สู่วิถีอมตะ - บทที่ 585 บททดสอบรูปสลักศิลา
ขอเพียงติดเก้าสิบอันดับแรก ก็หมายความว่าอยู่ในเก้าสิบอันดับ
แรกของภพบุกเบิกแล้ว
นี่เป็นการจัดอันดับอันน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ผู้ฝึกตนทั่วไปหามี
โอกาสติดอันดับนี้ไม่
ต่อให้ติดอันดับสุดท้าย ก็ยังเป็นตัวตนอันลือนามในภพบุกเบิก
เป็นเกียรติประวัติวงศ์ตระกูลได้
อันดับในปัจจุบันมิได้เปลี่ยนแปลงมาหลายสิบปีแล้ว
เถียนซีเดินผ่านรูปสลักรูปแล้วรูปเล่า มายังรูปสลักศิลาที่เก้าสิบ
ซึ่งก็คือรูปสลักอันดับสองพันเก้าสิบ
เมื่อเห็นการกระทำของเถียนซี ปวงชนที่นี่ล้วนประหลาดใจยิ่ง
“นางบ้าไปแล้วหรือ ถึงกับคิดท้าทายผู้อาวุโสอันดับเก้าสิบแต่
แรก!”
“ผู้อาวุโสอันดับเก้าสิบท่านนี้แข็งแกร่งเพียงพอเอาชนะอัจฉริยะ
ร่วมรุ่นได้ โดดเด่นในโลกาด้วยวิชากระบี่มือเดียว เลิศล ้าเหนือใครใน
การคัดเลือกของสำนักเซียน ได้ยินว่าเขากลายเป็นเซียนในภพเซียน
ไปแล้วด้วย”
“นางโง่อวดดี ข้าเดาว่าเดี๋ยวนางก็โดนฆ่าแล้ว”
เมื่อเห็นท่าทีของเถียนซี ผู้ฝึกตนทั้งหลายล้วนรู้สึกว่าสตรีกลาย
พันธุ์อัปลักษณ์ผู้นี้อวดดีอย่างยิ่ง
ปกติแล้วผู้คนจะเริ่มท้าทายจากอันดับล่างสุด แต่นางกลับไปเริ่ม
ท้าทายอันดับเก้าสิบก่อนใคร บ้าระห ่าแท้ ๆ
“ข้าขอท้าทาย!”
ขณะเถียนซีเอ่ยปาก อำนาจกฎเกณฑ์รายล้อมก็หลากไหลสร้าง
เป็นอาคม โอบล้อมรูปสลักศิลาและเถียนซีไว้ภายใน
รูปสลักแปรเปลี่ยนราวมีชีวิต แผ่ปราณแข็งแกร่งสุดขั้ว เผย
ฤทธาทรงพลังในอดีตกาล
เถียนซีอยู่ในขั้นกลางขอบเขตบูรณาการ รูปสลักศิลาก็เปลี่ยนสู่
ขั้นกลางขอบเขตบูรณาการเช่นกัน
รูปสลักศิลาในจัตุรัสนี้จะแปรความแข็งแกร่งให้ตรงกับผู้ท้าทาย
แน่นอน มันทำเพียงเพิ่มหรือลดฤทธิ์อำนาจเคล็ดพลังของรูป
สลักเหล่านี้เท่านั้น มิได้กระทบต่ออำนาจวรยุทธ์แต่อย่างใด
รูปสลักถือกระบี่ในมือ คมกริบและรวดเร็วเสียจนแทบมิอาจมอง
ตามทัน
วิชากระบี่ของผู้อาวุโสท่านนี้คือกระบี่ความเร็วแสง คล่องแคล่ว
ว่องไวเกินใดเปรียบ
เถียนซีใช้วิชาลับมิติส่งปราณกระบี่หายสู่สุญตาทันที
ขณะเดียวกันก็ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์วงล้อจันทราเข้าจู่โจม
มหาศึกเปิดฉาก
เคล็ดพลังเรืองประกายเจ็ดสี คลื่นพลังทำให้สุญตาสะท้านไหว
อำนาจศักดิ์สิทธิ์สูงสุดปรากฏพร่างพราย แม้จะมีอาคมทับครอบ ก็ยัง
สัมผัสฤทธิ์ทั้งสองได้จากภายใน
ปวงชนจ้องนิ่งที่สมรภูมิ มิกล้าแม้แต่จะกะพริบตา กลัวจะพลาด
ฉากศึกอัศจรรย์นี้ไป
การพินิจศึกอัจฉริยะสูงสุดเช่นนี้เป็นประโยชน์ยิ่ง
ตำนานเล่าว่า เมื่อพลังวิญญาณสูงถึงระดับหนึ่ง จะสามารถสร้าง
จินตภาพการต่อสู้ของผู้อื่นในใจได้
กระทั่งกฎเกณฑ์และวรยุทธ์ที่ผู้อื่นใช้ยังสามารถตระหนักทราบ
ได้ในใจ ร้ายกาจสุดขั้ว
แน่นอน นี่เป็นเพียงตำนาน กล่าวกันว่ามีเพียงมหาจักรพรรดิใน
ตำนานเท่านั้นที่มีพลังนี้ และไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินผู้ใดทำได้เช่นนี้
อีกเลย
ขณะมองทั้งสองต่อสู้ รอบข้างก็มีเสียงอุทานดังต่อเนื่อง
“สมกับเป็นผู้อาวุโสอันดับเก้าสิบตราบประวัติการณ์ ความเร็ว
กระบี่นี้สูงนัก กระทั่งผู้ฝึกตนขั้นปลายขอบเขตบูรณาการอย่างข้ายัง
มองตามไม่ทัน!”
“สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดายิ่ง ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ง่ายราวกระดิกนิ้ว
นางเป็นใครกัน”
“ในเคหาสน์เทพจันทรา มีสตรีเพียงหนึ่งที่มีพลังต่อสู้เช่นนี้ ซึ่งก็
คือบุตรีของเจ้าเคหาสน์เทพจันทรา เถียนซี”
“เถียนซี? ข้าเคยได้ยินว่าสตรีผู้นี้งดงามตรึงจิต แต่ปรากฏว่านาง
กลายเป็นผีร้ายเช่นนี้ไปแล้ว!”
เมื่อทราบว่าสตรีผู้นี้คือเถียนซี หลายบุคคลที่เคยได้ยินเรื่องของ
นางก็นึกเสียดาย
ยามนี้ ร่างกายของเถียนซีเป็นสีเทา แขนหนากว่าเรือนกาย ที่
อกหย่อนยานยังมีแขนงอกอีกสองข้าง ราวเอาชิ้นส่วนบุคคลมาแปะ
ติดกัน ไม่เหลือเค้าความงามดั้งเดิม
“แต่ก็นะ พลังการกลายพันธุ์นี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว เถียนซีถึงกับ
สู้เสมอผู้อาวุโสท่านนี้ได้!”
“นั่นสิ เป็นการโจมตีธรรมดาแท้ ๆ แต่การโจมตีของเถียนซี
แข็งแกร่งกว่าใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์เสียอีก”
“หากเถียนซีเอาชนะผู้อาวุโสท่านนี้ได้ ข้าก็จะเข้าร่วมกับ
เคหาสน์เทพจันทรา ถึงจะอุบาทว์ แต่ข้าอยากได้พลังมากกว่า!”
ทุกผู้ที่นี่ต่างตกใจกับพลังของเถียนซี มีกระทั่งบางคนที่โหยหา
อยากได้พลังนี้
เจียงผิงอันนั่งอยู่ไม่ห่างไปนัก ขณะรักษาบาดแผลก็จ้องมองการ
ต่อสู้ของทั้งสอง แล้วร่างของทั้งคู่ก็ปรากฏในมโนสำนึก
พลังแห่งจินตภาพเป็นพลังที่เขาปลุกขึ้นได้ที่ผาสำนึกผิด ณ
ศาลาหลักเติงเซียน สามารถสะท้อนภาพการต่อสู้ที่เห็น สู้กับพวก
เขาในใจได้
หากคู่ต่อสู้มีอำนาจกฎเกณฑ์ที่เขาต้องการ ระหว่างต่อสู้กัน เขา
ก็สัมผัสมันได้ด้วย
ขณะที่เจียงผิงอันจมในห้วงจิตสำนึก เขาก็เริ่มการต่อสู้กับคนทั้ง
สอง
ขณะนั้น หนึ่งเสียงดังขึ้นข้างหูเขา
“ข้าจะใช้พลังภาพสะท้อนสร้างภาพลวงตาของเจ้าที่นี่สักพัก ใช้
โอกาสนี้หนีไปเสีย”
ผู้ถ่ายทอดกระแสปราณมาก็คือหร่านหงเฉิน
“ขอบคุณมาก แต่ไม่ต้องหรอก ที่นี่พวกเขาทำร้ายข้ามิได้” เจียง
ผิงอันถ่ายทอดกระแสปราณตอบ
หร่านหงเฉินพูดไม่ออก “ยามนี้พวกเขาทำร้ายเจ้าไม่ได้ก็จริง
แต่เจ้าจะอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตหรือ? ขณะที่ข้ายังอยู่ที่นี่ ข้ายังช่วยเจ้าได้
ไปเถอะ!”
“ไม่ต้องหรอก ข้าจะอยู่ตามหาผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะที่นี่
สักพัก” เจียงผิงอันตอบ
เจียงผิงอันซาบซึ้งใจยิ่งกับความช่วยเหลือของสตรีผู้นี้ เมื่อครู่
เขาก็ได้นางช่วยไว้
“ทุกคนล้วนอยากได้ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะ แต่สมบัติ
เช่นนั้นจะได้มาง่าย ๆ หรือ? อย่างน้อยก็ต้องติดแปดสิบอันดับแรก
ของเผ่ามนุษย์ในภพบุกเบิกก่อนแหละ”
หร่านหงเฉินรู้สึกเหมือนเจียงผิงอันฝันเฟื่อง
เผ่ามนุษย์แปดสิบอันดับแรกของภพบุกเบิกหมายความถึงแปด
สิบบุคคลจากผู้ฝึกตนมหาศาลในขอบเขตบูรณาการตราบโบราณ
ซึ่งติดอันดับยืนยงในเคหาสน์เซียนเทียนหลานเสมอมา
รูปสลักศิลาซึ่งอยู่ที่นี่ได้ล้วนเป็นตัวตนอันลือนามในหนึ่งยุคสมัย
ผู้ใดมิตกตายไปกลางคันล้วนเป็นตัวตนอันโดดเด่นเลื่องลือทั้งสิ้น
เช่นอันดับแปดสิบเอ็ด ประมุขศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชาง
หลาน หลัวซู่
แม้จะแข็งแกร่งอย่างประมุขศาลา นางก็มีอันดับเพียงแปดสิบเอ็ด
ยิ่งกว่านั้น แม้เจียงผิงอันจะโชคดีพอติดแปดสิบอันดับแรกจริง ๆ
เขาก็อาจมิสามารถได้ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะมาก็ได้
เพราะรางวัลนี้เกิดขึ้นแบบสุ่ม ขึ้นกับดวงอย่างแท้จริง
“มิต้องห่วง ข้ามีแผนของข้า” เจียงผิงอันปฏิเสธน ้าใจของอีก
ฝ่าย
การหาผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะให้พบเป็นทางออกเดียว
ของเขา
หากมิอาจหาผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะได้ ชั่วชีวิตนี้ก็มิอาจ
เคลื่อนขอบเขต มิอาจบรรลุเซียน ไม่อาจฟื้นชีวิตบุพการีได้
“เจ้า…”
หร่านหงเฉินโมโหเล็กน้อย ทำไมเจียงผิงอันจึงโง่นัก ป่านนี้แล้ว
ยังคิดหาแต่สมบัติ โลภมากจริง ๆ
ช่างมันเถอะ วาจาดีเพียงไรก็หยุดผีมิให้ตายไม่ไหวอยู่แล้ว
เจียงผิงอันเห็นอีกฝ่ายเงียบไป ก็ไร้วาจาใดอื่น เขาพินิจการต่อสู้
ต่อไปพลางสู้กับทั้งสองในใจ
เมื่อได้ยินว่ามีการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่นี่ ผู้ฝึกตนก็ทยอยกันมาชมศึก
ระหว่างเถียนซีและรูปสลักศิลากันมากขึ้น เสียงอุทานอย่างชื่นชมดัง
กระหึ่มเป็นระลอก
การต่อสู้กับมือกระบี่อันดับเก้าสิบของเผ่ามนุษย์ได้เช่นนี้ นับเป็น
เรื่องน่าตกใจสำหรับภพบุกเบิกแล้ว
ศึกนี้ดำเนินไปห้าวันห้าคืน ไร้ผู้ใดจากจร ต่างผู้ล้วนรอพินิจผล
พวกเขาสังหรณ์คลับคล้ายว่า อัจฉริยะผู้หนึ่งกำลังจะลือนามทั่ว
ภพบุกเบิก
ในวันที่ห้า ร่างของเถียนซีเต็มไปด้วยแผลจากกระบี่ โลหิตสีเทา
หลั่งชโลม
“ตาย!”
เถียนซีพลันฉวยโอกาส ใช้แขนสี่ข้างกอดรูปสลักไว้ แล้วกรง
เล็บแหลมคมก็งอกออกจากบ่า ขยี้ศีรษะของรูปปั้นศิลา
ขณะนี้ รูปสลักอันดับสามพันที่หน้าทางเข้าระเบิดแหลก รูปสลัก
อันดับต่อจากสองพันเก้าสิบต่างขยับถอย
รูปสลักมือกระบี่ซึ่งเดิมอันดับเก้าสิบถอยไปเป็นเก้าสิบเอ็ด
อันดับเก้าสิบถูกแทนที่ด้วยรูปสลักศิลาของเถียนซีผู้มีห้าแขน
หัวใจของเหล่าผู้ชมสะท้านสะเทือนรุนแรง
ภพบุกเบิกมีอัจฉริยะไร้เทียมทานเพิ่มมาอีกหนึ่ง ขอเพียงนางไม่
ตกตาย นางจะได้เป็นเซียนในภายหน้าแน่นอน หรืออย่างน้อย ๆ ก็
ต้องลือนามโด่งดัง!
สีหน้าของหร่านหงเฉินแปรเปลี่ยนมหันต์ มิคาดว่าเถียนซี สตรีผู้
นี้จะทำได้จริง ๆ
ทั่วทั้งศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชางหลาน ไม่มีอัจฉริยะร่วม
ขอบเขตผู้ใดเอาชนะเถียนซีได้เลย
หากนางผู้นี้เติบโต จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจแน่ ๆ!