ จึงมิอยากลงมือกัน
หลัวซู่กุมคางเอ่ยขึ้น “วิธีนี้ก็ดี แต่แผนง่าย ๆ เช่นนี้ พวกเขารู้แน่
ว่าของปลอม”
“คนเหล่านั้นมีเจตนาของตนเอง พวกเขาล้วนไม่อยากเสียหาย
หากจะร่วมมือกันได้ ปัญหาคงถูกแก้ได้นานแล้ว”
เจียงผิงอันพยักหน้า “เรื่องต่อจากนี้แหละที่ต้องทำร้ายชื่อเสียง
ประมุขศาลา คือหาโซ่ยาว ๆ มัดผู้กลายพันธุ์สักหมื่น ๆ คน แล้วไป
เดินเล่นที่ขุมกำลังหลักทั้งหลายหน่อย”
“หากจะตายก็ต้องตายด้วยกัน ไฉนต้องให้ศาลาเติงเซียนแบกรับ
ความรับผิดชอบทั้งหมดด้วย?”
คนทั้งหลายที่นี่ตะลึงไป
เจ้าเด็กนี่ต้องไร้สามัญสำนึกเพียงไร นำผู้ติดเชื้อเข้าไปในขุม
กำลังใหญ่แห่งอื่น ขุมกำลังใหญ่เหล่านั้นได้ขี้หดตดหายกันแน่แท้
ผู้อาวุโสข้าง ๆ กันนั้นรีบตะโกนขึ้น “ไม่ได้! หากประมุขศาลาทำ
เช่นนี้ ทุกขุมกำลังได้แค้นเคืองนางแน่!”
หลัวซู่ส่ายหัว “ยามนี้ไม่มีทางอื่นแล้ว มีแต่ต้องบีบทุกฝ่ายให้ร่วม
สู้ ยามเราลงมือร่วมกัน เราศาลาเติงเซียนก็จะถูกด่าทอน้อยหน่อย”
ผู้อาวุโสถามขึ้นอย่างกังวล “แล้วหากพวกเขาไม่ลงมือเล่า?”
“งั้นก็ทำตามเจียงผิงอันว่า ตายด้วยกันให้หมดนี่แหละ ไฉนเรา
ศาลาเติงเซียนต้องเสียหายฝ่ายเดียว?”
สีหน้าของหลัวซู่เย็นเยียบเกินครั้งใด ปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่
นางแผ่ออกมาโดยไม่รู้ตัวทำให้เจียงผิงอันต้องถอยไปหลายก้าว
เจียงผิงอันตกตะลึง เซียนมนุษย์จะน่ากลัวไปแล้ว เพียงปราณ
เสี้ยวเดียว เขาก็มิอาจต้านไหว
หลัวซู่เก็บปราณ หันไปกล่าวกับเฉียนฮวั่นโหรว “เป็นการยาก
หากต้องซื้อโอสถคุ้มภัยสิบล้านเม็ดเดี๋ยวนี้เลย ไว้ข้าขายมันหมด ข้า
จะส่งเงินให้พี่หญิงเฉียนนะ”
หลัวซู่คิดว่าโอสถคุ้มภัยเหล่านี้ เฉียนฮวั่นโหรวเป็นผู้ได้มา ส่วน
เจียงผิงอันแค่พูดแทนเฉย ๆ
ไร้ผู้ใดเชื่อว่าโอสถคุ้มภัยมากมายเพียงนี้จะมาจากเจียงผิงอัน
“ไม่ต้องรีบร้อน”
เฉียนฮวั่นโหรวมิได้อธิบาย ต่อให้นางพูดความจริง อีกฝ่ายก็ไม่
เชื่ออยู่ดี
นอกจากนั้น จะให้ผู้อื่นทราบความลับของเจียงผิงอันมิได้
จากการใช้ทรัพยากรจำนวนมากอย่างต่อเนื่องของเจียงผิงอัน
เฉียนฮวั่นโหรวก็พอเดาได้แล้วว่าเจียงผิงอันมีอาวุธวิเศษพิเศษ
บางอย่างที่สามารถลอกเลียนทรัพยากรจำนวนมากได้
บางที อาวุธวิเศษนี้อาจจะเป็นศาสตราเซียนที่พาเจียงผิงอัน
สัญจรระหว่างสองภพก็ได้
เจียงผิงอันปริปากกล่าว “ประมุขศาลา ท่านเพิ่งรับปากข้านะว่า
จะให้ศาสตราเซียนกับข้าชิ้นหนึ่ง”
สีหน้าของหลัวซู่แข็งค้าง นางแค่พูดไปเปล่า ๆ มีหรือจะรู้ว่าเจียง
ผิงอันจะคิดหาทางได้จริง ๆ
“อะแฮ่ม เรื่องนี้ไว้หารือกันยามแก้วิกฤติได้เถอะ ประมุขศาลาผู้นี้
ขอไปจัดการวิกฤติก่อนแล้วกัน”
“ช้าก่อน ยังมีอีกเรื่องที่ข้าอยากถามน้องหญิงหลัวซู่”
ขณะเฉียนฮวั่นโหรวเอ่ยปาก นางก็ชำเลืองผู้อาวุโสข้างกายนาง
ผู้อาวุโสผู้นั้นสายตาดี ตระหนักทันทีว่าทั้งสองจะหารือเรื่อง
สำคัญ
“ประมุขศาลาทั้งสองท่าน ตาเฒ่าผู้นี้ขอตัวก่อน”
ผู้อาวุโสคารวะแล้วหันกายจาก
หลังอีกฝ่ายลับไป เฉียนฮวั่นโหรวก็บอกหลัวซู่เรื่องมารสวรรค์
เก้าแปรตามวาทะที่หารือกับเจียงผิงอันแล้ว
เมื่อทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจียงผิงอัน หลัวซู่ก็ขมวดคิ้ว “วรยุทธ์
ที่เจียงผิงอันฝึกฝนสามารถสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนได้ นี่น่าจะเป็นวร
ยุทธ์จากภพเซียน ลำบากแล้วสิ”
“หลังจากก่อเมล็ดพันธุ์เซียน การทำลายมันเป็นไปไม่ได้ มีแต่
ต้องไปยังภพเซียน ที่นั่นมีกฎเต๋าเซียน จึงงอกรากเซียนขึ้นได้”
“คนทั่วไปจะไปภพเซียน ก็มีแต่ต้องตามรอยเซียนในภพบุกเบิก
ของเรา”
“การคัดเลือกย้อนรอยเซียนมีขึ้นทุกพันปี หนต่อไปคือห้าสิบปี
ให้หลัง ต่อให้ศาลาเติงเซียนส่งเจียงผิงอันเข้ารับการทดสอบได้ การ
ฝึกฝนของเขาก็ยังมิอาจผ่านการประเมินได้อยู่ดี”
“ในอดีต มีเพียงผู้ฝึกตนสองคนที่ผ่านการประเมินในขั้นต้น
ขอบเขตมหายานได้ แต่ไร้ผู้ใดผ่านการประเมินในขอบเขตบูรณา
การได้เลย”
สีหน้าของเจียงผิงอันเคร่งขรึม เหมือนที่เฉียนฮวั่นโหรวเคย
กล่าวไว้เลย
“ไม่มีทางอื่นแล้วจริง ๆ หรือ?”
“มี ขอเพียงเจ้าหาผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะมาได้ เจ้าก็จะ
งอกรากเซียนได้”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวก็สุดปรีดา พวกเขา
ถามได้ถูกคนจริง ๆ
“พวกเจ้าด่วนดีใจไปแล้ว”
หลัวซู่กล่าว “ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะหายากสุดขั้ว
เกิดขึ้นเพียงในเคหาสน์เซียน หากกินผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะ
เข้าไป ก็จะได้รากเซียนมาทันที ผู้ได้ผลไม้นี้มาก็แทบจะกินมันทันที
ทั้งสิ้น”
“หนก่อนยามผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะปรากฏคือสามร้อยปี
ก่อน ทำให้ขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายปราชันแย่งกันอุตลุด”
“ขอพูดอะไรที่ไม่น่าฟังสักหน่อย โอกาสหาผลวิญญาณเซียน
มหาสุญญะพบนั้นมิได้สูงกว่าโอกาสผ่านการคัดเลือกย้อนรอยเซียน
เลย เจียงผิงอันอาจติดอยู่ในขอบเขตนี้ไปชั่วชีวิต”
หลัวซู่มองเจียงผิงอันด้วยแววตาสุดเสียดายและเห็นใจ
เป็นอัจฉริยะล ้าเลิศนัก กระทั่งชิวผิงเซิง บุตรเซียนผู้มีปราณ
เซียนยังเอาชนะได้
แต่นางมิคาดเลยว่าอีกฝ่ายจะด่วนฝึกวรยุทธ์เซียน ทำให้
ขอบเขตของเขาค้างกับที่
บางทีอาจเป็นเพราะเจียงผิงอันฝึกฝนวรยุทธ์ระดับเซียน เขาจึงมี
พลังต่อสู้ท้าทายสวรรค์เช่นนี้
กาลก่อน นางยังสงสัยว่าไฉนเจียงผิงอันจึงแข็งแกร่งนัก เมื่อนาง
ทราบว่าเขาฝึกฝนวรยุทธ์เซียน ทุกสิ่งก็สมเหตุสมผลแล้ว
สีหน้าอันไร้การเปลี่ยนแปรเนิ่นนานของเฉียนฮวั่นโหรวเผยเค้า
กังวลใจ
ยามนางสะบั้นรากฐานตนเอง นางยังมิได้ร้อนใจเช่นนี้เลย
หลัวซู่มองสีหน้ากังวลของเฉียนฮวั่นโหรวอย่างประหลาดใจ นี่
เป็นครั้งแรกนับแต่พบพานอีกฝ่ายที่นางได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสี
หน้าอย่างร้ายแรงของเฉียนฮวั่นโหรว
เฉียนฮวั่นโหรวพลันนึกอะไรได้ ถามขึ้นว่า “เจียงผิงอันประมือ
กับเคหาสน์เทพจันทรามาก่อน และได้ป้ายคำสั่งเคหาสน์เซียนมาชิ้น
หนึ่ง เข้าเคหาสน์เซียนได้ถูกหรือไม่”
นางอยากไปยังเคหาสน์เซียนเพื่อช่วยเจียงผิงอันหาผลวิญญาณ
เซียนมหาสุญญะ
หลัวซู่พยักหน้า “มีป้ายคำสั่งเคหาสน์เซียน ก็เข้าเคหาสน์เซียน
ได้จริง ๆ แต่ต้องให้เจียงผิงอันไปเองเท่านั้นนะ”
“เคหาสน์เซียนนั้นมีจำกัดขอบเขต ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกให้พวก
เจ้าไปยามบรรลุขอบเขตบูรณาการ ก็เพราะเคหาสน์เซียนนี้ให้ผู้ฝึก
ตนขอบเขตบูรณาการเข้าได้เท่านั้น”
เฉียนฮวั่นโหรวบรรลุขอบเขตเซียนมนุษย์แล้ว มิอาจเข้าสู่
เคหาสน์เซียนได้
“ข้าจะไปเอง”
เจียงผิงอันมีเพียงหนทางนี้แล้ว
“เจ้าไปก็ไร้ประโยชน์… ช่างเถอะ หากเจ้าไม่ไป ก็คงมิอาจถอด
ใจได้จริง ๆ”
หลัวซู่อยากพูดอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่พูดออกมา
ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะจะหาได้ง่ายที่ไหนกัน สมบัติเช่นนี้
ไม่มีทางได้มาหากโชคมิล้นฟ้าจริง ๆ
แต่คนหนุ่มเช่นนี้กำแหงถือดี หากมิประสบกับตัวก็จะไม่มีทาง
สงบได้
อีกไม่นาน อีกฝ่ายก็จะคอตกกลับมา มีแต่ต้องรับชะตาที่ตนมิ
อาจเคลื่อนขอบเขตได้เท่านั้น