สู่วิถีอมตะ - บทที่ 615 ชักจูงใจ
ทั้งสามใช้การถ่ายทอดกระแสปราณคุยกันตั้งแต่ต้น คนอื่น ๆ จึง
มิทราบว่าพวกเขาพูดอะไรกัน
สังเกตเห็นได้เพียงว่า จู่ ๆ กู้ไป๋หลิงผู้เย็นชายิ่งก็สุดแสนปรีดา
กระตือรือร้นเริงร่าขึ้นมาอย่างกะทันหัน
กู้ไป๋หลิงหันศีรษะมามองเจียงผิงอันซึ่งยังคงตกปลาอยู่
ทันทีที่นางโคจรพลังเขตแดนเตรียมแช่แข็งเจียงผิงอัน เจียงผิง
อันก็กระโดดหายลงธารทมิฬไปทันที
ก้อนหินที่เจียงผิงอันนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ถูกแช่แข็ง แตกออกเป็น
เสี่ยง ๆ
สีหน้าของกู้ไป๋หลิงแข็งค้าง
เจ้านี่เป็นสัตว์ประหลาดหรือไร ทำไมขี้ระแวงนัก?
ปฏิกิริยาตอบสนองนี้รวดเร็วเกินไปแล้ว ราวตระหนักแจ้งถึง
อันตรายอยู่ล่วงหน้า
ระแวดระวังเช่นนี้ หมายความว่าเจียงผิงอันต้องกระเสือกกระสน
ปีนป่ายจากจุดต ่าสุด เผชิญอันตรายเกินคณานับ มิผ่อนความระวัง
นับแต่แรก และหาเชื่อใจผู้ใดไม่
แต่การกระโดดลงธารทมิฬมิต่างอะไรกับหาที่ตายเลย
คนจากภพรวนสวรรค์ทั้งสามดูงุนงง
เกิดอะไรขึ้น? มันเรื่องอะไรกัน? ทำไมกู้ไป๋หลิงจึงลงมือกับเจียง
ผิงอันล่ะ?
กว่าพวกเขาจะตระหนักถึงความผิดปกติ เขตแดนเยือกแข็งก็ปก
คลุมตัวพวกเขาแล้ว
ยันต์ช่วยชีวิตที่พวกเขามีติดตัวทำงาน สกัดการโจมตีของเขต
แดนเยือกแข็งเอาไว้ทันที
“ศิษย์พี่หญิงกู้ เจ้าทำอะไรนี่!” ทั้งสามต่างตกใจ
กู้ไป๋หลิงเป็นคนรอบคอบ หากไม่ลงมือเลยก็ต้องลงมือให้สุดทาง
จัดการคนเหล่านี้เสียมิให้ข่าวแพร่งพราย ถึงอย่างไรก็มีหลานผู้
อาวุโสคุ้มหัวอยู่ นางจะมิต้องรับโทษอยู่ดี
“การตอบสนองของพวกเจ้าสามคนแย่กว่าเจียงผิงอันหลายขุม
เลยนะ”
กู้ไป๋หลิงใช้อำนาจเขตแดนโยนคนทั้งสามลงในธารทมิฬ สาม
คนนี้มีสมบัติมากมายกับตัว รับมือไม่ง่าย เพื่อป้องกันมิให้เกิด
อุบัติเหตุใด ๆ นางจึงโยนพวกเขาลงธารทมิฬไปแต่แรก
ขณะที่สามบุคคลซึ่งถูกโยนลงธารทมิฬคิดเหินกลับขึ้นมา แต่
อำนาจกฎแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังก็โอบล้อม ฉุดลากพวกเขาลงสู่ก้น
ธารทมิฬ แล้วเงียบหายไป
กู้ไป๋หลิงมิได้วางใจ นางเร่งอำนาจเขตแดน โจมตีซ ้าใส่ธารทมิฬ
สุดกำลัง
พริบตานั้น ธารทั้งสายก็กระฉอกทะยานคลุมฟ้าบังตะวัน กฎแห่ง
แรงโน้มถ่วงอันน่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่าน พื้นที่ในระยะพันลี้ถูกแรง
โน้มถ่วงอันไม่เสถียรฉีกกราชาก ทั้งศิลา พฤกษาและบรรพตล้วนถูก
ถอนถล่ม ลากจมลงฉีกกราชากเป็นริ้วเสี่ยงในสายธาร
ยอดฝีมือขอบเขตมหายาน หรือก็คือยอดฝีมือระดับเขตแดนทั้ง
สามสัมผัสอำนาจน่าสะพรึงกลัวนี้ ต่างผู้ล้วนปลดปล่อยอำนาจเขต
แดนของตนออกมาปราชันแรงฉุดฉีกของสนามโน้มถ่วงนี้ตาม ๆ กัน
แม้จะเป็นยอดฝีมือระดับเขตแดน หากถูกดูดเข้าไปในธารทมิฬ
โอกาสรอดก็มิได้สูง
กู้ไป๋หลิงกล่าวกับชิวหยวนอย่างประจบเอาใจ “ศิษย์น้องชิว
จัดการเรียบร้อยแล้ว หากเจียงผิงอันไม่มีอาวุธวิเศษเหนือระดับยอด
สมบัติกับตัว เขาตายแน่นอน!”
ชิวหยวนพยักหน้า เขารู้ว่าแม่น ้าแห่งนี้น่าสะพรึงกลัวเพียงไร
นอกจากมัจฉาโกลาหลที่เมินเฉยต่อกฎเกณฑ์ได้ สิ่งมีชีวิตอื่นล้วน
ย่อมมิอาจอยู่รอดในแม่น ้าสายนี้ได้เลย
มีเพียงยอดสมบัติและศาสตราเซียนเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเจียงผิง
อันได้
และขอบเขตอย่างเจียงผิงอันก็ไม่น่ามียอดสมบัติใช้
ชิวหยวนโยนอาวุธวิเศษระดับเขตแดนสองชิ้นให้กู้ไป๋หลิง “ภาย
หน้า เจ้าจะเป็นสาวใช้ของข้า”
เขาเสวยสุขในภพบุกเบิกจนเคยชิน ต้องมีคนมารับใช้ สตรีผู้นี้
ไม่เลว ใช้งานได้
“ขอบคุณศิษย์น้องชิว!”
แม้กู้ไป๋หลิงจะดูแคลนผู้ฝึกตนจากภพล่าง แต่ใครใช้ให้สถานะ
ของชิวหยวนสูงกันเล่า ซ ้ายังมีทรัพยากรให้นาง ก็ควรค่าให้ประจบ
เอาใจ
ทั้งสามแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงทะยานจากไป
ธารทมิฬค่อย ๆ ลดระดับ กลับคืนสู่ความสงบเช่นผ่านมา
ไม่นานจากนั้น แสงสีน ้าเงินสายหนึ่งก็วูบไหวออกมาจากธาร
ทมิฬ ปรากฏเป็นนาวาสีน ้าเงินลำหนึ่ง
นาวาสีน ้าเงินนี้แผ่รัศมีมหาเต๋า ขวางอิทธิพลของกฎแห่งแรง
โน้มถ่วงไว้
“สารเลวสมควรตาย! ข้าแข็งแกร่งขึ้นยามใด จะฆ่านางแพศยา
นั่นเสีย!”
เจินหย่งผู้เต็มไปด้วยมัดกล้ามผรุสวาทอย่างเดือดดาล
เขาเกือบตกตายเสียแล้ว โชคยังดีที่ได้ยอดสมบัติที่ครอบครัว
เตรียมไว้ช่วยชีวิต
อึดใจต่อมา แสงอีกสายก็เหินออกจากธารสู่ริมฝั่ง
ซูปิงคายไข่มุกเม็ดหนึ่งออกจากปาก ไข่มุกนี้ก็เป็นยอดสมบัติซึ่ง
ไว้ใช้ช่วยชีวิตนางเช่นกัน
ใบหน้าของนางเปี่ยมโทสะ “ทั้งหมดเพราะเจียงผิงอันคนเดียว
พวกคนเมื่อครู่ล้วนมาเพื่อฆ่าเขา เราเลยพลอยติดร่างแหไปด้วย
หากเขามิตาย ก็ต้องฆ่าให้สิ้น!”
“มั่วล่ะ?” เจินหย่งมองไปทางธารทมิฬ
“ครอบครัวเขาอาจมิได้เตรียมยอดสมบัติช่วยชีวิตไว้ให้…”
ขณะที่ซูปิงยังพูดไม่จบ นางพลันสังเกตเห็นบางสิ่ง สีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างมหันต์
ขณะที่นางกำลังจะใช้ไข่มุกอีกครั้ง คลื่นยะเยือกอันน่า
สะพรึงกลัวก็โอบล้อม แช่แข็งนางเป็นก้อนน ้าแข็ง
เจินหย่งไม่มีเวลาปัดป้อง และถูกแช่แข็งเช่นรูปสลักน ้าแข็งไป
เช่นกัน
“ฮ่า ๆ ยอดสมบัติสองชิ้น! เจ้าพวกนี้รวยกันเสียจริง!”
กู้ไป๋หลิง ชิวหยวนและเถิงชุนปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ
พวกเขามิได้จากไปไหนเลย ทว่าซ่อนอยู่ในสุญตาเพื่อป้องกันมิ
ให้ผู้ใดเหลือรอด
และก็มีผู้ยังไม่ตายจริงตามคาด
หลังจัดการคนทั้งสอง ทั้งสามก็พบสมบัติลับมากมายจากทั้งคู่
นับเป็นกำไรล ่าซำ
“น่าเสียดายที่เจียงผิงอันกับมั่วไม่ขึ้นมา เสียทรัพยากรไปเยอะ
เลย”
กู้ไป๋หลิงมีท่าทีเสียดาย สองคนนั้นต้องมีสมบัติมากมายเป็นแน่
“ไปกันเถอะ ด้วยทรัพยากรเหล่านี้ เจ้าก็สามารถถอนตัวจาก
กองทัพได้ล่วงหน้าแล้ว” ชิวหยวนเร่ง
ทั้งสามปลาสนาการไปในสุญตา
รูปสลักน ้าแข็งทั้งสองแตกสลาย กลายเป็นเสี่ยงธุลีกระจายปลิว
สรรพสิ่งนิ่งสงบ มีเพียงเสียงวารีเชี่ยวกราก
สามวันให้หลัง หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นจากสุญตา “ดูเหมือนอีกสองคน
จะตายไปแล้วจริง ๆ ไปกันเถอะ”
เจ็ดวันต่อมา สุญตาก็พลิ้วกระเพื่อม “ไปลองหาดูที่ปลายน ้า บาง
ทีอาจโดนชะไหลไป”
ทั้งสามไม่เคยจากไปไหน
เดิมที ชิวหยวนไม่คิดเสียเวลาที่นี่ แต่เพราะคนเหล่านี้มีสมบัติ
มากมายเกินไป จึงคุ้มค่าให้เขาเสียเวลา
ในวันที่สิบ ที่ไหนสักที่ ณ ช่วงต้นของแม่น ้า
ชายร่างผอมแห้งผู้หนึ่งทะยานขึ้นจากธารทมิฬ
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกจากมือสังหารจากภพรวนสวรรค์ มั่ว
เขาระแวดระวังกว่าอีกสองคน ซ่อนตัวเป็นเวลานานกว่า และหนี
ขึ้นมายังต้นน ้า
หนึ่งปีต่อมา ขวดสีดำใบหนึ่งก็เหินขึ้นจากธารทมิฬ ณ จุดที่
เจียงผิงอันกระโดดลงไป
หากหลัวซู่ ประมุขศาลาเติงเซียนอยู่ที่นี่ นางจะมองออกทันทีว่า
ขวดใบนี้คือศาสตราเซียนที่นางให้เจียงผิงอัน ขวดกลืนสวรรค์
แสงสว่างวูบไหว ชายหน้าตาแสนธรรมดาผู้หนึ่งเหินออกมาจาก
ในขวดกลืนสวรรค์
คนผู้นี้มิใช่ใครอื่นนอกจากเจียงผิงอันซึ่งแปลงรูปลักษณ์จำแลง
กาย
เขาซ่อนตัวหนึ่งปี ใช้เวลาห้าปีในวังกาลเวลา และฝึกฝน ‘วิชาอำ
พรางสรวง’ อย่างเต็มที่
การฝึกฝน ‘วิชาอำพรางสรวง’ ให้สมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องยาก
เพราะมันต้องใช้อักขระเซียน เขามิอาจทำความเข้าใจมันได้ใน
ขอบเขตนี้ จึงมิอาจแปรลักษณ์สู่สรรพสิ่งได้
แต่เขาก็ฝึกฝน ‘วิชาอำพรางสรวง’ ได้จนเชี่ยวชาญ
เขาในยามนี้ซ่อนปราณรากฐานของตนเองได้แล้ว ต่อให้ไปยืน
ตรงหน้าเสี่ยวเซียงในยามนี้ เสี่ยวเซียงก็จำเขาไม่ได้
ยิ่งขอบเขตพัฒนา ผลของ ‘วิชาอำพรางสรวง’ ก็ยิ่งแข็งแกร่ง
คู่เนตรลึกล ้าของเจียงผิงอันเรืองประกายกร้าวด้วยจิตสังหารและ
โทสะ
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดกู้ไป๋หลิงจึงลงมือกับเขา
แต่จากคาดการณ์ ต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับสองบุคคลที่จู่ ๆ ก็
ปรากฏตัวขึ้นแน่นอน
เขาไม่มีความแค้นกับผู้ฝึกตนจากภพเบื้องบน ศัตรูน่าจะมาจาก
ภพบุกเบิก
และในภพบุกเบิก ก็เหมือนจะมีเพียงบุตรเซียนผู้นั้นในศาลาหลัก
ที่มีความขัดแย้งกับเขา
เจียงผิงอันกำหมัด บริเวณรอบกายบิดเบี้ยวพังทลายด้วยปราณ
ทรงพลัง
อีกฝ่ายจะเป็นใครก็ช่าง ในเมื่อคิดจะฆ่าเขา ก็ต้องพร้อมถูกฆ่า
ไว้ด้วย
เขาจำรูปลักษณ์คนทั้งสามไว้แล้ว หลังสร้างรากเซียนสำเร็จ เขา
จะตอบแทนให้สองเท่าตัว!
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะหาที่ซ่อน รัศมีเจ็ดสีอันเจิดจรัสสาย
หนึ่งก็พุ่งทะยานในธารทมิฬจากไกล ๆ มันคือมัจฉาโกลาหลตัวหนึ่ง
แค่หางมันลำพังก็ยาวสองลี้แล้ว!