สู่วิถีอมตะ - บทที่ 622 ความสะเทือนใจของเจียงผิงอัน
เหมียวเสียไม่ได้อยาก ‘สู้ตัวต่อตัว’ กับเจียงผิงอันเลยสักนิด
นางแค่ชอบใจ ‘วิชาเทียมเทพสงคราม’ ที่เขาใช้ก่อนหน้านี้
เหมียวเสียเองก็มีร่างศึก จึงสัมผัสผลพิเศษของ ‘วิชาเทียมเทพ
สงคราม’ ได้
“ขออภัยด้วยศิษย์พี่หญิง วิชานี้เป็นความลับ มิอาจสอนผู้ใดได้”
เจียงผิงอันตอบ
เหมียวเสียหาประหลาดใจกับผลลัพธ์นี้ไม่ วิชาระดับสูงมักถูก
ผนึกห้าม มิอาจเผยแพร่ได้ง่าย ๆ
นางเทสุราเข้าปากอึกหนึ่ง ถามขึ้นว่า “แล้ววิชานี้ชื่ออะไรหรือ?”
“วิชาขยายพลังต่อสู้”
เจียงผิงอันไม่บอกชื่อจริงของวรยุทธ์ วิชาทวีพลังอันร้ายกาจ
เช่นนี้มีอยู่ไม่เยอะ กระทั่งในภพเซียนก็ยังมิใช่วิชาระดับทั่วไป
มหาจักรพรรดิและเทพมารซึ่งสร้าง ‘วิชาเทียมเทพสงคราม’ เข้า
สู่ภพเซียนมานานแล้ว วิชานี้น่าจะโด่งดังอยู่ในภพเซียน
หากชื่อของวิชาเทียมเทพสงครามกระจายไป อาจเรื่องแดงขึ้น
ได้ว่าเขามาจากภพแร้นแค้น
อันตรายที่มิอาจประจักษ์ได้จะปรากฏ
จากสิ่งที่เขารู้มา มหาจักรพรรดิน่าจะล่วงเกินผู้คนมากมายใน
การต่อสู้ ณ ภพเซียน หากคนเหล่านั้นมาเล่นงานเขา อันตรายคง
มากล้น
ป้าบ!
เหมียวเสียยกมะเหงกเขกเพิ่มผลแตงบนหัวเจียงผิงอัน ตัวเขา
ถลากระเด็นไป
“เจ้าคิดว่าศิษย์พี่หญิงผู้นี้มีแค่หน้าอก ไร้ซึ่งสมองหรือไร? เอาชื่อ
สั่ว ๆ มาหลอกศิษย์พี่หญิงผู้นี้เสียได้ หากจะมั่วชื่อก็ช่วยมั่วให้มันดี ๆ
หน่อยสิ!”
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “อันที่จริง วิชานี้ชื่อ ‘วิชา
เทพสงคราม’ น่ะ”
เหมียวเสีย “…”
ยามนี้นางชักสงสัยแล้วว่าเจียงผิงอันดูถูกนางอยู่
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าวิชาที่ศิษย์พี่หญิงผู้นี้ใช้อยู่ยามนี้ชื่อว่าอะไร?”
เมื่อได้ยินคำถามของเหมียวเสีย เจียงผิงอันก็เงียบไปอีกครู่หนึ่ง
ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจ “มันก็ชื่อวิชาเทพสงครามเหมือนกันหรือ?
บังเอิญจัง”
เหมียวเสียแยกเขี้ยวอย่างเดือดดาล ฤทธิ์สุราสร่างจางไปหลาย
ส่วน
“รีบบอกชื่อวรยุทธ์นี้กับข้าเร็วเข้า ศิษย์พี่หญิงผู้นี้จะได้อารมณ์ดี
ช่วยเจ้าให้พ้นระยะรับใช้กองทัพ พากลับภพเซียนไปสร้างรากเซียน
ได้นะ”
“หาไม่ ด้วยความสามารถเจ้าเอง คงยากยิ่งจะจบการรับใช้
กองทัพสามร้อยปีนี้ได้ เจ้าน่าจะตายอยู่ในสมรภูมิเสียมากกว่า”
“โดยเฉพาะในเมื่อเจ้าล่วงเกินคนมา”
เจียงผิงอันกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ศิษย์พี่หญิง วิชานี้ที่ข้าเรียนมา
ชื่อ ‘วิชาเทพสงคราม’ จริง ๆ นะ ศิษย์พี่ไม่รู้จักข้า ข้าไม่หลอกคน
หรอก”
“ไปเล่นตรงโน้นไป๊!”
เหมียวเสียเปิดประตู ถีบเจียงผิงอันออกจากห้อง
ปากบุรุษกลับกลอกยิ่งกว่าผี
เหมียวเสียเคยประจักษ์วรยุทธ์มามากมาย รวมถึงวรยุทธ์ที่มา
จากภพแร้นแค้นด้วย แต่นางมิเคยได้ยินว่ามี ‘วิชาเทพสงคราม’ อะไร
ในภพบุกเบิกสักครั้ง
เดี๋ยวนางต้องกลับไปตรวจสอบข้อมูลสักหน่อยแล้ว นางรู้สึก
เสมอว่าวรยุทธ์ที่เจียงผิงอันใช้หาธรรมดาไม่
เมื่อเจียงผิงอันเดินออกจากห้องพัก เขาก็พบหวังหยาง
“เจ้าฆ่าศิษย์ร่วมสำนักจริง ๆ หรือ?” คู่เนตรสีเข้มของหวังหยาง
จ้องตาเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันมองอีกฝ่ายตรง ๆ ก่อนจะตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่”
“ไม่ว่าจะเป็นคนโลภมากเพียงไร ใครจะลงมือกับสหายของตนทั้ง
ๆ ที่มียอดฝีมือระดับเขตแดนยืนอยู่ทนโท่ให้ตนเองลำบาก? มิต้องพูด
ถึงว่าที่นี่ยังเป็นสนามรบเปี่ยมอันตรายด้วย”
หวังหยางคิดตามสักพักแล้วพยักหน้า
หากเปลี่ยนเป็นคนธรรมดาสักคน ย่อมต้องเลือกสถานที่ลับอัน
ปลอดภัยยามจะฆ่าคนปล้นสมบัติ
“เล่าให้ข้าฟังหน่อย ขอทุกรายละเอียดเลยนะ” หวังหยางกล่าว
เจียงผิงอันมิได้ปกปิด เล่าทุกสิ่งที่เขาเผชิญมาแก่อีกฝ่าย
หลังจากหวังหยางฟังจบ เขาก็ทราบผลลัพธ์ในใจแล้ว
“ดูเหมือนเจ้าจะพูดความจริง เมื่อครู่ข้าสังเกตเห็นว่ากู้ไป๋หลิงอยู่
กับผู้ฝึกตนจากภพบุกเบิกคนหนึ่งและศิษย์อีกคนหนึ่งจริง ๆ
หมายความว่าเจ้าเคยพบพวกเขามาก่อนจริง ๆ”
“แต่เจ้าไม่มีหลักฐาน จากกฎสำนัก ข้ามิอาจพิพากษ์โทษพวก
เขาได้”
ใบหน้าของหวังหยางเผยโทสะเดือดแค้น “คนพรรค์นี้ทำสำนัก
ด่างพร้อยแท้ ๆ หากภายหน้าเจอหลักฐานความชั่วของพวกเขา ต้อง
ลงโทษสถานหนัก!”
เขาเกลียดคนชั่วน่ารังเกียจเช่นนี้ที่สุดในชีวิต
“พรสวรรค์ของเจ้าไม่เลว เมื่อกาลผ่าน เจ้าจะบรรลุสำเร็จอะไรได้
แน่ จะให้เจ้าตกตายที่นี่มิได้ เจ้าต้องไปหอคอยเซียนเดี๋ยวนี้เลย ข้าจะ
ช่วยเจ้าให้ได้รับผ่อนผันการรับใช้กองทัพ กลับไปฝึกฝนที่สำนักได้
อย่างอุ่นใจ”
เจียงผิงอันมองหวังหยางตรงหน้าตาค้าง “ศิษย์พี่…”
“อย่าขอบคุณ อย่าเกลียดชังสำนักเพราะปลาเน่าไม่กี่ตัว เรา
สำนักเซียนอวี่หวงยังดีมากนะ”
หวังหยางตบบ่าเจียงผิงอันยิ้ม ๆ
“ขอบคุณศิษย์พี่”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นคารวะอย่างจริงจัง สะท้านสะเทือนในใจอย่าง
ยิ่ง
การกระทำของหวังหยางไร้ผลประโยชน์ส่วนตัวพัวพัน เป็นเพียง
ศิษย์พี่คนหนึ่งที่ใส่ใจศิษย์น้อง
ว่าตามตรง กระทั่งตัวเจียงผิงอันเองยังไม่ทำเพื่อคนแปลกหน้า
มากมายเพียงนี้
นี่คือเส้นทางที่หวังหยางเดิน หัวใจของเขาเบิกกว้าง ผดุงชีพ
พิทักษ์ธรรม
เหมือนเช่นเส้นทางไร้เทียมทานของเจียงผิงอัน ผดุงชีพพิทักษ์
ธรรมก็เป็นเส้นทางโคจรใจเหมือนกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เรือก็มาถึงตรงหน้าหอคอยเซียนสีทองแห่ง
หนึ่ง
หอคอยแห่งนี้มิได้สูง แต่กว้างอย่างยิ่ง รายล้อมด้วยอักขระลึกลับ
ทอประกายทองสว่าง เรือเหาะจำนวนมากมายเทียบท่าใกล้เคียง ผู้ฝึก
ตนสัญจรเข้าออก
หอคอยเซียนแห่งนี้คือฐานที่มั่นของสำนักเซียนอวี่หวงในโลกใบ
น้อยแห่งนี้ และนอกจากใช้พักผ่อน ยังใช้ฝึกฝนและแลกเปลี่ยน
ทรัพยากรด้วย
ในนี้มีค่ายกลเคลื่อนย้ายซึ่งสามารถข้ามเขตแดนกลับภพเซียน
อยู่
“สวัสดีศิษย์พี่!”
“สวัสดีศิษย์พี่หวังหยาง!”
เมื่อหวังหยางก้าวเข้าไปในหอคอยเซียน ศิษย์สำนักเซียนอวี่หวง
มากมายก็เข้ามาคารวะหวังหยางด้วยสายตาเคารพนับถือ
สถานะของหวังหยางในสำนักนั้นพิเศษ เทียบได้กับผู้อาวุโสคน
หนึ่ง การรักษาระเบียบในสำนักต้องผ่านเขาอยู่หลายครั้ง
หวังหยางหันกลับมาพูดกับเจียงผิงอัน “เจ้าเดินดูที่นี่ก่อนได้ ข้า
จะไปขอสิทธิ์ให้เจ้าไปสำนักเซียน”
หวังหยางเห็นเจียงผิงอันเกร็งตัวอย่างระแวดระวังยิ่ง ก็เอ่ยขึ้น
อย่างอ่อนโยน “ทำตัวให้สบายเถิด ที่นี่เจ้าจะปลอดภัย ไม่มีใครกล้า
ลงมือกับเจ้าหรอก กระทั่งผู้อาวุโสยังทำอะไรศิษย์สำนักมิได้เลย”
พูดจบ หวังหยางก็เดินจากเข้าค่ายกลเคลื่อนย้ายไป หอคอย
เซียนใหญ่โตเกินไป หากจะเร่งเดินทางก็ต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย
เจียงผิงอันมองไปรอบ ๆ เห็นศิษย์มากมายตั้งแผงลอยซื้อขาย
แม้ผู้ฝึกตนเหล่านี้จะมีการฝึกฝนไม่สูง พวกเขายังกล้านำอาวุธวิเศษ
ขอบเขตสูงกว่าตัวเองมาวางขาย ไร้การต่อสู้แย่งชิง สุดแสนเป็นมิตร
สมานฉันท์
ไม่นานนัก เจียงผิงอันก็ทราบสาเหตุ ทุกซอกมุมที่นี่มีศิลาบันทึก
เงา บันทึกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่
นอกจากนั้น ยังมีเวรยามเดินตระเวน การรักษากฎระเบียบดียิ่ง
ขณะนั้นเอง หนึ่งเสียงเย็นเยียบดังขึ้นกระทบโสตเจียงผิงอัน
“อย่าคิดว่าเจ้ามีคนคุ้มกะลาหัวแล้วข้าจะทำอะไรเจ้ามิได้นะ เรา
จะได้เห็นดีกัน!”
เจียงผิงอันหันกลับไปมอง และพบสามคนนั้นอีกแล้ว
ชายผู้เดินนำหน้าสวมอาภรณ์หรูหรา เส้นผมหยักศกสีน ้าตาล
สัมผัสปราณขอบเขตมหายานได้ชัดเจน นี่เป็นผู้ฝึกตนจากภพ
บุกเบิกคนหนึ่ง
เพราะคนผู้นี้มาปรากฏตัว กู้ไป๋หลิงจึงลงมือกับเขา
คนผู้นี้น่าจะเป็นตัวการ
ชิวหยวนจ้องเจียงผิงอันอย่างไร้อารมณ์ เขาไม่ชอบปล่อยภัย
คุกคามทิ้งไว้ เขาต้องหาโอกาสจัดการกับอีกฝ่าย แต่ยามนี้เขาต้อง
ไปจากที่นี่ ไปฝึกฝนที่ภพเซียนก่อน
“อั้ก!”
จู่ ๆ เจียงผิงอันก็พ่นเลือดจากปาก ทรุดลงกองกับพื้นดังตุ้บ กุม
ศีรษะร่างสะท้าน
เหตุกะทันหันนี้ทำให้ปวงชนรอบข้างผงะตกใจ
เกิดอะไรขึ้น?
ปวงชนในชั้นแรกของหอคอยเซียนมองมาเป็นตาเดียว
ชิวหยวนซึ่งกำลังจะจรจากมีสายตาสุดงุนงง เด็กนี่เป็นอะไรไป?
ทันใดนั้น เขาก็ตระหนักถึงบางสิ่ง สีหน้าพลันเปลี่ยนแปลงไป