สู่วิถีอมตะ - บทที่ 616 ช่วยเหลือ หวังหยาง
มัจฉาโกลาหลแหวกว่ายด้วยความเร็วสุดขั้ว วาดชั้นคลื่นทะลัก
สูง
มัจฉาโกลาหลตัวนี้มีตรวนหลายเส้นรัดพัน เบื้องหลังมีเรือลำ
ใหญ่ซึ่งสลักอักขระไว้มากมายแล่นตาม
อักขระบนเรือลำนี้ต้านทานกฎแห่งแรงโน้มถ่วงในธารทมิฬ มีผู้
ฝึกตนกลุ่มหนึ่งฉุดยื้อตรวนอยู่บนนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย
“อย่าปล่อยนะ!”
“หากจับมัจฉาโกลาหลตัวนี้ได้ หมื่นปีก็ไร้กังวลเรื่องทรัพยากร!”
“ตรวนขาดไปหนึ่งเส้น เร็วเข้า! เอามาอีกเส้น!”
ซ่า~
มัจฉาโกลาหลกระโดดขึ้นอย่างรุนแรง ประหนึ่งจะกระโจนสู่
จักรวาลพร่างพราว ก่อนจะร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วจนธารทมิฬ
สั่นสะท้าน ตลบคลื่นมหึมากวาดซัด และตรวนบนตัวมันก็แตกสลาย
ไป
ยามเห็นคลื่นลูกมหึมากวาดเข้าหา สีหน้าของเจียงผิงอันก็
แปรเปลี่ยนมหันต์ รีบเลี่ยงถอยทันที
ทว่านทีประหลาดอันสาดกระเซ็นนี้ใหญ่โตเกินไป เจียงผิงอันจึง
โดนฟาดหน้าคะมำทันที
“พรวด!”
เจียงผิงอันรู้สึกประหนึ่งถูกดวงดาวพุ่งชน ปากกระอักโลหิต ร่าง
ละล่องไปกับกระแสธาร
เจียงผิงอันประหลาดใจยิ่ง น ้าจากธารทมิฬนี่มันอะไรกัน ทำไม
วารีทุกหยดต่างก็มีกฎแห่งแรงโน้มถ่วงน่าสะพรึงกลัวเพียงนี้
นี่ขนาดเขามีร่างกายแข็งแกร่ง ซ ้ายังบรรลุเคล็ดพลังแรงโน้มถ่วง
และมีอัสนีหยินคุ้มกาย หากให้ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการคนอื่นมา
โดนแทน ร่างคงระเบิดแหลกไปแล้ว
“หมดกัน ปล่อยมัจฉานั่นหนีไปจนได้”
มัจฉาโกลาหลหายลับลงสู่ก้นสายธาร ปวงชนบนเรือล้วนผิดหวัง
“เหมือนจะมีผู้ฝึกตนคนหนึ่งโดนกวาดลงแม่น ้าไปด้วยนะ!”
มีผู้ฝึกตนหลายคนสังเกตเห็นเจียงผิงอัน หนึ่งในนั้นฉีกสุญตา
รีบลากเจียงผิงอันขึ้นเรือแล้วยัดโอสถเม็ดหนึ่งเข้าปากเจียงผิงอัน
“ศิษย์พี่หวังหยาง เจ้ายังไม่รู้เลยว่าเจ้านี่เป็นศิษย์สำนักเซียนอวี่ห
วงของเราหรือเปล่า ไฉนจึงเอาโอสถราคาแพงเช่นนี้ให้เขากัน น่า
เสียดายออก”
ผู้ฝึกตนข้าง ๆ เขาเห็นการกระทำของชายผู้นี้แล้วก็อดพูดมิได้
“คิดเช่นนั้นมิได้นะ หากเขาเป็นศิษย์สำนักเซียนอวี่หวงของเรา
จริง ๆ ขึ้นมา แล้วช่วยไม่ทัน ก็มิใช่สำนักเสียศิษย์ไปอีกคนหรือ? เรา
เสี่ยงมิได้หรอก”
หวังหยางสวมอาภรณ์ขาวอันวิจิตรงาม เบื้องหลังเขาเหน็บกระบี่
ใบกว้างซึ่งแทบสูสีกับร่างสูงใหญ่กำยำของเขา
ใต้เรียวคิ้วหนาคือคู่เนตรอันเจิดจรัส เด็ดเดี่ยวและมั่นคงดุจเปลว
เพลิง
ผู้คนรอบข้างมองการกระทำของหวังหยางแล้วส่ายหัวอย่างจนใจ
พวกเขารู้นิสัยของชายผู้นี้ เกลี้ยกล่อมไปก็เท่านั้น
เจียงผิงอันซึ่งกินโอสถเข้าไปลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เขามิทัน
สังเกตว่าขาของเขาบิดเบี้ยวผิดรูป จึงเกือบทรุดหน้าทิ่มเพราะมิอาจ
ยืนได้มั่นคง หวังหยางรีบกระตุ้นปราณช่วยให้เขาตั้งหลักได้เสถียร
ทันที
“สหายเต๋า เป็นอะไรหรือไม่?”
หวังหยางถามอย่างเป็นห่วง
เจียงผิงอันกุมกำปั้นขอบคุณ “ขอบคุณศิษย์พี่”
แม้เขาจะไม่เป็นไรต่อให้ไม่มีโอสถ เขาก็ยังซาบซึ้งกับความ
ช่วยเหลือครั้งนี้ยิ่ง
“ไม่เป็นไร โปรดแสดงป้ายแสดงตนของสำนักเซียนอวี่หวงของ
เจ้าด้วย หากมิใช่ ข้าส่งเจ้าเดินทางต่อได้”
หวังหยางพูดทันที
เจียงผิงอันนำป้ายแสดงตนของเขาออกมา
ผู้นำทางแต่ละคนจะให้ป้ายแสดงตนกับผู้มาใหม่ เขียนไว้ทั้งชื่อ
และข้อมูลที่เกี่ยวข้องบนนั้น
ทั้งหมดสลักไว้ด้วยพลังวิญญาณ สามารถแยกแยะได้ง่ายดาย
เมื่อจ่ายปราณวิญญาณเข้าไป ข้อมูลทั้งหมดก็ปรากฏชัด
“เจียงผิงอัน ศิษย์ในนามผู้หนึ่งจากภพบุกเบิก”
เมื่อหวังหยางเห็นข้อมูลของเจียงผิงอัน สีหน้าก็ปรากฏความ
ประหลาดใจ
ขณะคนอื่น ๆ ได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็หันมองเจียงผิงอันเช่นกัน
“ปรากฏว่าเป็นคนจากภพบุกเบิก ทำไมเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้”
“ภพล่างน่าจะส่งขึ้นมาประเมินแหละ”
“ขอบเขตเช่นนี้ยังกล้าขึ้นมายังภพเบื้องบน มาฆ่าตัวตายหรือ
ไร?”
“ผู้ฝึกตนในขอบเขตนี้ไร้ประโยชน์สิ้นดี เมื่อนานมาแล้วมีผู้ฝึก
ตนจากภพบุกเบิกผู้หนึ่ง อวดโอ่ว่ายามอยู่ในภพบุกเบิกตนแข็งแกร่ง
เพียงไหน แต่พอพบหน้าผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลานสักคนก็
ถูกระเบิดแหลกในหมัดเดียว เกือบช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน”
ปวงชนมองมายังเจียงผิงอันด้วยสายตาดูแคลน คนจากภพล่าง
เหล่านี้มิควรค่าได้ทรัพยากรอะไรมากมายเลย
หากมิใช่เพราะกฎสมาพันธ์บังคับว่าห้ามไปปล้นภพอื่น มีหรือ
ขยะเหล่านี้จะได้ทรัพยากรมากมาย?
“เฮ้อ พลาดโอกาสท้าทายสวรรค์เสียแล้ว เกือบจับมัจฉา
โกลาหลนั่นได้แล้วเชียว”
“กลับกันเถอะ มัจฉาใหญ่เช่นนี้มิใช่สิ่งที่เราจะจับได้หรอก”
คนทั้งหลายหันไปคุยกันเรื่องมัจฉาโกลาหลที่หลุดหนีไปได้ มิได้
สนใจเจียงผิงอันเลย
มีเพียงหวังหยางที่ยังยืนตรงหน้าเจียงผิงอัน
“ศิษย์น้องเจียง ทำไมเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ ผู้ฝึกตนจากภพบุกเบิก
ขึ้นมา ก็น่าจะมีศิษย์สำนักดูแลพวกเจ้าสิ”
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “เราถูกผู้ฝึกตนจากสำนัก
เซียนเทียนหลานจู่โจมจึงคลาดกันขอรับ”
ที่เขาโกหกก็เพราะมิแน่ใจ ว่าคนผู้นี้รู้จักกับกู้ไป๋หลิงหรือไม่
หากทั้งสองรู้จักกัน คนผู้นี้ก็น่าจะบอกกู้ไป๋หลิงว่าเขายังไม่ตาย
ปัญหาเกิดแน่
เรื่องสำคัญที่สุดในขณะนี้คือหาทางออกจากที่นี่ ไปสู่ภพเซียน
และสร้างรากเซียนให้ได้
โดยไม่รอให้หวังหยางพูด เจียงผิงอันก็ถามขึ้นก่อน “ศิษย์พี่หวัง
ขอถามได้หรือไม่ว่ามีหนทางใดจะออกจากที่นี่ ไปยังภพเซียนได้
บ้าง”
“มีหลายทางเลย เช่นสร้างผลงานในกองทัพ ส่งสมบัติฟ้าดิน
สมบัติและยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ระยะเวลารับใช้กองทัพจะถูกหักตาม
ผลงานทรัพยากร”
หวังหยางกล่าว “ขอบเขตของเจ้าต ่าเกินไป อย่าไปเสี่ยงลำพังจะ
ดีกว่า หัวหน้ากลุ่มของเจ้าเป็นใคร ข้าจะช่วยเจ้าตามหา”
“หัวหน้ากลุ่มของข้าน่าจะตายไปแล้วขอรับ ศิษย์พี่หวัง ข้าจะ
สร้างผลงานให้กองทัพเช่นไรขอรับ หรือหากได้ทรัพยากรมา จะเอา
ไปขึ้นรางวัลได้ที่ใด”
เจียงผิงอันพูดว่ากู้ไป๋หลิงตายแล้วทันที
“หัวหน้ากลุ่มเจ้ามิได้บอกหรือ? เรื่องพวกนี้คือหน้าที่ของหัวหน้า
กลุ่มนะ ไร้ความรับผิดชอบเสียจริง”
หวังหยางพูดอย่างไม่รู้เหนื่อย “หากเจ้าอยากสร้างผลงานให้
กองทัพ ก็ยากหน่อย ขอบเขตเช่นเจ้ายากจะสร้างผลงานอะไรได้ยิ่ง”
“หากเจ้าคิดแลกทรัพยากร ไปที่หอคอยเซียน นั่นเป็นสถานที่
พักผ่อนและแลกเปลี่ยน ข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”
เจียงผิงอันตื้นตันในความเอาใจใส่ของคนผู้นี้ยิ่ง เขากุมกำปั้น
ขอบคุณ “ขอบคุณศิษย์พี่หวัง”
หวังหยางหัวเราะอย่างเริงร่า “ช่วยเหลือแค่นี้ ไม่ต้องขอบคุณ
หรอก”
“เอิ๊ก~~”
ทันใดนั้น เสียงเรอก็ดังขึ้นจากทิศหนึ่ง ดังสนั่นและยาวเหยียด
เป็นอย่างยิ่ง
เจียงผิงอันเผลอตัวมองตามเสียง
ที่หลืบมุมหนึ่งของดาดฟ้าเรือ มีผู้ฝึกตนหญิงนางหนึ่งซึ่งมี
‘กล้ามอก’ ใหญ่โตผิดปกติอ้าปากเรอ ใบหน้าของนางแดงก ่า ดวงตา
ฉ ่าเยิ้ม ในมือถือน ้าเต้าสุรา เรียวขาอวบยาวงดงามไขว้กัน เมรัยหก
เลอะเต็มอกเสื้อ
กลิ่นสุราโชยมายามเสียงเรอจบสิ้น
นางเป็นหญิงงามสุดขั้วโดยแท้ แต่ขณะนี้ ดูเช่นไรก็เหมือนผีสุรา
ไม่สิ นี่คือผีสุราเลยต่างหาก
หวังหยางส่ายหัวอย่างจนใจ “เหมียวเสีย เลิกสุราเสียทีได้หรือไม่
ภาพลักษณ์ของเจ้ากระทบต่อภาพลักษณ์ของเราสำนักเซียนอวี่หวง
ยิ่ง”
ผู้ฝึกตนหญิงนางอื่นบริสุทธิ์งดงาม บ้างก็เย็นชาเจ้าอารมณ์ แต่
สตรีผู้นี้กลับเป็นผีสุราหญิง เสื่อมเสียยิ่งนัก
“อึ้ก?”
เสียงเรออันยาวนานของเหมียวเสียหยุดลงเสียที กระทั่งลงท้าย
เสียงเป็นเชิงคำถาม
เหมียวเสียจิบสุราอีกจิบ พยายามลืมตาขึ้นมามองเจียงผิงอัน
“หน้าตาดาษดื่นสิ้นดี คนธรรมดาที่ไหนจะจงใจเปลี่ยนตัวเองให้ดูแย่
กัน เจ้าจงใจซ่อนรูปลักษณ์ตัวเอง เอิ๊ก~”
ม่านตาของเจียงผิงอันสั่นสะท้าน
จริงด้วย
ยามการฝึกฝนบรรลุถึงระดับหนึ่ง การเปลี่ยนรูปลักษณ์ก็เป็น
เรื่องง่าย ผู้ฝึกตนระดับสูงจึงหาคนอัปลักษณ์ได้ยาก
เขาจงใจเปลี่ยนตัวเองให้ดูธรรมดา จึงถูกมองออกได้ง่าย
คิดไม่ถึงจริง ๆ
ขณะที่เขาตะลึงค้าง แขนอวบอิ่มเช่นหยกข้างหนึ่งก็มาโอบบ่า
เขา กลิ่นเมรัยคละคลุ้งพุ่งปะทะหน้า
ใบหน้างดงามอันเมาหมดสภาพปรากฏตรงหน้าเขา
เหมียวเสียถือน ้าเต้าสุรา ริมฝีปากแดงยกยิ้ม ทำตัวกะลิ้มกะเหลี่ย
ประหนึ่งผีสุราชายตามหอบุปผา “น้องชาย เจ้าขึ้นมายังภพเบื้องบน
ได้เช่นนี้ ย่อมหมายความว่าในภพล่าง เจ้าหาธรรมดาไม่”
“เจ้าต้องมีทรัพยากรมากมายกับตัวเป็นแน่ ให้พี่หญิงยืมสัก
หน่อยสิ”