สู่วิถีอมตะ - บทที่ 611 เผชิญหน้าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลาน
“เจ้าบรรลุเคล็ดพลังแรงโน้มถ่วง?”
กู้ไป๋หลิงกล่าวกับเจียงผิงอัน “เจ้าโชคดีมาก ที่นี่เหมาะสมให้เจ้า
ต่อสู้อย่างยิ่ง”
“ที่ที่เราอยู่กันยามนี้มีชื่อว่าธารทมิฬ เป็นพื้นที่อันมีแรงโน้มถ่วง
ไม่เสถียร บางครั้งแรงโน้มถ่วงสูงสุดขั้ว บางครั้งก็เสื่อมสลายหายไป
กระทบต่อการต่อสู้ของผู้ฝึกตน”
“แต่สำหรับเจ้า ผลกระทบจะไม่มากนัก”
ถัดจากจุดที่พวกเขายืนอยู่คือแม่น ้าสีดำ หากพินิจใกล้ ๆ จะ
พบว่าแม่น ้าแห่งนี้บรรจุกฎแรงโน้มถ่วงอันแปลกประหลาด บางครั้ง
รินเอื่อย บางหนเชี่ยวกรากรวดเร็ว
ในสายนทีมีซากศพและชิ้นส่วนแขนขามากมายถูกชะมากับ
สายน ้าให้เห็นชัดเจน ซากศพเหล่านี้แผ่พลังยิ่งใหญ่ ยามมีชีวิตต้อง
แข็งแกร่งสุดขั้วเป็นแน่
“คลื่นพลังจากศาสตราเซียน!”
เมื่อพายุสายหนึ่งเคลื่อนผ่าน ด้ามกระบี่หักชิ้นหนึ่งก็พุ่งทะยานสู่
เวหา สาดแสงทองวาบไหวเจิดจ้าเช่นดวงตะวัน
มันคือศาสตราเซียนที่เสียหาย!
แม้จะเสียหาย มูลค่าก็ยังเกินคำนวณ
สายตาของสามอัจฉริยะจากภพรวนสวรรค์ร้อนผ่าว เหินเข้าไป
หากันทันที
มิคาดเลยว่าเพิ่งมา ก็เผชิญโอกาสยิ่งใหญ่เช่นนี้แล้ว เป็น
สัญญาณอันดีแท้เทียว
“หยุดนะ!”
กู้ไป๋หลิงแผดคำราม ปลดปล่อยอำนาจเย็นยะเยือก แช่แข็งทั้ง
สามไว้ทันที
ด้ามกระบี่ศาสตราเซียนอันเสียหายร่วงลงในวารีทมิฬ จมลับ
หายไป
กู้ไป๋หลิงปลดการแช่แข็ง ตำหนิทั้งสามว่า “เจ้าพวกสมองนิ่ม!
ของดีเช่นนี้ คิดว่าเป็นตาพวกเจ้าหยิบฉวยหรือ?”
“แม่น ้าแห่งนี้มีกฎแรงโน้มถ่วงไม่เสถียร ถูกดึงลงไปยามใด พวก
เจ้าได้แหลกเป็นชิ้น ๆ ทันทีแน่! กระทั่งข้ายังมิกล้าเฉียดเข้าไปเลย!”
“หากอยากตายก็อย่าลำบากข้า รออีกสักร้อยปีให้ภารกิจข้าจบ
ลง ทีนี้พวกเจ้าอยากตายก็ไร้ผู้ใดห้ามแล้ว”
ธารทมิฬน่าสะพรึงกลัวสุดขีด กระทั่งคนระดับกู้ไป๋หลิงยังมิกล้า
ลงไปเยือน
ความเย็นยะเยือกสงบใจทั้งสามลง พวกเขาก็ตระหนักถึงความ
ผิดปกติเช่นกัน ของดี ๆ เช่นนี้ไฉนจึงถูกทิ้งไว้ไร้ผู้เก็บฉวย
คนทั้งสามถูกตำหนิ อับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็
ค้างคาใจเล็กน้อย พวกเขาอาจแค่โชคดี เจอศาสตราเซียนเสียหายก็
ได้มิใช่หรือ?
ต้องทนเห็นเศษศาสตราเซียนหายไปต่อหน้า ช่างน่าเสียดาย
จริงๆ
กู้ไป๋หลิงชำเลืองเจียงผิงอันผู้ไม่ขยับตัว สมาธิและอุปนิสัยของ
เจ้าเด็กนี่ดีกว่าเจ้าสามคนนี้มากนัก ต่อหน้าสิ่งล่อใจยังไม่ยอมขยับ
“ภายหน้า เจียงผิงอันจะเป็นรองหัวหน้ากลุ่ม หากข้าไม่อยู่ พวก
เจ้าต้องฟังเขา”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าทั้งสามก็แปรเปลี่ยน
ให้อัจฉริยะอย่างพวกเขาฟังคำสั่งจากผู้ฝึกตนขอบเขตเดียวกัน
เช่นนี้ ดูจะน่าคับแค้นอยู่นิดหน่อย
สีหน้าของเจินหย่งเปี่ยมความไม่พอใจ
แต่เมื่อเห็นว่ากู้ไป๋หลิงมีโทสะ พวกเขาก็มิกล้าพูดอะไรต่อ
แม้เจินหย่งจะหุนหัน เขาก็มิได้โง่ หากเขาขัดคำสั่งจริง ๆ กู้ไป๋ห
ลิงไม่ปล่อยพวกเขาไว้แน่
“ศิษย์พี่หญิงกู้ เราพลาดพลั้งเองเจ้าค่ะ เราเพิ่งมาถึงและไม่เข้าใจ
อะไรเลย ขอถามศิษย์พี่หญิงกู้ได้หรือไม่ว่าภารกิจและแผนของเรา
เป็นเช่นไรเจ้าคะ”
ซูปิง ผู้ฝึกตนหญิงหนึ่งเดียวจากภพรวนสวรรค์รีบยอมรับผิด
เรื่องสำคัญที่สุดในยามนี้คือเอาชีวิตรอด
พวกเขาไม่รู้อะไรเลย และมิทราบว่าอันตรายคืออะไร
กู้ไป๋หลิงเห็นว่าทั้งสามมิได้ขัดคำนาง สีหน้าของนางก็ผ่อนคลาย
ลงมาก
“ภารกิจของเราคือหามัจฉาโกลาหล ยิ่งหามัจฉาโกลาหลได้
เยอะ รางวัลที่ได้ก็ยิ่งมาก และยังลดเวลารับใช้กองทัพได้ด้วย”
“แต่หากข้าพาพวกเจ้าไปด้วย ข้าก็ไร้โอกาสไปยังจุดชุมมัจฉา
ดังนั้นเอาตัวรอดได้ก็พอแล้ว”
“นี่คือปลายธารทมิฬ สถานที่ฝึกฝนศิษย์ระดับต ่า โอกาสการ
เผชิญผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานมีไม่สูง…”
เสียงของกู้ไป๋หลิงชะงักกลางคัน นางพลันใช้อำนาจเขตแดน
พลังอันเย็นยะเยือกแผ่ไปทั่วทิศโดยมีนางเป็นศูนย์กลาง
ขณะนั้นเอง ศรสีดำดอกหนึ่งถูกแช่แข็งค้างตรงหน้าตำแหน่ง
หว่างคิ้วของกู้ไป๋หลิง
“ชิ ไหวตัวเร็วจริงนะ”
สุญตาถูกแหวกเปิด ห้าบุคคลเหยียบเดินสู่เวหา
ผู้นำถือคันธนูยาว สวมผ้าคลุมไหล่ เรือนผมยาววับวามเช่นหยก
ดำ มัดกล้ามที่แขนปูดโปน ใบหน้ายิ้มเย้ยหยัน
“เซียวจิง!”
เมื่อเห็นคนผู้นี้ สีหน้ากู้ไป๋หลิงก็ถมึงทึงสุดขีด “ทำไมเจ้ามาอยู่
ที่นี่! ต้องมีใครบอกเจ้าแน่ ผู้ใดกัน!”
เรื่องที่นางต้องพาผู้มาใหม่สู่แนวหลัง กระทั่งคนของสำนักเซียน
อวี่หวงยังไม่รู้กันมากนัก
แต่พอนางมาถึง เซียวจิงก็โจมตี
ต้องมีใครสักคนหักหลังนางแน่แล้ว!
เซียวจิงแย้มยิ้ม “แค่บังเอิญเองน่า ข้าแค่อยากฝึกพวกหน้าใหม่
มิคาดว่ามาถึงก็เจอเจ้าเลย”
“เหลวไหล!”
กู้ไป๋หลิงสบถอย่างไม่สนภาพลักษณ์ “คนเหล่านี้จะสร้างราก
เซียนกันรอมร่อ เป็นหน้าใหม่ที่ไหนกัน!”
อีกฝ่ายมาฝึกหน้าใหม่อะไรเหลวไหล เห็นได้ชัดว่ามาลอบโจมตี
คนหน้าใหม่ต่างหาก
นางมีความแค้นกับเซียวจิง และหากผู้มาใหม่เหล่านี้ถูกฆ่า
ผลกระทบก็จะลามถึงนางด้วย
เซียวจิงมิมากความ มือซ้ายถือคันธนู มือขวาเหนี่ยวสาย อำนาจ
กฎเกณฑ์ก่อตัวเป็นศรสีดำพาดบนคัน
เมื่อธนูถูกน้าวสาย อำนาจทรงพลังก็ร่ายระบำบ้าคลั่ง ธารทมิฬ
ใกล้กันนั้นตลบตัวปะทุรุนแรง
หัวใจของกู้ไป๋หลิงดิ่งวูบ ใช้อำนาจเขตแดนพาคนทั้งหลายถอย
ห่างไปทันที
“พวกเจ้าจะรอดกันหรือไม่ ขึ้นกับฝีมือตัวเองแล้วนะ!”
ทุกสิ่งที่นางทำได้ในยามนี้ มีเพียงถ่วงเซียวจิงไว้ที่นี่
เจียงผิงอันและคณะทั้งสี่ถูกส่งตัวไปไกล ขณะที่เซียวจิงก็ใช้
อำนาจเขตแดนส่งเหล่าศิษย์สำนักเซียนเทียนหลานไปหา
“กู้ไป๋หลิง หากภารกิจนี้เจ้าล้มเหลว เจ้าจะถูกส่งไปทัพหน้าสินะ
ฮ่า ๆ”
เซียวจิงหัวเราะอย่างเริงร่า ศรในมือแหวกสุญตาพุ่งเข้าใส่กู้ไป๋ห
ลิง
“สารเลว!” กู้ไป๋หลิงกัดฟัน ใช้กระบี่เย็นยะเยือกฟาดฟันใส่ศร
อย่างกราดเกรี้ยว
ลูกศรของอีกฝ่ายไล่ตามศัตรูได้ หากไม่ทำลายศรเสีย ก็จะถูกไล่
ล่าไม่จบสิ้น
การต่อสู้ครั้งใหญ่อุบัติระหว่างสองยอดฝีมือระดับเขตแดน
ไกลออกไป แปดผู้ฝึกตนซึ่งบรรลุอำนาจเคล็ดพลังเผชิญหน้า
“อย่าแย่งข้า ขยะพรรค์นี้ ข้าจะสู้สี่ในคราวเดียว!”
ผู้ฝึกตนชายผู้หนึ่งจากสำนักเซียนเทียนหลานตะโกนบอกเหล่า
สหาย
“ไม่ได้สิแบบนั้น หนึ่งต่อหนึ่งสิ ข้าได้ยินว่าผู้ฝึกตนจากภพล่าง
ล้วนแข็งแกร่งทั้งสิ้น ต้องมีสมบัติมากมายแน่แท้”
“ผู้ใดฆ่าพวกเขาก่อน ทรัพยากรก็เป็นของผู้นั้น!”
ศิษย์ทั้งสี่จากสำนักเซียนเทียนหลานแยกกันพุ่งเข้าจู่โจมคณะ
ทั้งสี่ของเจียงผิงอัน
ขณะนั้น ศึกใหญ่เจียนปะทุ
ทว่า เพียงชั่วเสี้ยววินาที ความต่างชั้นระหว่างสองฝ่ายก็ชัดเจน
ผู้ฝึกตนทั้งหลายจากภพล่างล้วนถูกต่อยตีกระเด็นกระดอน
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานแข็งแกร่งและรวดเร็วกว่า
เห็นได้ชัดว่าใช้เคล็ดพลังอยู่แท้ ๆ แต่ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียน
หลานแข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
กฎของภพเซียนสมบูรณ์แบบ กฎเกณฑ์ที่พวกเขาบรรลุก็
สมบูรณ์แบบ เมื่อผนวกกับวรยุทธ์อันล ้าหน้า พวกเขาย่อมแข็งแกร่ง
กว่าแน่แท้
“ฮ่า ๆ ผู้ฝึกตนจากภพล่างก็แค่งั้น ๆ คนเหล่านี้เป็นอัจฉริยะ
สูงสุดของภพล่างได้ หากข้าไปคงได้เป็นจ้าวแดนดินเลยกระมัง”
ผู้ฝึกกายาซึ่งบดขยี้เจินหย่งได้โดยง่ายหัวเราะอย่างเหิมเกริม
เขามิได้โดดเด่นในสำนักเซียนเทียนหลาน แต่ก็สามารถบดขยี้
อัจฉริยะจากภพล่างเหล่านี้ได้ เขาจึงเกิดความรู้สึกภาคภูมิสำเร็จ
อย่างยิ่ง
หมัดของเจินหย่งแตกเยิน กระดูกขาวปรากฏชัด โลหิตหลั่งนอง
ต่อหน้าเสียงเยาะเย้ยเช่นนี้ ดวงตาของเจินหย่งแดงฉาน ค้อน
ด้ามหนึ่งพลันปรากฏในมือเขา เหวี่ยงกระแทกเข้าใส่อีกฝ่ายสุดแรง
“ไปตายซะ!”
ค้อนด้ามสีเป็นสีทองทั้งด้าม ยามฟาดเข้ามาก็เผยอำนาจเขต
แดน
ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานทั้งหลายหน้าถอดสี นี่คือ
อาวุธวิเศษระดับเขตแดน!
แต่เมื่อคิดจะหนี เขาก็พบว่ากายนี้มิอาจขยับ ไม่อาจทราบว่ามี
ม้วนหยกม้วนหนึ่งปรากฏในมืออีกฝ่ายแต่ยามใด มันแผ่กฎเขตแดน
ผนึกร่างของเขาไว้!
เมื่อค้อนฟาดลง ศีรษะผู้ฝึกตนคนนั้นก็แหลกระเบิด
ภายใต้การกระหน ่าโจมตีของกฎเขตแดน จึงไร้หวังคืนชีพได้
ซูปิงและมั่วต่างใช้อาวุธวิเศษระดับเขตแดนออกมาตามกัน ผู้ฝึก
ตนตรงหน้าพวกเขาล้มตายระนาว
เมื่อเผชิญอาวุธวิเศษระดับเขตแดน ผู้ฝึกตนจากสำนักเซียน
เทียนหลานมิอาจรับไหวโดยแท้
แม้จะฆ่าคู่ต่อสู้ได้ สามบุคคลจากภพรวนสวรรค์ก็หามีสีหน้า
ปรีดาไม่
ในภพรวนสวรรค์ พวกเขามิเคยใช้อาวุธวิเศษระดับเขตแดนใน
การสู้กับผู้ฝึกตนร่วมขอบเขต
ครั้งนี้ พวกเขาถูกบังคับให้ใช้อาวุธวิเศษระดับสูงกว่าจะชนะได้
ทำให้พวกเขารู้สึกราวมิอาจชนะ หรือก็คือ ไม่พอใจกับความ
แข็งแกร่งของตน
“ถุ้ย!”
เจินหย่งถ่มน ้าลายรดศพคู่ต่อสู้ “รู้อยู่ว่าเหลาจื่อมาจากขุมกำลัง
ใหญ่ที่ภพล่าง ก็ยังมายั่วโมโหเหลาจื่ออีก ปัญญานิ่ม!”
พลังต่อสู้ของพวกเขาอ่อนด้อยกว่าผู้ฝึกตนจากภพเซียนจริงแท้
แต่ว่าด้วยทรัพยากร พวกเขาเหนือชั้นกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปจากภพ
เซียนเหล่านี้แน่นอน
เมื่อการต่อสู้ของสามบุคคลจากภพรวนสวรรค์จบลง พวกเขา
ต่างก็มองไปยังเจียงผิงอันซึ่งยังต่อสู้อยู่
ขณะที่ซูปิงกำลังจะลงมือ เจินหย่งซึ่งอยู่ข้างกันก็ยกมือหยุดไว้
“เขาต้องมีสมบัติกับตัวอยู่แน่ ไฉนเจ้าต้องลงมือด้วย?”
ซูปิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจึงเก็บอาวุธวิเศษ
เจียงผิงอันเผชิญการต่อสู้ของศัตรูด้วยหมัดอู๋จี๋
ขอเพียงพละกำลังไม่เหนือกว่าเขาสี่เท่า ก็มิอาจทะลวงการ
ป้องกันของเขามาได้
ขณะรับมือ เขาก็สังเกตการโจมตีของคู่ต่อสู้ สลักภาพการต่อสู้
ของอีกฝ่ายในมโนสำนึก
เจียงผิงอันคุ้นชินกับความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายจากการสังเกต
ครั้งต่อไปที่เขาพบการโจมตีเช่นเดียวกันนี้ เขาก็จะไม่ร้อนใจ
สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า
“เขาถึงกับหยุดการโจมตีของผู้ฝึกตนจากภพเซียนได้!”
เมื่อเห็นว่าเจียงผิงอันรับการโจมตีของผู้ฝึกตนจากภพเซียนได้
คนทั้งสามจากภพรวนสวรรค์ต่างตกใจสุดขีด
เมื่อครู่ยามพวกเขาประมือผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลาน
พวกเขาต่างบาดเจ็บในทันที แต่เจียงผิงอันผู้นี้ไม่บาดเจ็บเลย ซ ้ายัง
รับการโจมตีของคู่ต่อสู้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า!
สิ่งนี้ทำให้หัวใจทั้งสามพลิกตลบด้วยริษยา
ภพบุกเบิกอ่อนแอกว่าภพรวนสวรรค์ของพวกเขาแท้ ๆ เจียงผิง
อันผู้นี้จะแข็งแกร่งกว่าพวกเขาได้อย่างไร?
เรื่องนี้เกินพวกเขารับได้ไปสักหน่อย
เจินหย่งซึ่งไม่สบอารมณ์กับเจียงผิงอันมาตลอดเอ่ยปาก
“เจียงผิงอันผู้นี้ก็แค่บรรลุวรยุทธ์พละกำลังพิเศษ สามารถสลาย
พลังของคู่ต่อสู้ได้ พลังต่อสู้ของเขาเองอาจไม่สูงหรอก”
“สรุปก็คือ แค่เต่าหดหัวที่เป็นแต่ป้องกัน”