สู่วิถีอมตะ - บทที่ 599 ศาสตราเซียนสามชิ้น
ฉางซุนหาวร่ายรำยอดสมบัติ ฟาดฟันเข้าใส่หอคอยสยบเซียน
สตรีทั้งสามไม่มีทางมีทรัพยากรมากมาย ไม่มีทางคงสภาพมหา
ค่ายกลได้นานหรอก
หอคอยสยบเซียนต้องพังลงในไม่ช้าก็เร็ว
เป็นไปตามคาด ค่ายกลรอบหอคอยสยบเซียนไม่โจมตีแล้ว ทำ
เพียงคงสภาพการป้องกัน
ด้วยโทสะ ฉางซุนหาวจึงออกกระบี่ฟาดฟันใส่อักขระรายล้อม
หอคอยสยบเซียน
เมื่อกาลผ่าน อักขระก็ยิ่งแผ่วจาง
ขณะที่อักขระป้องกันกำลังจะสลายนั้นเอง กระบี่เล่มหนึ่งซึ่งแผ่
ปราณมารรุนแรงก็พุ่งออกจากหอคอยสยบเซียน ทั่วฟ้าดินพลันปก
คลุมด้วยความมืด วังเวงหม่นหมอง
กระบี่มารนี้พุ่งตรงเข้าใส่ฉางซุนหาว
ดวงตาของฉางซุนหาวเบิกกว้างอย่างตกใจ
ศาสตราเซียน!
กระบี่เทวมาร!
เป็นไปไม่ได้!
กระบี่เทวมารเสียหายไปแล้วชัด ๆ จะโผล่มาในสภาพสมบูรณ์ได้
เช่นไร?
แต่นี่คือกระบี่เทวมารแน่ ๆ เขาเคยเห็นมันมาก่อน!
ยิ่งกว่านั้น คลื่นพลังเซียนจากมันมิอาจปลอมแปลงกันได้
ความเศร้าหมองและโทสะในใจฉางซุนหาวถูกแทนที่ด้วยความ
ตื่นเต้น
แม้จะไม่รู้ว่ากระบี่เทวมารคืนสภาพได้อย่างไร มันก็ถูกซ่อมแล้ว
จริง ๆ
แต่เพราะขอบเขตของผู้ควบคุมกระบี่นี้ต ่าเกินไป จึงมิอาจ
แผลงฤทธิ์แท้จริงของมันได้เลย
อีกฝ่ายโยนศาสตราเซียนออกมาเช่นนี้ ก็มิต่างจากโยนให้เขา!
นางโง่เอ๊ย ถึงกับใช้ศาสตราเซียนเช่นนี้
“ฮ่า ๆ”
ฉางซุนหาวเชิดหน้าหัวเราะลั่น ลืมความตายของผู้อื่นไป
ชั่วขณะ
เขาหลบการโจมตีของกระบี่เทวมารอย่างง่ายดาย ก่อนจะเอื้อม
มือคว้าด้ามกระบี่อย่างรวดเร็ว
“กระบี่เทวมารเป็นของข้าแล้ว!”
ด้วยศาสตราเซียนชิ้นนี้ ก็สามารถเรืองฤทธิ์ได้ทุกที่นอกจากเขต
หวงห้าม!
ทว่า ทันทีที่ฉางซุนหาวคว้ากระบี่เทวมารได้ กระดาษสีทองแผ่น
หนึ่งพลันร่วงลงจากคมกระบี่
กระดาษสีทองแผ่นนี้แผ่ปราณเซียน มันพับตัวเองเป็นมีด
กระดาษ แทงใส่ศีรษะฉางซุนหาวจนสมองฉีกออกมาชิ้นหนึ่งใน
บัดดล
ภายใต้การโจมตีของศาสตราเซียน ห้วงจิตสำนึกของฉางซุน
หาวก็ระเบิดแหลก สิ้นสติสลายหายไปทันที
ยามจิตสำนึกสลายตัว ร่างของเขาก็ตะลึงนิ่งตกใจ
ปรากฏว่ากระบี่เทวมารเป็นเพียงตัวล่อ
สิ่งที่ลงมือโจมตีจริง ๆ คือกระดาษเซียนแผ่นนี้ต่างหาก!
ปรากฏว่าสตรีทั้งสามมีศาสตราเซียนสามชิ้น! พวกนางมีดีอะไร!
จนวาระสุดท้าย เขาก็มิคาดเลยว่าในชั่วชีวิต เขาจะถูกหนึ่ง
ศาสตราเซียนครึ่งขั้น สองศาสตราเซียนรุมโจมตี
ดูเหมือนว่าในโลกหล้า จะไม่เคยมีใครถูกศาสตราเซียนสามชิ้น
รุมโจมตีมาก่อน เขาถือว่าเป็นบุคคลแรก เพียงพอให้อวดโอ่ได้
แต่โอกาสก็ไม่มีแล้ว
เขาตกตายด้วยมือผู้ฝึกตนระดับต ่าสามคน
ร่างของฉางซุนหาวร่วงลงสู่พื้น สาดม่านควันกลุ่มมหึมา มิอาจ
ตายตาหลับ
อักขระรอบหอคอยสยบเซียนหายไป สตรีทั้งสามเหินออกจาก
หอคอยสยบเซียน
“กระดาษน้อย”
เจียงเสียวเสวี่ยเรียกเบา ๆ
แล้วบันทึกเป็นตายก็หุ้มกระบี่เทวมารเหินกลับมา
“ชิชะ บังอาจใส่ร้ายท่านพ่อข้า”
เจียงเมี่ยวอีเก็บกระบี่เทวมารพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มลำพอง
“ผู้ใดคิดร้ายกับท่านพ่อข้า ทำลายมันให้เหี้ยน!”
สตรีอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย
ผู้ใดทำร้ายเจียงผิงอันต้องตาย
ขณะนั้นเอง เรือเหาะขนาดมหึมาลำหนึ่งก็ผ่านสุญตาแหวกวายุ
หวีดหวิวเข้ามาหา
สีหน้าของสตรีทั้งสามแปรเปลี่ยน ศัตรูมาอีกแล้ว!
แต่เมื่อทั้งสามเห็นสัญลักษณ์บนเรือเหาะ สตรีทั้งสามก็ถอน
หายใจโล่งอก
นี่คือเรือเหาะของแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน
หากไร้สิ่งใดคลาดเคลื่อน พวกเขาน่าจะมาช่วย
หลังจากจิตสัมผัสกวาดพบซากศพบนพื้น ประมุขซูปินและเหล่า
ผู้อาวุโสจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนล้วนตะลึงงัน
ต่อให้ผู้ฝึกตนตายไป พวกเขาก็ยังตัดสินการฝึกฝนของคน
เหล่านี้ผ่านคลื่นพลังกฎเกณฑ์บนตัวได้
ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการหลายสิบ ยอดฝีมือขอบเขต
มหายานสามคน และยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติอีกหนึ่งคนล้วนตาย
เรียบ!!
ดูเหมือนทุกสิ่งจะจบในหนึ่งการโจมตี ไร้ร่องรอยศึกใหญ่ใด ๆ
ผู้ลงมือต้องเป็นยอดฝีมือแน่นอน และต้องแข็งแกร่งจนฆ่าตัวตน
ขอบเขตพ้นพิบัติได้ในทันที
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใคร
ซูปินปริปากช้า ๆ “เจ้านิกายเจียงขอให้เซียนมนุษย์เฉียนลงมือ
แล้วกระมัง เซียนมนุษย์ลงมือเช่นนี้ หาจำเป็นต้องขอให้เราช่วยไม่”
เขาก้าวมาตรงหน้าสตรีทั้งสาม “เซียนมนุษย์เฉียนอยู่ที่ใดหรือ?”
ซูปินอยากพบเฉียนฮวั่นโหรวมาตลอด มีคำถามมากมายอยาก
ถามนาง ต้องการทราบว่าจะเป็นเซียนในแดนมนุษย์ได้เช่นไร
แต่เฉียนฮวั่นโหรวประกาศเก็บตัวฝึกฝนแก่โลกภายนอก ไร้ผู้ใด
ได้พบนาง
ครั้งนี้ต้องคว้าโอกาสให้มั่น
“เซียนมนุษย์เฉียน? ท่านป้าเฉียนหรือ? ท่านป้าเฉียนมิได้มา ข้า
ไม่รู้ว่าท่านป้าเฉียนกับอวตารอื่น ๆ ของท่านพ่อไปไหนกัน บางทีอาจ
ไปทำน้องสาวให้ข้าเพิ่มก็ได้”
เจียงเมี่ยวอีตอบด้วยรอยยิ้มกริ่ม
ดวงตาของซูปินและเหล่าผู้อาวุโสจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนล้วน
เบิกกว้าง
ปรากฏว่าเฉียนฮวั่นโหรวมีความสัมพันธ์เช่นนี้กับเจ้านิกาย
เจียง!
มิน่าเล่า เฉียนฮวั่นโหรวจึงเต็มใจให้เจ้านิกายเจียงยืมศาสตรา
เซียน
ซูปินสะกดใจมิให้หวั่นไหวตามเรื่องซุบซิบ ก่อนจะมองไปยัง
ซากศพรอบ ๆ อย่างสงสัย “ในเมื่อเซียนมนุษย์เฉียนมิได้มา คน
เหล่านี้ตายได้อย่างไร?”
“เราฆ่าเองแหละ”
ยามเจียงเมี่ยวอีเผชิญหน้ายอดฝีมือจากขุมกำลังสูงสุดเหล่านี้
นางเสสรวลเสวนากับพวกเขาอย่างไร้กริ่งเกรง
มหาจักรพรรดิคืออาจารย์นาง เจียงผิงอันคือบิดานาง เซียน
มนุษย์เฉียนคือมารดาน้อย นางพบผู้แข็งแกร่งมากมายจนชาชินแล้ว
“พวกเจ้าฆ่า? เป็นไปมิได้” ซูปินมิอาจเชื่อลงได้เลย
การฝึกฝนของแม่หนูเหล่านี้มิได้สูง ยอดฝีมือขอบเขตมหายาน
สักคนก็ฆ่าพวกนางในพริบตาได้ พวกนางจะฆ่ากระทั่งยอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติได้เช่นไร
หลังบรรลุขอบเขตพ้นพิบัติ การตกตายก็ยากยิ่ง การฝึกฝนของ
พวกนาง ต่อให้ใช้หอคอยสยบเซียนช่วยเหลือ ก็ยังฆ่ายอดฝีมือ
ขอบเขตพ้นพิบัติมิได้หรอก
เจียงเมี่ยวอีไหวไหล่ “ไม่เชื่อก็ตามใจ ข้าบอกพวกเจ้าไม่ได้ว่าข้า
ทำได้อย่างไร แต่พวกเจ้าก็อย่าเอาไปเที่ยวพูดล่ะ ท่านพ่อข้าบอกให้
ข้าเก็บตัวเงียบ ๆ ไว้”
ซูปินชำเลืองผู้อาวุโสทั้งหลาย
เห็นได้ชัดว่าแม่หนูนี่แค่คุยโว
ผู้ลงมือต้องเป็นเฉียนฮวั่นโหรวแน่ ๆ ก่อนจะมาถึง พวกเขา
สัมผัสคลื่นพลังเซียนได้
ต้องเป็นเพราะเฉียนฮวั่นโหรวไม่ให้พวกนางบอกที่อยู่ของนาง
อีกฝ่ายจึงกุเรื่องบอกว่าพวกนางฆ่าเอง
ต่อให้เป็นปีศาจร้ายอย่างเจียงผิงอัน ก็ไม่มีทางฆ่ายอดฝีมือ
ขอบเขตมหายานสามคนกับหนึ่งยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติได้
ผู้ปล้นหอตำราเทียนเต้าก็น่าจะเป็นเฉียนฮวั่นโหรวด้วยเช่นกัน
บุตรีของเจียงผิงอันพิสูจน์เองว่าคนทั้งสองมีสัมพันธ์กัน ก็
สมเหตุสมผลแล้วที่เฉียนฮวั่นโหรวจะปล้นหอตำราเทียนเต้า ระบาย
โทสะแทนเจียงผิงอัน
ที่เจียงผิงอันโชคดีพอเป็นที่โปรดปรานของเฉียนฮวั่นโหรว ต้อง
มีอะไร ‘โดดเด่นเกินคน’ แน่เชียว
“รีบไปกันเถอะ หลังฆ่าคนของหอตำราเทียนเต้าไป หอตำรา
เทียนเต้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่ ไปซ่อนตัวที่แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน
ของข้าก่อน รอบิดาเจ้ามารับตัว”
ซูปินกระตือรือร้นยิ่ง ไร้ความถือตัวใด ๆ ราวเป็นผู้อาวุโสใจดีคน
หนึ่ง
“ขอบคุณผู้อาวุโส”
เจียงเมี่ยวอี เจียงเสียวเสวี่ยและหลี่เยว่เยว่เก็บกวาดสมรภูมิเสร็จ
สิ้น ก็มุ่งหน้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน
ไม่นานจากนั้น ข่าวความพินาศของตระกูลฉางซุน ผู้นำหอ
ตำราเทียนเต้าก็แพร่กระจาย
ก่อนที่ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนจะตกตาย พวกเขายังส่งเรื่อง
ของศาสตราเซียนครึ่งขั้นหอคอยสยบเซียนกลับไป
ดังเช่นทุกผู้ทราบ ศาสตราเซียนครึ่งขั้นหอคอยสยบเซียนนี้เป็น
ของร่างวิญญาณวารีสวรรค์หลี่เยว่เยว่ และยามเจียงผิงอันต่อสู้กับ
เผ่ามาร หลี่เยว่เยว่ก็นำหอคอยสยบเซียนออกมาช่วยเจียงผิงอัน
ครั้งนี้ แน่ใจแล้วจริง ๆ ว่าผู้ปล้นหอตำราเทียนเต้าคือนิกายเทว
มารแน่ ๆ
หอตำราเทียนเต้า แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อและเทวนิกายสุริยัน
ร่วมกันประณามนิกายเทวมารและเจียงผิงอัน
“นิกายเทวมารชั่วช้าไร้น ้าใจ พอสันดานโจรถูกเปิดเผยก็มาฆ่าผู้
ฝึกตนของเราหอตำราเทียนเต้า คนนับร้อยจากตระกูลฉางซุนตาย
สิ้น!”
“หอตำราเทียนเต้าฝึกฝนอัจฉริยะกี่มากน้อยเพื่อเราเผ่ามนุษย์
แต่นิกายเทวมารกลับทำกับหอตำราเทียนเต้าเช่นนี้ ทั้งปวงชนเทวา
ล้วนเดือดดาลเหลือรับ!”
“นิกายเทวมารที่มีเจียงผิงอันเป็นผู้นำล้วนเป็นมารชั่วช้า มีขุม
กำลังเช่นนี้อยู่ เผ่ามนุษย์เราไม่ต้องรอเผ่าอื่นใดบุกมา ก็จะถูกคน
เหล่านี้ทำลายได้แล้ว!”
“นิกายเทวมารต้องส่งคนร้ายมา คืนความยุติธรรมให้หอตำรา
เทียนเต้า!”
ภายใต้การปลุกปั่นของหลายขุมกำลัง เพียงไม่กี่เดือน ผู้ฝึกตน
ทั่วโลกหล้าก็เดือดแค้น นิกายเทวมารกลายเป็นเป้าผรุสวาทของปวง
ชน ราวกับหอตำราเทียนเต้าเป็นเหยื่อเคราะห์ร้าย
เจียงผิงอันกำลังเดินทางไปแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน เมื่อได้ข่าว
เหล่านี้ เขาก็เงียบไปเนิ่นนาน แล้วจึงสั่งการผู้อาวุโสทั้งหลาย
“เปลี่ยนทิศเดินเรือเหาะ ยังไม่ต้องไปรับพวกเมี่ยวอี ไปหอตำรา
เทียนเต้ากันก่อน”
“เจ้านิกาย ท่านจะไปที่นั่นทำไม? อย่าวู่วามนะ หากยามนี้หุนหัน
พลันแล่น เรานิกายเทวมารจะมิอาจอธิบายอะไร อีกอย่าง นี่มิใช่ถิ่น
เรา ผู้เสียเปรียบจะเป็นเรานะ”
อู๋เฟยอวี่รู้สึกว่าเจียงผิงอันโทสะขึ้นหน้า จะไปสู้ตายที่นั่น
“ข้าไม่วู่วามหรอก แค่ไปขอขมาเท่านั้น ช่วยข้าแพร่ข่าวที บอก
ว่าข้าจะไปเจรจาที่ภูเขาเทียนเต้า ผู้ใดมีปัญหากับข้า มาคุยกันซึ่ง
หน้าได้เลย”
น ้าเสียงของเจียงผิงอันสุขุม ไร้อารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า
ได้ยินเช่นนี้ อู๋เฟยอวี่ก็รู้สึกพิกลยิ่ง แต่ก็บอกมิได้ว่าแปลกที่ใด
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเจ้านิกายยอมโอนอ่อน เลยรู้สึก
พิกลก็เป็นได้
แม้จะโอนอ่อน อู๋เฟยอวี่ก็มิคิดว่าน่าอาย หอตำราเทียนเต้าและ
พรรคพวกปลุกปั่นโทสะสาธารณะขึ้นมาเช่นนี้ ผู้ใดก็มิกล้าปะทะด้วย
หรอก