สู่วิถีอมตะ - บทที่ 621 เข้าป่าน้อยด้วยกัน
เจียงผิงอันเมินวาจาของผีสุราเมามายผู้นี้ ยังคงจ้องมองนาง
ขณะต่อสู้ต่อไป
เขตแดนจำนงสัประยุทธ์ของเหมียวเสียแข็งแกร่งยิ่ง เมื่อศัตรูมา
อยู่ในเขตแดนของนาง จำนงศึกจะรวนเรอย่างสาหัส
เป็นที่ทราบดีว่าจำนงส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการต่อสู้ของ
คนได้
ขอเพียงเข้ามาอยู่ในเขตแดนของเหมียวเสีย พลังต่อสู้ของศัตรู
จะร่วงวูบอย่างน้อยสามส่วนสิบ!
เจียงผิงอันตั้งใจจะใช้อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์สร้างรากเซียน
จำนงสัประยุทธ์ในภายหน้า
ผู้ฝึกตนระดับขอบเขตทุกนาม หากมิใช้อวตาร จะมีเขตแดน
เพียงหนึ่ง
ยามผู้ฝึกตนจากภพเซียนสร้างรากเซียน พวกเขาจะใช้
กฎเกณฑ์ที่ตนชำนาญที่สุดก่อเป็นเขตแดน ขณะที่กฎเกณฑ์อื่น ๆ
รับหน้าที่สนับสนุนส่งเสริม
เพราะเหตุนี้ ผู้ฝึกตนมากมายจึงอยากสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนแฝด
หากสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนแฝดขึ้นมาได้ ก็จะสามารถสร้าง
อำนาจเขตแดนได้สองรูปแบบ แข็งแกร่งล ้าหน้าเกินผู้อื่น
ทันใดนั้น เจียงผิงอันซึ่งกำลังต่อสู้พลันสังเกตพบสายตาอัน
เปี่ยมจิตสังหารมุ่งมาหลายคู่
เขามองตามสายตาไป และเห็นใบหน้าคนคุ้นเคยสามคน
สีหน้าของเจียงผิงอันเย็นเยียบบึ้งตึงทันใด
คนทั้งสามมิใช่ใครอื่นนอกจากพวกกู้ไป๋หลิงที่หมายสังหารเขา
ก่อนหน้านี้!
สามคนนี้ก็มาด้วย!
แม้เจียงผิงอันจะแปลงลักษณ์ ทั้งสามก็ยังมองออกว่าเป็นเขา นี่
น่าจะเป็นเพราะกฎทำลายล้างที่เขาใช้เด่นชัด เรียกความสนใจของ
พวกเขามากเกินไป
หัวใจของเจียงผิงอันเคร่งขรึม เกิดความคิดอยากรีบหนีไปอย่าง
เผลอตัว
แต่เขาก็ทิ้งความคิดนี้ไปโดยพลัน
หากหนีไปยามนี้ อีกฝ่ายจะตามมาแน่
ต่อหน้ายอดฝีมือระดับเขตแดนสามคน เขาหามีโอกาสเอาชนะ
สักนิดไม่
ตัวเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือเกาะกลุ่มกับคณะ
คนเหล่านี้มิกล้าฆ่าคนอย่างโจ่งแจ้งกันแน่นอน
เจียงผิงอันต่อสู้ต่อไป ขยับตัวออกห่างทั้งสามอย่างระมัดระวัง
กู้ไป๋หลิงจ้องมองเจียงผิงอันอย่างตกใจ รู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง
“เด็กนี่ยังไม่ตาย หากเขารายงานต่อสำนัก เราจบสิ้นแน่!”
“ลนลานอะไร เขาหามีหลักฐานไม่ มีเพียงเราสามที่รู้ความจริง
คนอื่น ๆ ถูกฆ่าไปหมดแล้วนี่”
ชิวหยวนหากังวลไม่ว่าเรื่องจะถูกเปิดเผย คำพูดของคนเพียง
หนึ่งมิอาจนำมาใช้เป็นหลักฐานได้เลย
เถิงชุนมองเจียงผิงอันอย่างคาดโทษ “เด็กนี่ใจเย็นจริง ๆ เราซุ่ม
รออยู่ตั้งเนิ่นนาน เขาก็ไม่ปรากฏตัว”
“พรสวรรค์เขาไม่ธรรมดา ปล่อยไว้ไม่ได้!”
ชิวหยวนพินิจพลังต่อสู้แข็งแกร่งของเจียงผิงอันด้วยดวงตาวูบ
ไหวเจือริษยา ขณะเดียวกันก็ประจักษ์ชัดว่าหากปล่อยเจียงผิงอัน
เติบโต เขาน่าจะเป็นอันตราย จึงต้องกำจัดเสียให้ได้
การต่อสู้ดำเนินต่อ ซากศพร่วงหล่นตามกัน ส่วนใหญ่ล้วนเป็น
ศพผู้ฝึกตนจากสำนักเซียนเทียนหลาน
สำนักเซียนเทียนหลานอยู่กลางวงล้อม ถูกสำนักเซียนอวี่หวง
ซ้อนแผนตลบหลัง ขัดเคืองใจไม่เป็นสุข จำนงต่อสู้ร่อยหรอ สู้พลาง
ถอยร่นหนี
การต่อสู้ดำเนินไปสามวัน มิอาจทราบว่าผู้ฝึกตนตายไปกี่มาก
น้อย
ผู้ฝึกตนเหล่านี้ หากไปอยู่ในภพแร้นแค้น พวกเขาล้วนเป็นยักษ์
ใหญ่อันมีพรสวรรค์ล ้าเลิศเหนือใครกันทั้งสิ้น
แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ พวกเขาล้วนแล้วมิต่างจากตัวเบี้ยใช้แล้วทิ้ง
ศึกนี้จบลงด้วยชัยชนะของสำนักเซียนอวี่หวง ศัตรูส่วนใหญ่
ปลิดปลิวที่นี่ เว้นก็แต่ผู้ฝึกตนบางส่วนจากสำนักเซียนเทียนหลานซึ่ง
หนีไปได้
ทันทีที่ศึกจบลง หนึ่งเสียงก็ดังขึ้นทันที
“คนทรยศสมควรตาย! ที่แท้เจ้าก็อยู่นี่เอง อย่าคิดนะว่าเปลี่ยน
รูปลักษณ์แล้วเราจะจำเจ้าไม่ได้!”
ปวงชนผู้สับสนงุนงงหันมองตามเสียง
กู้ไป๋หลิงชี้หน้าเจียงผิงอันพลางแผดตะโกน “ทุกท่านโปรดระวัง
เจียงผิงอันผู้นี้ฆ่าสหายที่มาจากภพล่างด้วยกันแล้วชิงสมบัติของ
พวกเขาไป!”
“จากกฎสำนักเซียน ผู้ฆ่าศิษย์ร่วมสำนักสมควรถูกทำโทษ
สถานหนัก หากเรื่องร้ายแรง ก็จะถูกตัดสินโทษประหาร!”
เห็นได้ชัดว่า กู้ไป๋หลิงคิดชิงลงมือ ตราหน้าเจียงผิงอันเป็น
คนร้ายเสียก่อน
ได้ยินเช่นนี้ ปวงชนรอบข้างก็เปลี่ยนสีหน้าแววตาเป็นโกรธเคือง
สะอิดสะเอียนทันที
“หากฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก ก็สมควรฆ่าเสีย!”
“เราสำนักเซียนอวี่หวงจะไม่มีวันยอมให้มีคนเช่นนี้อยู่!”
“สวะจากภพล่างเช่นนี้ ต้องมิเข้ามาในสำนักเซียนอวี่หวงของ
เรา”
ชั่วขณะนั้น ปวงชนล้วนชี้หน้าด่าทอเจียงผิงอัน ถือเขาเป็นคน
ชั่วช้าฆ่าศิษย์ร่วมสำนัก
เมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจของปวงชน เจียงผิงอันก็ผ่อนคลายลงมาก
นี่หมายความว่าบรรยากาศของสำนักนี้ยังคงเป็นมิตร แต่คน
เหล่านี้ถูกหลอก หาทราบสัจธรรมไม่
เจียงผิงอันไร้ความลนลานร้อนใจต่อหน้าเสียงก่นด่าป้ายสี
เหล่านี้ หากยามนี้เขายิ่งลนลาน ยิ่งง่ายต่อการหลงอุบายของศัตรู
เจียงผิงอันกล่าวกับกู้ไป๋หลิงอย่างสุขุม “เจ้าจะพูดว่า ข้าฆ่า
อัจฉริยะร่วมขอบเขตสามคนต่อหน้าต่อตายอดฝีมือระดับเขตแดน
อย่างเจ้า แล้วรอดพ้นจากไปหน้าตาเฉยได้หรือ?”
ทันทีที่วาจาเหล่ารนี้ถูกกล่าว ผู้ฝึกตนทั้งหลายซึ่งก่นด่าเจียงผิง
อันพลันหุบปากฉับ ตระหนักแล้วว่าบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
เจียงผิงอันพูดต่อ “เจ้าแท้ ๆ ที่ร่วมมือกับศัตรูที่มีความขัดแย้งกับ
ข้าจากภพล่างมาโจมตีข้า และยังฆ่าอีกสามคนเพื่อปิดปากด้วย”
“เหลวไหล!”
กู้ไป๋หลิงกางเขตแดนเยือกแข็ง โจมตีเข้าใส่เจียงผิงอัน “คนชั่ว
ช้าอย่างเจ้า ต้องมิให้เหยียบเท้าเข้าสู่สำนักเซียนอวี่หวง มิเช่นนั้นคง
เป็นภัยไม่จบสิ้น!”
ขณะที่เขตแดนเยือกแข็งกำลังจะถึงตัวเจียงผิงอัน สตรีผู้มีกลิ่น
สุราคละคลุ้งนางหนึ่งก็มายืนขวางตรงหน้า ทลายเขตแดนเยือกแข็ง
ไป
“เจ้าไร้สิทธิ์ธำรงระเบียบ ผู้ใดให้สิทธิ์เจ้าฆ่าศิษย์ร่วมสำนักอย่าง
ไม่แยกแยะ?”
เหมียวเสียถือน ้าเต้าสุรา ดวงตาคล้อยปรือคลับคล้ายจะปิด
รอมร่อ
สีหน้าของกู้ไป๋หลิงชะงักค้าง ไฉนแม่นี่จึงจุ้นจ้านนัก
สถานะของสตรีผู้นี้เทียบได้กับผู้อาวุโส มิอาจล่วงเกินได้เลย
เหมียวเสียกล่าวกับกู้ไป๋หลิงเสียงเรียบ “ในฐานะหัวหน้ากลุ่ม เจ้า
น่าจะถือศิลาบันทึกเงากับตัว เอาออกมาพิสูจน์กันเลยว่าเขาฆ่าคน
จริงหรือไม่”
กู้ไป๋หลิงแก้ตัว “เจียงผิงอันฉวยโอกาสยามข้าไม่อยู่ ไร้ซึ่งสิ่งใด
บันทึกไว้”
เหมียวเสียหันกลับมาถามเจียงผิงอันอีกครั้ง “เจ้ามีศิลาบันทึกเงา
พิสูจน์หรือไม่ว่านางลงมือกับเจ้า?”
“ไม่มี”
เจียงผิงอันไม่มีนิสัยพกศิลาบันทึกเงาติดตัว
“ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองต่างไร้หลักฐาน เรื่องนี้ก็บันทึกไว้ก่อน
ภายหน้าหากพวกเจ้ามีหลักฐาน ก็ค่อยนำส่งให้กับโถงคุมกฎได้
เอิ๊ก~”
เหมียวเสียเรอออกมาอีกครั้ง เนินอกมหึมากระเพื่อมรุนแรง
เจียงผิงอันคืนสู่รูปลักษณ์เดิม ก่อนหน้านี้ที่เขาจำแลงกายก็เพื่อ
มิให้อีกฝ่ายจับได้นี่แหละ
มิคาดว่าจะได้พบพวกเขาที่นี่ แต่ก็ยังถูกจำได้อยู่ดี
“โอ้ หล่อใช้ได้นะ เราเข้าป่าน้อยด้วยกัน*[1]ดีกว่า”
เมื่อเหมียวเสียเห็นรูปลักษณ์ของเจียงผิงอัน ดวงตาของนางก็ฉ ่า
เยิ้มแทบคั้นน ้าออกมาได้ มือซึ่งถือน ้าเต้าสุรายื่นนิ้วออกไล้หน้าอก
เจียงผิงอัน
“ศิษย์พี่หญิง โปรดระวังวาจาด้วย” เจียงผิงอันกล่าวอย่างนอบ
น้อม
เจียงผิงอันรู้สึกขอบคุณความช่วยเหลือของเหมียวเสียมาก แต่
พฤติกรรมของคนคลั่งสุราผู้นี้หาสำรวมไม่
“เหอะ ๆ เจ้านี่เล่นละครเก่งจริงนะ บุรุษกลัดมันอย่างพวกเจ้าคิด
อะไรในหัว อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เชียว เมื่อครู่เจ้ายังแอบมองหน้าอกข้าอยู่
เลย”
“แค่ก ๆ”
เมื่อได้ยินวาจาไร้สติของเหมียวเสีย ปวงชนก็พากันกระแอมไอ
อย่างขัดเขิน ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ทำธุระของพวกตนไป
สตรีผู้นี้ดื่มสุรามากเกินไป กล้าพูดไปเสียทุกอย่าง ครั้งหนึ่งยาม
เจ้าสำนักจัดปราชุมแล้วพูดมากไปหน่อย สตรีผู้นี้ฟังจนรำคาญก็ด่า
เจ้าสำนักเสียเดี๋ยวนั้น
หากเป็นผู้อื่นหาญกล้า คงได้ไปเกิดใหม่นานแล้ว แต่ใครใช้ให้
สตรีนางนี้เป็นอัจฉริยะกัน
“มากับศิษย์พี่หญิงผู้นี้ ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะดวลกับเจ้าเอง”
เหมียวเสียใช้หนึ่งมือถือน ้าเต้าสุรา อีกมือคว้าเข็มขัดเจียงผิงอัน
แล้วเหินไปยังห้องพัก
ผู้ฝึกตนมากมายมองทั้งสองลับตาไปด้วยสีหน้าริษยา สองคนนั้น
ไปสู้กันสองต่อสองในห้องพัก ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าทำอะไรกัน
ศิษย์สมควรตายจากภพล่างผู้นี้ มาถึงก็เป็นที่ชื่นชอบของศิษย์พี่
หญิงเลย
สีหน้าของกู้ไป๋หลิงบูดบึ้งถึงขีดสุด
เจียงผิงอันมีเหมียวเสียคุ้มครอง หากนางคิดจัดการกับเขาอีกคง
ไม่มีทางแล้ว
เมื่อเหมียวเสียพาเจียงผิงอันมาถึงห้องพักในเรือ นางก็เปิดอาคม
ทันที “ระหว่างต่อสู้ เจ้าใช้วิชาเพิ่มพลังต่อสู้ของเจ้าหลายเท่าตัว ขอ
ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ดูหน่อยสิ”
[1] เข้าป่าน้อยด้วยกัน ( 一起钻小树林 ) เป็นคำสแลง
หมายความเชิงความสัมพันธ์ทางเพศ (อารมณ์เหมือน ‘เข้าม่านรูด’
ในภาษาไทย)