สู่วิถีอมตะ - บทที่ 607 เจียงผิงอันอยากเข้าร่วมการประเมิน
เมื่อเมิ่งจิงกินผลอัสนีโกลาหลเข้าไป อัสนีโกลาหลเจ็ดสีสายหนึ่ง
ก็ปรากฏเหนือหอตำราเทียนเต้า ปราณอันทรงพลังแผ่กระจายเป็น
หมื่น ๆ ลี้ ประหนึ่งอัสนีเซียนปรากฏสู่โลกหล้า
นิมิตนี้ยืนยาวตลอดเดือน แล้วจึงสลายไป
เมิ่งจิงพัฒนาเป็นร่างเซียนอัสนีโกลาหลได้สำเร็จ การโจมตีจาก
นางบรรจุกฎโกลาหล แข็งแกร่งกว่ากาลก่อนหลายเท่าตัว
ในระหว่างนี้ เรื่องที่เกิดในหอตำราเทียนเต้าแพร่ไปทั่วโลกหล้าผู้
ฝึกตน
“เจียงผิงอันกับเจียงเมี่ยวอี พ่อลูกคู่นี้มันปีศาจร้ายอะไรกัน พวก
เขาสองคนฆ่ายอดฝีมือขอบเขตบูรณาการไปเป็นร้อย!”
“สองคนนี้เป็นมารร้าย! ฆ่ายอดฝีมือเผ่ามนุษย์ไปมากมายเช่นนี้
หากเผ่าอื่น ๆ บุกมาจะทำเช่นไร? มารร้ายทั้งสองนี่ ทุกผู้ต้องร่วม
ปราชาทัณฑ์!”
“แน่จริงก็ไปพูดใส่พวกเขาซึ่งหน้าสิ”
“เหลาจื่อยังไม่มีคู่บำเพ็ญ ไร้ทายาท มิกล้าหรอก”
ศึกนี้สะท้านทั่วโลกา ผู้คนมากมายก่นด่าประณามเจียงผิงอัน
และเจียงเมี่ยวอี
ขุมกำลังบางแห่งคิดผูกมิตรกับเจียงผิงอัน จึงพากันช่วยพูดแก้
ต่างให้
กระทั่งแดนศักดิ์สิทธิ์เฮ่าเยว่และเทวนิกายสุริยันที่รุมโจมตีเจียง
ผิงอันอยู่ก่อนหน้านี้ยังเริ่มพูดอะไรดี ๆ อ้างว่าพวกเขาก็ถูกหอตำรา
เทียนเต้าและแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อหลอกลวง พวกเขาก็เป็นเหยื่อ
เหมือนกัน
ส่วนขุมกำลังเหล่านี้ถูกหลอกจริงหรือไม่ มีเพียงพวกเขาที่ทราบ
แก่ใจ
ท่ามกลางข่าวลือ เสียงแก้ต่างจากขุมกำลังใหญ่มากมาย เจียง
ผิงอันก็ได้ชื่อเสียงคืนมา ขณะที่หอตำราเทียนเต้ากลายเป็นที่ก่นด่า
ทุบตีของปวงชน
แม้ยอดฝีมือเผ่ามนุษย์มากมายจะตายไป เผ่าอื่น ๆ ก็มิได้กล้า
บุกรุกเผ่ามนุษย์
หนึ่งเป็นเพราะเจียงผิงอันขายทรัพยากรมากมาย ทุกฝ่ายจึงมี
ความมั่นใจรับมือเพียงพอ
ขณะเดียวกัน เฉียนฮวั่นโหรวก็บรรลุเซียน ทำให้เผ่าพันธุ์อื่น ๆ
ขวัญผวาเสียจนมิกล้าลงมือใด ๆ
เมื่อศึกนี้จบลง โลกหล้าผู้ฝึกตนก็สงบเงียบ
นามของเจียงเมี่ยวอีโด่งดังไปทั่วโลกา เหล่าองค์ชาย บุตร
ศักดิ์สิทธิ์โอรสเทพจากขุมกำลังหลักทั้งหลายต่างอยากแต่งงานกับ
นาง
ทุกผู้ล้วนอยากแต่งงานกับอัจฉริยะไร้เทียมทาน พรสวรรค์กล้า
แกร่งเช่นนี้
ต่อหน้าคำสู่ขอมากมาย เจียงเมี่ยวอีมีคำขอเพียงหนึ่ง คือ
เอาชนะบิดานางในขอบเขตเดียวกันให้ได้
หลังเงื่อนไขนี้ถูกประกาศ ขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายก็เฉาหงอย
ทุกผู้รู้สึกว่า หากเจียงเมี่ยวอียึดมั่นในเงื่อนไขนี้ไปตลอด ชั่วชีวิต
นางต้องโสดสนิทแน่แท้
ทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกตน ผู้ใดเอาชนะเจียงผิงอันได้บ้าง?
ฆ่าร่างโกลาหล พิชิตบรรพชนจระเข้ อัจฉริยะสูงสุดในเขตแดน
มารมืดทมิฬก็ปราชัยด้วยมือเขา
เจียงผิงอันไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกันอย่างแท้จริง
แม้เจียงผิงอันจะไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน เขาก็มิอาจ
บรรลุขอบเขตมหายานได้
เจียงผิงอันเองก็พยายามอย่างหนักเพราะเหตุนี้ เขาตั้งใจจะเข้า
ร่วมการประเมินสำนักเซียน ณ ภพบุกเบิกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า
นี่มิใช่เพื่อตัวเขาลำพัง แต่เพื่อเจียงเมี่ยวอีด้วย
คนนอกหารู้ไม่ ว่าเจียงเมี่ยวอีไม่สามารถบรรลุสู่ขอบเขตถัดไป
เจียงผิงอันอยากจะไปยังภพเซียนเพื่อสร้างรากเซียน และยังต้อง
หาทางให้บุตรีเขาสร้างรากเซียนให้ได้ด้วย
ขอเพียงหาทางสร้างรากเซียนได้ มิเพียงจะแก้ปัญหาให้บุตรีเขา
ยังสามารถทำให้บุคคลรอบกายเดินตามบนเส้นทาง ‘บรรลุเซียน’
อย่างแท้จริงได้
วันคืนต่อจากนั้นคืนความสงบ และนอกจากเจียงผิงอันจะใช้ชีวิต
กับผู้คนรอบข้าง เวลาที่เหลือก็ถูกใช้กับการฝึกฝน
เดิมที เขาอยากจัดการกับเหลียงเซียวหง บุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดน
ศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อผู้ฆ่าท่านอาเมิ่งด้วย แต่เมิ่งจิงบอกว่านางจะขอ
จัดการเอง
ภายใต้การเร่งเร้าของตระกูลเหลย เจียงผิงอันและเมิ่งจิงบากบั่น
สร้างทายาททั้งวันคืน
แต่ไม่ว่าจะพยายามเช่นไร นางก็มิอาจตั้งครรภ์
ยิ่งสายเลือดแข็งแกร่ง การมีทายาทยิ่งยากเย็น นี่คือกฎในโลก
หล้าผู้ฝึกตน
หากเหล่าเซียนมนุษย์ในภพบุกเบิกอยากมีทายาทหลังบรรลุ
เซียน พวกเขาต้องจ่ายราคามหาศาล แต่งภรรยานับหมื่น ใช้เวลา
เป็นหมื่น ๆ ปี แต่ก็อาจมิสามารถให้กำเนิดทายาทได้
บ่อยครั้งที่เรื่องแบบนี้พึ่งได้เพียงดวง
สามสิบปีต่อมา ภพบุกเบิก แคว้นชางหลาน ในตำหนักประมุข
ศาลาเติงเซียน
ประมุขศาลา หลัวซู่คว้ามือเฉียนฮวั่นโหรว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่ง
ขรึม
“พี่หญิงเฉียน เจ้าจะเข้าร่วมการประเมินของสำนักเซียนจริง ๆ
หรือ? การประเมินนี้เสี่ยงตายมากกว่ารอด ต่อให้เซียนมนุษย์ไปเข้า
ประเมินก็มิได้ปลอดภัยไปกว่ากัน แต่จะยิ่งยากเย็นนะ”
“สำนักเซียนจะมอบบททดสอบที่ยากยิ่งกว่าสำเร็จเซียนมนุษย์”
บททดสอบสำนักเซียนจะเริ่มอยู่แล้ว เฉียนฮวั่นโหรวพร้อมเข้า
ร่วม แต่หลัวซู่ไม่อยากให้นางไป
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องลอง ข้าต้องพาผิงอันไปยังภพเซียน ให้
เขาสร้างรากเซียนให้ได้ หาไม่ เขาจะติดค้างที่นี่ไปชั่วกาล”
เฉียนฮวั่นโหรวทราบนานแล้วว่ามีอันตรายรออยู่ แต่ไม่ว่า
อันตรายเพียงไร นางก็ยังต้องลอง
สีหน้าของหลัวซู่ซับซ้อน “อายุเช่นเจ้า ยังหวั่นไหวกับบุรุษเพศ
อีกหรือ”
นางไม่เข้าใจว่าทำไมเฉียนฮวั่นโหรวต้องยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อ
ผู้ชายผู้น้อยสักคนด้วย
“คนเกิดมาในหล้า ก็เพื่อแสวงหาความสุข แม้จะบรรลุเป็นเซียน
มนุษย์ก็ทำเพื่อความสุข เมื่อมีบุรุษผู้น้อยนี้อยู่ ชีวิตข้าก็ผาสุก
สำราญนัก”
เมื่อพูดถึงเจียงผิงอัน มุมปากเฉียนฮวั่นโหรวก็ยกขึ้นกะทันหัน
“สุขสำราญ? เขาอึดเพียงไรกัน?”
“???”
“อะแฮ่ม!”
หลัวซู่ตระหนักว่าเป็นถึงเซียนมนุษย์ ไม่ควรพูดเรื่องพวกนี้ ไม่ดี
ไม่งามนัก นางจึงรีบเปลี่ยนประเด็น “ว่าไปแล้ว หลายสิบปีมานี้เจ้าหนู
เจียงผิงอันนี้ไปอยู่ไหนกัน?”
“นับแต่เขาเอาชนะรูปสลักราชันศักดิ์สิทธิ์ สร้างเสียงฮือฮาทั่ว
ภพบุกเบิก เขาก็เงียบหายไปเลย ไม่ปรากฏตัวอีกในศาลาเติงเซียน
ด้วย”
เฉียนฮวั่นโหรวตอบ “เขาฝึกฝนอยู่ในทะเลเซียนมาร”
“อะไรนะ!”
ได้ยินเช่นนี้ หลัวซู่พลันอุทาน “เด็กนั่นบ้าไปแล้ว! ฝึกฝนบ้าน
ไหนกัน นี่มันวอนตายชัด ๆ!”
หากฝึกฝนในเคหาสน์เซียนเทียนหลาน ที่นั่นก็ยังมีจำกัด
ขอบเขต มิได้เจอยอดฝีมือระดับสูง แต่หากไปฝึกฝนที่ทะเลเซียนมาร
นั่นมิต่างจากพาตัวไปตายเลย
ทะเลเซียนมารมีสิ่งน่ากลัวเกินหยั่งทราบอยู่มากมาย หากไม่
บรรลุเซียน ผู้อื่นก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้ง
ไร้ผู้ใดคุ้มกัน แต่เจียงผิงอันไปฝึกฝนที่นั่น มันต่างอะไรกับเบื่อ
ชีวิตตัวเอง?
“รีบให้เขากลับมาเสีย หากเกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างจะจบสิ้นหมด
นะ!” หลัวซู่เร่ง
ขณะนั้นเอง สาวใช้ที่นอกประตูก็เดินเข้ามา “ประมุขศาลาทั้ง
สองท่าน ทูตธำรงสันติมาขอพบเจ้าค่ะ”
หลัวซู่ผ่อนคลายทันที “ดูเหมือนเด็กนั่นจะไม่โง่ รู้ว่าทะเลเซียน
มารอันตราย เลยไม่มัวฝึกฝนที่นั่นนะ ให้เข้ามา”
หากไปฝึกฝนที่ทะเลเซียนมารจริง ๆ ป่านนี้คงเป็นอาจมสัตว์
ประหลาดไปแล้ว
หลังสาวใช้เดินออกจากห้องได้ไม่นาน ชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้ามี
ตอหนวดเคราก็เดินเข้ามาด้วยฝีเท้ามั่นคง
ทันทีที่พวกนางเห็นเจียงผิงอัน หลัวซู่และเฉียนฮวั่นโหรวต่างผงะ
นิ่ง
เจียงผิงอันในยามนี้ให้บรรยากาศมั่นคงอย่างมิอาจบรรยาย
สายตานิ่งเรียบไร้หวั่นไหว ประหนึ่งผ่านความเป็นความตายเจนกาล
ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง
ดูเหมือนสัตว์ประหลาดเฒ่าหมื่นปีคนหนึ่ง
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะหลัวซู่อย่างสุภาพ “ประมุขศาลา”
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวกับเจียงผิงอันอย่างนุ่มนวล “ทะเลเซียนมาร
อันตรายมากสินะ”
“อื้อ”
เจียงผิงอันพยักหน้า
หลายสิบปีมานี้ เขาอาละวาดฆ่าฟันในทะเลเซียนมารอย่างบ้า
คลั่ง เผชิญปีศาจสมุทรขอบเขตมหายานนับร้อย ๆ เฉียดตายมาก็
หลายหน อันตรายที่เผชิญที่นั่นมากกว่าอันตรายทั้งหมดชั่วชีวิตเขา
ผนวกกัน
เจียงผิงอันกล่าวกับหลัวซู่ “ประมุขศาลา การประเมินสำนักเซียน
ที่กำลังจะเริ่มนี้ ช่วยส่งชื่อข้าไปทีเถิด”
หากจะเข้าร่วมการประเมินสำนักเซียน ต้องได้รับการแนะนำจาก
ขุมกำลังที่มีเซียนมนุษย์ หาไม่ก็มิอาจเข้าร่วมได้
“เจ้าไม่ต้องลงนามหรอก พี่หญิงเฉียนจะเข้าร่วมการประเมิน เจ้า
เข้าไปอยู่ในตัวพี่หญิงเฉียน ไปภพเซียนด้วยกันได้เลย” หลัวซู่กล่าว
“ข้าอยากเข้าร่วมเอง จากข้อมูลที่ได้มา การทดสอบของเซียน
ยากเย็นกว่ายอดฝีมือขอบเขตมหายานและพ้นพิบัติเสียอีก”
เจียงผิงอันกล่าว
การประเมินของสำนักเซียนเข้มข้นยิ่งกว่าสำหรับเซียนมนุษย์
ของภพบุกเบิก มีบันทึกกระทั่งว่าเซียนมนุษย์ตกตายอยู่หลายหน
เจียงผิงอันไม่อยากให้เสี่ยวเซียงต้องไปเสี่ยง
“ลงนาม? เจ้า? อย่าล้อเล่นดีกว่า”
หลัวซู่แย้มยิ้ม ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการเช่นเขายังอยากลง
นามเข้าร่วมการประเมินสำนักเซียนอีก
ทว่า เมื่อเห็นสายตาเคร่งขรึมของเจียงผิงอัน รอยยิ้มบนใบหน้า
หลัวซู่ก็หุบลง
“เจ้าเอาจริงหรือ?”
“ขอรับ” เจียงผิงอันพยักหน้า
“เจ้านี่ลำพองอะไรเพียงนี้ ยังอยากเข้าร่วมการประเมินสำนัก
เซียน ตราบกาลนานมา ไร้ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการผู้ใดผ่านการ
ประเมินได้เลยนะ”
หลัวซู่ขึ้นเสียง รู้สึกว่าสมองของเจียงผิงอันพิกลยิ่ง
หลัวซู่รู้ว่าเจียงผิงอันแข็งแกร่งมาก เอาชนะรูปสลักราชัน
ศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่นี่คือการประเมินจากขอบเขตเดียวกันเท่านั้น
การประเมินของสำนักเซียนมิได้อิงจากขอบเขตของผู้ฝึกตน
หากผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการคิดผ่านการประเมิน นี่มิใช่ฝัน
เฟื่องแล้ว แต่เป็นฝันกลางวัน!