สู่วิถีอมตะ - บทที่ 606 คลี่คลาย
“สหายเต๋าทุกท่าน ช่วยข้าด้วย!”
เมื่อถูกยอดฝีมือมากมายรุมล้อม ฉางซุนผิงเจิ้นก็ขวัญผวาจน
เริ่มร้องขอความช่วยเหลือทันที
เขามิคาดเลยว่า แค่เพราะลงมือกับเจียงผิงอัน การกระทำนี้จะทำ
ให้ยอดฝีมือจากขุมกำลังมากมายจู่โจมเขา
ต่อหน้ายอดฝีมือมากมายรุมล้อม เขามิอาจหนีไปไหนได้โดยแท้
ประมุขหอตำราเทียนเต้าแผดเสียง “เจียงผิงอัน! เจ้ามารชั่วช้า!”
“ขโมยทรัพยากรจากหอตำราเทียนเต้าของข้าก็แล้ว ยังฆ่าผู้ฝึก
ตนจากหอตำราเทียนเต้าของข้าอีก คิดไม่ถึงว่าหอตำราเทียนเต้า
ของข้าซึ่งผ่านกาลแสนนาน สร้างคุณงามความดีเกินคณานับแก่เผ่า
มนุษย์จะมิบรรลัยด้วยมือเผ่าปีศาจ แต่เป็นฝีมือเจ้า!”
“เจ้าเป็นคนบาปของเผ่ามนุษย์! สหายเต๋าทุกท่าน ร่วมมือกัน
ปกป้องหอตำราเทียนเต้าของข้าเถิด!!”
ประมุขหอตำราเทียนเต้าเริ่มตำหนิด่าทอ จูงใจปวงชนคิดให้ทุก
ผู้ร่วมมือโจมตี
ทว่า ยอดฝีมือจากขุมกำลังทั้งหลายเห็นว่าสิ้นความได้เปรียบ
แล้ว ต่างคนฉีกสุญตาหันกายหนี
ก่อนหน้านี้ พวกเขามาเพราะมีผลประโยชน์ แต่ยามนี้ ใครก็เห็น
ได้ว่าเจียงผิงอันเป็นผู้ที่มิอาจล่วงเกิน
แม้เจียงผิงอันจะมิอาจเคลื่อนขอบเขต แต่บุตรีของเขาต่าง
ออกไป
เจียงเมี่ยวอีผู้นี้ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าเจียงผิงอันอีก ยามนางเติบโต
ผู้ใดในหล้าก็หยุดนางมิได้
แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะล่วงเกินเจียงผิงอันมาก่อน ยามนี้มิอาจ
หยุดได้ทัน แต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทางบุกฆ่ากันถึงที่ได้
เพียงพริบตา ขุมกำลังปรปักษ์มากมายก็หายสิ้น เหลือเพียงคน
จากหอตำราเทียนเต้า กระทั่งแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อยังหนีหายเมื่อ
เห็นสถานการณ์ไม่เข้าที
ตระกูลเหลยโบราณ นิกายเทวมารและแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนรุม
ล้อมโจมตียอดฝีมือมากมายของหอตำราเทียนเต้า
ผู้ฝึกตนทั่วไปไร้ความกล้าเอ่ยปาก พวกเขาล้วนหนีจ้าละหวั่น
ด้วยกลัวลูกหลง
หลังจากนั้นก็มิใช่กงการของเจียงผิงอันแล้ว
“สหายเจียง ขายศพร่างโกลาหลให้ข้านะ ตั้งราคามาได้เลย”
ปัวซือรีบแจ้นเข้ามามองซากซือถูหลิงเฟิงด้วยดวงตาเรือง
ประกาย ประหนึ่งเห็นหญิงงามล ้าตรงหน้า
เจียงผิงอันโยนร่างของซือถูหลิงเฟิงไปให้ “ข้าให้เปล่าเลย”
เขานำซากที่นำกลับจากภพบุกเบิกโยนให้อีกฝ่ายตาม ๆ กัน
สำนักบัญชาศพช่วยเขามาแล้วหลายครั้ง ดังนั้นเขาก็ควรตอบ
แทนน ้าใจ
“ร่างเทวะสุดขั้วหยาง ร่างเทวะชุบทอง ร่างวิญญาณพฤกษาขจี
…”
เมื่อเห็นร่างเทวะของซากศพเหล่านี้ ดวงตาของปัวซือก็เบิกกว้าง
อย่างตกใจ
ศพเหล่านี้เป็นร่างเทวะทั้งนั้นเลย!
แถมยังมีร่างเทวะมากมายที่เขาไม่รู้จัก แผ่พลังประหลาดออกมา
ด้วย!
เจียงผิงอันไปได้ร่างเทวะระดับสูงมากมายเพียงนี้มาจากที่ใดกัน?
ไปหอบกลับมาจากภพเซียนหรือไร?
“น… นี่ให้ข้าเปล่า ๆ จริงหรือ?”
ปัวซือเชื่อไม่ลง
ไม่ว่าซากศพใดที่นี่ หากนำออกประมูลก็มีคนแย่งประมูลกันมืด
ฟ้ามัวดินแน่ ๆ
“รับไปสิ”
เจียงผิงอันเอ่ยอย่างสุขุม
ซากศพเหล่านี้ เขาล้วนได้มาจากภพบุกเบิก พวกเขาหาสำคัญ
อะไรในภพบุกเบิกไม่ แต่หาได้ยากยิ่งในภพแร้นแค้นแห่งนี้
“เจ้าสั่งอะไรมาหน่อยเถอะ มิเช่นนั้นข้ามิอาจสงบใจ” ฝ่ามือ
ของปัวซือถูไปมาบนอาภรณ์ อยากจะนำซากศพขึ้นจากพื้น แต่ก็
กระดากใจมิกล้า
“หากไม่อยากได้ก็ช่างเถอะ”
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะเก็บศพเหล่านั้นไป ปัวซือก็รีบคว้าซาก
ทั้งหลายเก็บไปทันที
“ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ คำไหนคำนั้น จะกลับคำได้อย่างไร?
เราสำนักบัญชาศพจะเป็นสหายอันดีกับนิกายเทวมารชั่วรุ่นสมัย
แน่นอน!”
ปัวซือทิ้งวาจาไว้แล้วจากไปอย่างตื่นเต้นพร้อมซากศพ เขา
อยากดัดแปลงพวกมันใจจะขาดแล้ว
“เจ้าท่อนไม้!”
เมิ่งจิงเหินเข้าสู่อ้อมแขนของเจียงผิงอัน ถูศีรษะกับแขนของเจียง
ผิงอันราวเป็นเด็กน้อย
และจะเสวนากันบ่อยครั้งผ่านยันต์สื่อสาร ก็ยังสู้พบหน้ากันจริง ๆ
มิได้อยู่ดี
“หวาว ป้าเมิ่ง ป้าสวยจังเลย ท่านพ่อข้าเกี้ยวท่านได้อย่างไรกัน
นี่” เจียงเมี่ยวอีซึ่งอยู่ข้างกันทักยิ้ม ๆ
“พ่อเจ้าเป็นท่อนไม้ จะเกี้ยวหญิงได้อย่างไร”
เมิ่งจิงออกจากอ้อมแขนของเจียงผิงอัน นางกับเจียงเมี่ยวอี
สนทนากันบ่อยครั้งผ่านยันต์สื่อสาร ทั้งสองจึงรู้จักกัน
เจียงเมี่ยวอีพลันประจักษ์แจ้ง “ที่แท้ป้าเมิ่งก็เป็นฝ่ายรวบหัวรวม
หาง แม่ข้าก็ทำแบบนี้ ป้าเฉียนต้องเป็นแบบนั้นด้วยแน่ ๆ ท่านพ่อข้า
นี่ชอบให้ใช้กำลังจริง!”
นางกันไปพูดกับหลี่เยว่เยว่ “พี่หญิงเสี่ยวเยว่ พี่ก็ควรใช้กำลัง
บ้างนะ มิเช่นนั้นท่านพ่อข้าไม่ขยับหรอก”
แก้มของหลี่เยว่เยว่แดงก ่า ลอบชำเลืองเจียงผิงอันราวกำลังคิด
แผนบางสิ่ง
ใบหน้าของเจียงผิงอันมืดทะมึน ยายหนูเจียงเมี่ยวอีนี่ผีเจาะปาก
แท้ ๆ พูดอะไรออกมาเช่นนี้ หากนางเป็นบุตรชาย เขาคงถีบส่งสู่
จักรวาลพร่างพราวไปแล้ว
เจียงผิงอันเมินบุตรีตนไป “เมิ่งจิง หากเจ้าได้กินผลอัสนีโกลาหล
เจ้าจะพัฒนาต่อได้หรือไม่?”
“อาจจะนะ”
เหลยจั้ง ตาของเมิ่งจิงซึ่งยืนอยู่แถวนั้นปริปาก “ยามนี้เสี่ยวจิงมี
ร่างเซียนอัสนี ความแข็งแกร่งของนางไม่เลว หากนางได้กินผลอัสนี
โกลาหล นางก็อาจพัฒนาเป็นร่างเซียนอัสนีโกลาหล ก้าวข้ามบรรพ
ชนไป!”
สายตาของเหลยจั้งสุดแสนโหยหา แต่แล้วก็ถอนใจส่ายหน้า
“ผลอัสนีโกลาหลมีอยู่เพียงในเขตหวงห้ามโกลาหล คนนอกมิอาจ
เข้าไปได้เลย ผลไม้เช่นนี้จึงมิอาจได้มา”
เจียงผิงอันส่งแหวนเก็บของวงหนึ่งให้เมิ่งจิง “ในนี้มีผลอัสนี
โกลาหลอยู่สิบผล ลองกินดูก่อน เผื่อจะพัฒนาพรสวรรค์ของเจ้า
มากกว่านี้ได้”
ผลไม้เหล่านี้ เขาเป็นคนปลูกมัน หลังจากบ่มเพาะมาเป็นสิบ ๆ ปี
พวกมันก็เติบโต
“เจ้าว่าอะไรนะ! ผลอัสนีโกลาหล!”
ดวงตาของเหลยจั้งเบิกถลน โพล่งอุทานออกมาแล้วชะงัก ก่อน
จะปรับท่าทีกลับมา เจียงผิงอันต้องล้อเล่นกับเมิ่งจิงอยู่แน่ ๆ เขาเกือบ
หลงกลแล้วไง
เพื่อกลบเกลื่อนความเสียอาการเมื่อครู่ เหลยจั้งจึงหยอกเล่น
กลับไป
“เจ้านิกายเจียง ผลอัสนีโกลาหลมิใช่ผลไม้สามัญนะ อย่าว่าแต่
สิบผลเลย ผลเดียวยังยากได้มา หากเจ้าได้ผลอัสนีโกลาหลมาสิบผล
จริง ๆ ตาเฒ่าผู้นี้จะเสนอชื่อเจ้าเป็นผู้นำตระกูลเหลย…”
เหลยจั้งยังพูดไม่ทันจบ ผลไม้ซึ่งเปล่งรัศมีเจ็ดสีผลหนึ่งก็ปรากฏ
ในมือเมิ่งจิง อัสนีแล่นแปลบปลาบท่ามกลางรัศมีโกลาหล พลังอัสนี
โกลาหลอันโบราณเหนือใดพลุ่งพล่านต่อเนื่อง ดูประหลาดสุดขั้ว
ทันทีที่ผลไม้นี้ปรากฏขึ้น เสียงอัสนีก็กรุ่นก้อง วายุโหยหวนหวีด
ปลิวทั่วฟ้า
เหลยจั้งแน่นิ่งดุจต้องอัสนีฟาด ร่างของเขาตะลึงค้าง
ผลอัสนีโกลาหล!
นี่คือผลอัสนีโกลาหลไม่ผิดแน่!
มันบรรจุอำนาจอัสนีและอำนาจโกลาหล!
เจียงผิงอันมีสมบัติเช่นนี้อยู่จริง ๆ! ซ ้ายังมีถึงสิบผล!
เมิ่งจิงมองผลไม้ในมืออย่างเคลือบแคลง ถามออกมาว่า “เจ้า
ท่อนไม้ ผลไม้นี่อร่อยหรือไม่?”
“รสชาติงั้น ๆ แหละ ชา ๆ ปากเล็กน้อย ข้ากินไปแล้วหลายผล
แต่ไม่ได้ร่างอัสนีโกลาหลมา อาจเพราะข้าไร้พรสวรรค์ธาตุสายฟ้าก็
เป็นได้”
แม้เจียงผิงอันจะฝึกฝนคัมภีร์มารอัสนี เขาก็ไม่มีร่างอัสนีใด ๆ
และไม่อยากสร้างร่างอัสนีด้วย เขามีพลังมากมายในมือไป มันก็ถ่วง
ความเร็วการฝึกฝนของเขาเปล่า ๆ ข้อเสียมีมากกว่าข้อดี
เหลยจั้งได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง ร่างของเขาก็นิ่งทื่อ
สองคนนี้ถึงกับหารือกันว่ารสชาติของผลอัสนีโกลาหลดีหรือไม่!
หากกินผลไม้นี้เข้าไป ก็สามารถพัฒนาเป็นร่างอัสนีโกลาหลได้
พลังต่อสู้ทวีตัวหลายต่อหลายเท่า ต่อให้รสชาติเหมือนอาจมก็ยังต้อง
กิน!
“กินผลอัสนีโกลาหลสิบผลนี้ก่อนเถอะ หากยังไม่ได้อำนาจอัสนี
โกลาหลมา ข้าจะให้เจ้าเพิ่ม”
เจียงผิงอันเองก็อยากให้เมิ่งจิงแข็งแกร่งขึ้น
เหลยจั้งซึ่งอยู่ถัดไปหายใจถี่กราชั้นทันใด ดวงตาของเขาแดง
ฉาน ปรากฏว่าเจียงผิงอันยังมีผลอัสนีโกลาหลมากกว่านี้!
เหลยจั้งพลันหันไปตะคอกใส่ผู้ฝึกตนคนหนึ่งจากหอตำราเทียน
เต้าอย่างเดือดดาล “ฮึ! โจรกระจอก บังอาจล่วงเกินเขยตระกูลเหล
ยของข้า! ข้าจะฆ่าสารเลวอย่างพวกเจ้าให้หมด!”
ผู้ฝึกตนจากหอตำราเทียนเต้าดูงุนงง ข้าไปล่วงเกินเจียงผิงอัน
ยามใด?
แต่เมื่อเห็นเหลยจั้งพุ่งเข้ามาใส่ อีกฝ่ายก็รีบเผ่นหนีไปคนละทิศ
คนละทาง