สู่วิถีอมตะ - บทที่ 625 พั่งซู
พั่งซูเกิดในตระกูลพ่อค้า รู้วิธีหาเงินนับแต่ยังเล็ก
วิธีการกระตุ้นคนให้ใช้เงินนั้นง่ายมาก ใช้ความปรารถนาหรือ
ความกลัว
ทุกผู้ล้วนมีความปรารถนา ทั้งนารี สถานะ ทรัพยากร การฝึกฝน
พ่อค้าอย่างพวกเขาต้องกระตุ้นความปรารถนาของคนทั้งหลาย
ให้ได้มากที่สุด จึงขายของได้
“โอสถใดทำให้รากเซียนบรรลุเก้าดาราได้หรือ?”
การสร้างรากเซียนให้สมบูรณ์แบบเก้าดาราคือสิ่งที่ผู้ฝึกตนทั้ง
ปวงอยากบรรลุให้ได้ เจียงผิงอันก็มิใช่ข้อยกเว้น
“เจ้าเคยได้ยินถึงโอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์หรือไม่? ด้วยโอสถนี้
เจ้าจะได้เกิดใหม่ รากเซียนจะบรรลุถึงเก้าดารา ชุบลักษณ์ทะยาน
เวหา!”
พั่งซูเช็ดมือให้สะอาด ก่อนจะนำขวดสีขาวใบหนึ่งออกมาอย่าง
เคร่งขรึม
แม้จะอยู่ในขวด ก็ยังสัมผัสปราณทรงพลังของโอสถนี้ได้ มัน
เหมือนชั้นคลื่นสาดปะทะหน้า สัมผัสได้กระทั่งแรงกดดันโถมเข้าใส่
“ข้าบอกให้นะ เพราะเห็นว่าเจ้ามีวาสนา ข้าจึงนำโอสถล ้าค่า
เช่นนี้ออกมา หากเป็นผู้อื่น ข้าคงไม่ยอมนำออกมา ถ้าเอาไปประมูล
ก็ไม่รู้จะมีกี่ผู้แย่งซื้อกัน”
พั่งซูทำท่าทางประหนึ่งนำโอสถนี้ออกมาเพื่อเจียงผิงอันคนเดียว
เจียงผิงอันพยักหน้า “จะมีผู้ยื้อแย่งกันเช่นคนบ้ามากมาย
แน่นอน เพราะถึงอย่างไร โอสถนี้ก็มีประโยชน์ในการทำร้ายผู้อื่น
มากนัก”
ใบหน้าอ้วนท้วนของพั่งซูกระตุก “เจ้ารู้จักโอสถนี้หรือ?”
เจียงผิงอันต้องขอบคุณศิษย์พี่หญิงขี้เมาผู้นั้นเสียแล้ว ในม้วน
หยกที่เหมียวเสียให้มาบันทึกเรื่องเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์เซียนและราก
เซียนมากมาย รวมถึงข้อมูลของโอสถนี้ด้วย
“โอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์ถูกหลอมขึ้นโดยบังเอิญโดยนัก
หลอมโอสถผู้หนึ่งเมื่อแสนกว่าปีก่อน”
“เดิมที นักหลอมโอสถผู้นั้นอยากหลอมโอสถที่กระตุ้นทัณฑ์
อัสนีฟาดสำนักสกุลของศัตรูให้พินาศ แต่กลับทำให้ศัตรูรอดพ้น
ทัณฑ์อัสนี และยังสร้างรากเซียนเก้าดาราได้”
“ทันทีที่เหตุการณ์นี้ปรากฏ ทุกสำนักและเคหาสน์เซียนต่าง
สะท้านลือลั่น คิดไปว่ายุคสมัยใหม่จะเกิดแล้วแน่ แต่ผลร้ายก็บังเกิด
ผู้ฝึกตนน้อยนักจะพ้นทัณฑ์อัสนีมาได้”
“ทัณฑ์อัสนีจากโอสถนี้รุนแรงสุดขั้ว กระทั่งยอดฝีมือระดับเขต
แดนทั่วไปยังรับไม่ไหว”
“ผู้ทนทัณฑ์อัสนีนี้ได้ล้วนมีพรสวรรค์เหนือชั้น มิต้องใช้โอสถนี้ก็
ได้ ส่วนผู้ทนทัณฑ์อัสนีนี้ไม่ได้ กินเข้าไปก็มีแต่ตายกับตาย”
“ผู้ฝึกตนมากมายตกตายเพราะโอสถนี้ เหลือรอดไปน้อยนิด
นัก”
เมื่อได้ยินเจียงผิงอันเล่าข่าวอย่างกระจ่างชัด ใบหน้าอวบอ้วน
ของพั่งซูก็เปี่ยมความอับอาย
โอสถนี้ค้างคลังมาแสนกว่าปี เขาซื้อมันจากคลังตระกูลด้วย
ราคาต ่า พร้อมนำไปขายหาเงินเข้ากระเป๋า
เขานึกว่าอีกฝ่ายจะเป็นไก่อ่อนไม่รู้ความ มิคาดว่าจะรู้มากเพียง
นี้
“มันมีอันตรายอยู่จริง แต่ก็ยังมีโอกาสสำเร็จอยู่นะ ข้าขายให้ถูก
ๆ เม็ดละแสนผลึกเซียนเลย” พั่งซูเสนอราคาอย่างขอไปที เขารู้ว่าอีก
ฝ่ายไม่อยู่ซื้อแน่
“หมื่นผลึกเซียน ข้าจะซื้อสามเม็ด” เจียงผิงอันกล่าว
พั่งซูตะลึงไป มิคาดว่าเจียงผิงอันจะเต็มใจซื้อ เขานึกว่าพอรู้ว่า
โอสถนี้อันตราย อีกฝ่ายจะจากไปทันทีเสียอีก
“หมื่นผลึกเซียนน้อยเกินไป นี่เป็นโอสถนะ ต่อให้ไร้ประโยชน์ก็
ไม่ถูกเพียงนั้นหรอก เม็ดละห้าหมื่นผลึกเซียนขาดตัว”
เขาซื้อมันจากตระกูลด้วยราคาเม็ดละหมื่นผลึกเซียน จะขายถูก
ๆ ได้อย่างไร
“ช่างเถอะ ข้าไม่มีเงินแล้ว ขอตัว”
เจียงผิงอันไม่สนใจโอสถอันตรายเช่นนี้เท่าไหร่ หากเขาซื้อใน
ราคาถูกได้ก็ซื้อ แต่หากไม่ก็ช่างมัน โอสถนี้มิได้สำคัญอย่าง ‘โอสถ
วิญญาณสุญญะ’ เสียหน่อย
เมื่อเห็นเจียงผิงอันคล้อยหลัง พั่งซูก็กัดฟันตะโกน “รอเดี๋ยว สาม
เม็ดห้าหมื่น! โอสถนี้ลดราคาอีกมิได้แล้ว”
ลดกำไรหน่อยก็ได้ โอสถนี้ขายไม่ง่ายจริง ๆ
คนมีเงินมีหนทางสร้างรากเซียนเก้าดารากันอยู่แล้ว ผู้ไร้ทรัพย์
ย่อมซื้อโอสถเช่นนี้มิไหว สุดท้ายก็ขาดทุนเข้าเนื้อ สู้ขายไปเลย
ดีกว่า
เจียงผิงอันยืนเงียบที่หน้าประตูอยู่นาน “ข้าไม่มีผลึกเซียนแล้ว
แต่มีอาวุธวิเศษอยู่บ้าง”
“อาวุธวิเศษก็ใช้ได้ ข้าประเมินสมบัติอยู่บ่อยครั้ง ตีราคาอาวุธ
วิเศษได้”
อย่าเห็นพั่งซูเหมือนเอาแต่กินรอความตาย อันที่จริง ในท้องของ
เขายังมีอะไรอีกเยอะ
เจียงผิงอันนำอาวุธวิเศษที่ตนใช้ไม่ได้ออกมา
ขายสมบัติลับสามชิ้น แลกกับ ‘โอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์’ สาม
เม็ด
หากเขาหาทางพัฒนาคุณภาพรากเซียนมิได้จริง ๆ เขาก็
ตัดสินใจจะใช้ ‘โอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์’
มีเพียงต้องทำให้รากเซียนสมบูรณ์แบบที่สุด การเป็นเซียนจะได้
ง่ายขึ้น และเป็นไปได้ที่ภายหน้าจะบรรลุสำเร็จสูงขึ้น
ใบหน้าของพั่งซูเปี่ยมความสุขขณะมองเจียงผิงอันจากจร
รู้ว่าโอสถนี้อันตรายก็ยังซื้อ คนเรานี่ช่างโลภมากแท้
หวังว่าจะมีคนโง่เช่นนี้มาช่วยเขาระบายคลังเยอะ ๆ
เจียงผิงอันซึ่งได้ ‘โอสถวิญญาณสุญญะ’ และ ‘โอสถเทวทัณฑ์
ชุบลักษณ์’ มาอารมณ์ดีเป็นพิเศษ
ขั้นตอนต่อไปก็คือไปหาทางสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนแฝดที่ภพ
เซียน สร้างรากเซียนแฝดขึ้นมา
แต่การสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนแฝดนั้นไม่ง่าย หลังศึกษากันมาเนิ่น
นาน ทุกผู้ล้วนแล้วล้มเหลว
หากเขามิอาจสร้างเมล็ดพันธุ์เซียนแฝดได้จริง ๆ เขาก็ทำได้
เพียงช่างมัน สิ่งที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนมิอาจบรรลุ เขาจะทำได้ง่าย ๆ
ได้อย่างไร
ทันทีที่เจียงผิงอันออกมาจากร้าน เขาก็พบศิษย์พี่หวังหยาง
สีหน้าของเขามิสู้ดี ข้างตัวมีชายชราหัวล้านผู้หนึ่งยืนอยู่
หวังหยางเองก็สังเกตเห็นเจียงผิงอันแล้วเดินเข้ามาหา
“ศิษย์น้องเจียง ข้าอาจทำให้เจ้าผิดหวังแล้ว ไร้หนทางใดให้เจ้า
ไปยังภพเซียนเดี๋ยวนี้ได้เลย เบื้องบนไม่เห็นชอบ”
“แต่ก็มีสองตัวเลือก หนึ่งคือให้เจ้าเป็นทวารบาลสามร้อยปี หรือ
อีกทางคือไปสู้ที่ทัพหน้าสิบปี”
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะอ้าปาก เสียงอันทรงพลังของชายชรา
หัวล้านข้าง ๆ กันก็ดังขึ้น
“ในสำนักเซียนอวี่หวง ผู้ใดก็ขัดต่อกฎเกณฑ์มิได้ เจ้าจะ
พรสวรรค์ดีแค่ไหนก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์”
ชายชราหัวล้านมองเจียงผิงอันตรง ๆ “อย่าคิดว่าเจ้ามีพรสวรรค์
เล็กน้อยแล้วจะอัศจรรย์เกินใคร ผู้ฝึกตนจากภพล่างอย่างพวกเจ้า
หลงตัวเองกันเช่นนี้ พวกเจ้าต้องผ่านความลำบากสักหน่อย จึง
เข้าใจว่าตนอยู่ในระดับใด จะได้ปรับตัวเข้ากับภพเซียนได้”
เจียงผิงอันหันไปถามหวังหยาง “ศิษย์พี่หวัง ท่านผู้นี้คือ…”
“เฉิงเฉียง ผู้ดูแลเฉิง หนึ่งในผู้ดูแลของเราสำนักเซียนอวี่หวงใน
โลกใบน้อยแห่งนี้”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็กุมกำปั้นคารวะทันที “คารวะผู้ดูแลเฉิง”
เฉิงเฉียงไร้อารมณ์ใด ๆ บนใบหน้า
เขาไม่สนใจคนระดับเจียงผิงอันแม้แต่น้อย ที่มาแสดงตัวก็เพราะ
เห็นแก่หน้าหวังหยางเท่านั้น
“ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าพูดชัดเจนแล้ว เขามีทางเลือกให้เจ้าสอง
ทาง เลือกเอาเองเลย จะเป็นทวารบาลสามร้อยปีหรือสู้ที่ทัพหน้าสิบ
ปี”
เจียงผิงอันดูครุ่นคิด
หวังหยางเสนอ “ศิษย์น้องเจียง เลือกทวารบาลเถอะ แม้การเป็น
ทวารบาลจะดูไร้หน้าตาในความเห็นเจ้า แต่ก็ปลอดภัยกว่านะ”
“หากเจ้าไปทัพหน้า ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้า…”
หวังหยางไม่พูดต่อ ด้วยคาดว่าเจียงผิงอันก็น่าจะเข้าใจ แม้เขา
จะมีพลังต่อสู้ในระดับหนึ่ง ก็ยังมีความต่างชั้นมหาศาลในภพเซียน
อยู่ดี
หวังหยางเองก็พูดอยู่นาน กว่าจะช่วยเจียงผิงอันให้ได้โอกาส
เป็นทวารบาลมา
เจียงผิงอันครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “ข้าไม่เลือกทั้งสองอย่าง”
หวังหยางนิ่งไป “เจ้าจะกลับสู่ป่าเขาหรือ? ยามนี้เจ้าเหลือลำพัง
หากออกสัญจรคนเดียว ต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ๆ”
เฉิงเฉียนหัวโล้นแค่นเสียงเย้ยทันที “เป็นทวารบาลแล้วทำร้าย
ศักดิ์ศรีเจ้าหรือ? ยังไม่ตื่นจากฝันเป็นอัจฉริยะจากภพล่างอีก ในภพ
เซียนเจ้าเทียบกับอะไรไม่ได้สักอย่าง หามีคุณสมบัติเป็นทวารบาล
ไม่”
เฉิงเฉียงคิดว่าเจียงผิงอันรับการเป็นทวารบาลมิได้ จึงไม่ยอมรับ
สักเงื่อนไข เขายิ่งแน่ใจในความคิด และมิอาจปล่อยอีกฝ่ายเป็นศิษย์
อย่างเป็นทางการได้ง่าย ๆ
หากปล่อยขยะพรรค์นี้เข้าสำนัก ก็จะกลายเป็นคนไร้ประโยชน์
อย่างสมบูรณ์