สู่วิถีอมตะ - บทที่ 632 ลงมือเดี๋ยวนี้เลยเถอะ
หลังจากเจียงผิงอันลงนาม เขาก็ถูกฟู่เถียนพาไปพบสหายร่วม
กลุ่ม หนึ่งหน้าตาหล่อเหลา อีกหนึ่งดูหยาบกร้าน ใบหน้าเต็มไปด้วย
หนวดเครา
ชายผู้ไว้หนวดเครายาวรุงรังก้าวเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง
“สหายเต๋า ขอแนะนำตัวก่อน ข้าชื่อ…”
“มิต้องหรอก เสียเวลา รีบไปภูเขาไฟเทียนหลงกัน” เจียงผิงอัน
ตัดบทด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ชายผู้ไว้หนวดเครายาวรุงรังยิ้มแก้เก้อ “สหายเต๋าใจร้อนจริง ๆ
เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
คนทั้งหลายเดินไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย
ขณะที่ทั้งสามถ่ายทอดกระแสปราณหากัน
“ไอ้เวรนี่นิสัยน่ารำคาญนัก ยามลงมืออย่าฆ่าทันทีนะ ต้อง
ทรมานจนอ้อนวอนขอความเมตตาเสียก่อน” วาทะของฟู่เถียนเปี่ยม
เจตนาอันโหดเหี้ยม
“เจ้านี่คิดว่าตัวเองเป็นอะไร ยอดอัจฉริยะหรือ? ทำตัวอวดเบ่ง
เดี๋ยวถึงที่ต้องให้คุกเข่าอ้อนวอนเราเสียหน่อย”
พวกเขาทั้งสามต่างหงุดหงิดกับท่าทีเย็นชาของเจียงผิงอันมาก
แต่ยังมิอาจแสดงออกยามนี้
ทั้งคณะเหยียบขึ้นสู่ค่ายกลเคลื่อนย้าย ออกจากสำนักเซียนอวี่ห
วงไป
หลังเจียงผิงอันจากไปได้ไม่นาน ในตำหนักผู้อาวุโสแห่งหนึ่ง ชิ
วซื่อผิงก็ได้รับข่าว
“ผู้อาวุโส มีข่าวของเจียงผิงอันแล้วขอรับ เขากำลังมุ่งหน้าไปที่
ภูเขาไฟเทียนหลงขอรับ”
แม้เจียงผิงอันจะเปลี่ยนลักษณ์ เขาก็มิอาจเปลี่ยนป้ายแสดงตน
ของเขาได้ ยามลงนามก็ยังทิ้งร่องรอยไว้
“ไปจัดการเสีย ซ่อนตัวเนียน ๆ หน่อย อย่าทิ้งร่องรอยล่ะ” ชิวซื่อ
ผิงเอ่ยเสียงเรียบ
เพราะเจียงผิงอันผู้นี้ หลานชายเขาชิวหยวนจึงถูกลงทัณฑ์ ถูก
เพิ่มเวลารับใช้กองทัพอีกหนึ่งพันปี
เขาใช้ทรัพยากรไปมากมายกว่าจะลดเวลารับใช้กองทัพของ
หลานเขาได้เก้าร้อยปี
เจียงผิงอันผู้นี้ทำให้หลานชายเขาต้องลำบาก ตัวเขาเองก็เสีย
ทรัพยากรไปเปล่า ๆ หากไม่จัดการอีกฝ่ายเสีย เขาจะยอมได้
อย่างไร?
เพื่อระวังไว้ก่อน เขาจึงส่งศิษย์ของเขา เถิงชุนซึ่งเป็นผู้ฝึกตน
ระดับเขตแดนไป
ยอดฝีมือระดับนี้จัดการกับผู้ฝึกตนซึ่งมิได้บรรลุอำนาจเขตแดน
ได้สบายมาก
ผู้บรรลุอำนาจเขตแดนและผู้ยังไม่บรรลุอำนาจเขตแดนนั้นเป็น
คนละระดับกัน
เมื่อถึงระดับขอบเขต ก็เท่ากับเอื้อมหนึ่งมือสัมผัสประตูเซียนได้
แล้ว
เจียงผิงอันหารู้เรื่องนี้ไม่ เขาไปยังภูเขาไฟเทียนหลงกับทั้งสาม
ถัดจากภูเขาไฟเทียนหลงมีเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งตั้งอยู่
เรียกว่าเมืองมังกรเพลิงสวรรค์
มันเป็นเมืองอันลือนามซึ่งตั้งในภูเขาไฟ ผู้ฝึกตนธาตุไฟ
มากมายรวมตัวฝึกฝนอยู่ที่นี่
เมื่อค่ายกลเคลื่อนย้ายวูบไหว พวกเจียงผิงอันทั้งสี่ก็ปรากฏตัว
ในเมืองมังกรเพลิงสวรรค์
ไอเพลิงหนาคลุ้งปะทะหน้า ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดยากหายใจ
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นของกำมะถัน ท้องฟ้ามืดครึ้มในม่าน
หมอก
รอบข้างมีภูเขาไฟอันคุกรุ่นมากมาย บางแห่งกระทั่งกำลังปะทุ
เจียงผิงอันตามศิษย์ร่วมกลุ่มไปยังปล่องภูเขาไฟแห่งหนึ่งนอก
เมือง มีศิลาหลอมสีดำแดงเดือดปุดผุดฟอง
ภูเขาไฟลูกนี้มิได้ใหญ่มาก หามีผู้อื่นในบริเวณไม่
“สหายเต๋าเจียงป้องกันให้ดีนะ เราจะลงไปกัน ศิลาหลอมข้างล่าง
นั่นร้อนมาก มีกฎธาตุไฟแข็งแกร่ง มีกระทั่งสัตว์ภูตธาตุไฟปะปน
หากไม่ระวังก็อาจตกตายได้”
ฟู่เถียนเตือนขึ้นอย่างใส่ใจ
“ที่นี่ไม่มีคน ลงมือได้แล้วล่ะ” เจียงผิงอันเอ่ยเบา ๆ
ต่อให้เขาไม่ใช้ความสามารถตรวจสอบจิตมุ่งร้าย ก็ยังรู้ว่าคน
เหล่านี้ไร้เจตนาดี
เรื่องสำคัญอย่างเข้าร่วมสำนักใน ใครจะลากคนผ่านทางมาร่วม
ภารกิจมั่วซั่ว?
เอานิ้วเท้าคิดก็รู้ ว่าคนเหล่านี้ต้องมีปัญหาไม่ปกติ
บางทีอุบายนี้อาจหลอกผู้อื่นได้ แต่กับเจียงผิงอันผู้ปากกัดตีน
ถีบมาตลอดชีวิต สิ่งนี้ไม่มีทางได้ผล
เมื่อได้ยินวาจาของเจียงผิงอัน ทั้งสามต่างนิ่งไป
“สหายเต๋าเจียงพูดเรื่องอะไรน่ะ?”
วาทะฟู่เถียนไม่ทันสิ้นคำ มีดในมือก็แทงเข้าใส่เจียงผิงอัน เรือง
ประกายเย็นเยียบ
อีกสองคนก็นำอาวุธวิเศษของตนออกมาโจมตีในขณะเดียวกัน
รัศมีจากเคล็ดพลังสว่างจ้าขึ้น
ทั้งสามล้วนตกใจ เจียงผิงอันรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาจะทำได้อย่างไร?
แต่ต่อให้พวกเขาถูกจับได้ก็ไม่เป็นไร นี่คือการต่อสู้สามรุมหนึ่ง
เจียงผิงอันไม่มีทางรอดแน่
เปรี้ยง! เคร้ง!
อาวุธวิเศษของคนทั้งสามกระทบกายเจียงผิงอัน เกิดเป็นเสียง
เยี่ยงโลหะกระแทก อำนาจเคล็ดพลังรุนแรงทำให้ศิลาหลอมในภูเขา
ไฟสะท้านปะทุดุเดือด
เจียงผิงอันไม่ขยับสักนิด การลอบโจมตีและอาวุธวิเศษมิได้สร้าง
ความเสียหายแก่เขาแม้แต่น้อย
เห็นเช่นนี้ ทั้งสามก็นิ่งจังงัง
นี่มันสัตว์ประหลาดอะไรกัน!
การโจมตีของอาวุธวิเศษอันมีอำนาจแข็งแกร่งยังมิอาจสร้างรอย
ขีดข่วนให้อีกฝ่ายสักนิด!
ทั้งสามเดาไว้อยู่แล้วว่าคนผู้นี้ต้องแข็งแกร่งแน่ แต่มิคาดว่าจะ
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
เตะถูกแผ่นเหล็กเข้าแล้ว!
ความเสียใจและหวาดหวั่นเกาะกุมหัวใจ ทั้งสามต่างหันกายหนี
กระจายแยกกัน
แต่เจียงผิงอันหรือจะให้โอกาสพวกเขาหนี
อำนาจโน้มถ่วงอันน่าสะพรึงกลัวพลันกดลง ร่างของทั้งสามถูก
สะกดนิ่งกับที่ มิอาจขยับตัวได้
สีหน้าของทั้งสามแปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ ในใจลนลานสุดขีด
สัตว์ประหลาดนี่ร้ายกาจกว่าที่พวกเขาคิดอีก!
ความแข็งแกร่งของเขาต้องก้าวข้ามศิษย์สำนักนอกทั่วไปแล้ว
อย่างแน่นอน!
“ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย ข้าเต็มใจรับใช้ท่านเป็นนาย! จะให้ทำอะไรก็
ได้ทั้งนั้น!”
ฟู่เถียนตระหนักถึงความต่างของความแข็งแกร่งแล้ว รู้ว่าขัดขืน
ก็เท่ากับตาย นางจึงคุกเข่าลงกับพื้น แหวกคอเสื้อแล้วร้องขอความ
เมตตาด้วยสีหน้าเว้าวอนทันที ใบหน้าอ่อนหวานน่ารักทำให้นางดูน่า
สงสาร
“เจ้าทำได้ทุกอย่างเลยหรือ?” เจียงผิงอันถาม
ฟู่เถียนเห็นอีกฝ่ายสนใจก็สุดปรีดา “เจ้าค่ะ ทุกอย่างเลย”
“งั้นก็ขอหลอมเปลี่ยนเป็นพลังหน่อยแล้วกัน ข้าร้อนเงิน”
เจียงผิงอันเหวี่ยงหมัด ศีรษะของฟู่เถียนระเบิดโพละดุจแตงโม
ผู้ฝึกตนอีกสองคนต่างขวัญผวาจนสิ้นหวัง ขอบเขตเดียวกันแท้
ๆ แต่อีกฝ่ายกลับฆ่าคนได้ในหมัดเดียว พลังต่อสู้ห่างชั้นกันดุจคนละ
โลก
สำนักนอกมีปีศาจร้ายเช่นนี้อยู่ได้อย่างไรกัน!
“สู้ตายโว้ย!”
“ตายก็ตายด้วยกันซะ!”
เปรี้ยง เปรี้ยง!
ทั้งสองต่างอยากลากเขาตกตายตามกัน แต่แล้วศีรษะก็ระเบิด
แหลกโดยพลัน
มิอาจทราบว่าสองคนนี้คิดอะไรอยู่ ถึงยังดึงดันจะขัดขืน
สามศพไร้หัวกองอยู่บนพื้นถัดจากปล่องภูเขาไฟ โลหิตหลากลง
สัมผัสศิลาหลอมเกิดเสียงฉู่ฉ่า
เจียงผิงอันเปิดโลกใบน้อยในตัวพวกเขา กวาดของทั้งหมด
ออกมา
พวกเขาทั้งสามมีผลึกเซียนรวมกันเพียงห้าพันกว่าชิ้น อาวุธ
วิเศษระดับเคล็ดพลังหกชิ้น และโอสถทั่วไปนิดหน่อย
“น้อยเกินไปนัก ห่างไกลเกินพอซื้อโอสถวิญญาณสุญญะได้”
เขาโยนศพของทั้งสามเข้าไปในขวดกลืนสวรรค์สีดำ เร่งพลัง
หลอมแปรสภาพ
ท้ายที่สุดก็หลอมได้เป็นผลึกเซียนหมื่นห้าพันกว่าชิ้น
“หือ? ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการหนึ่งคน หลอมเป็นผลึกเซียน
ได้ห้าพันชิ้นเลยหรือนี่”
เจียงผิงอันเหมือนเห็นหนทางแห่งกำไรแล้ว
ผู้ฝึกตนขอบเขตบูรณาการหนึ่งคนเท่ากับห้าพันผลึกเซียน สิบ
คนก็ห้าหมื่นผลึกเซียน ร้อยคนก็ห้าแสนผลึกเซียน หลอมสักหมื่น
คนก็ห้าสิบล้านผลึกเซียนแล้ว!
เดี๋ยวก่อนสิ การฆ่าคนไม่แยกแยะเช่นนี้ดูจะมิใช่สิ่งที่เขาพึง
กระทำนะ
เขาไม่ชอบการเข่นฆ่าเสียหน่อย
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็ขนลุกซู่ สัมผัสได้ถึงวิกฤติร้ายแรงสะท้าน
ทั่วกาย
เจียงผิงอันกระโดดลงไปในศิลาหลอมทันที
ตู้ม!
ภูเขาไฟทั้งลูกปลาสนาการ กลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ไปทันที
เจียงผิงอันพุ่งสู่เบื้องลึกของธารศิลาหลอมด้วยความเร็วไม่คิด
ชีวิต สีหน้าของเขาเครียดขรึมสุดขั้ว
เป็นยอดฝีมือระดับเขตแดนผู้หนึ่ง!
ยอดฝีมือระดับเขตแดนผู้นี้ลงมือกับเขาทำไม?
เจียงผิงอันเหลียวชำเลืองกลับไป แล้วพบว่าที่แท้ก็เป็นคนคุ้น
หน้า
เขาก็คือผู้ฝึกตนขอบเขตมหายานที่ติดตามชิวหยวนมาแต่แรก!
การล้างแค้นมาถึงอยู่ดี!
การมิอาจสยบอีกฝ่ายในการโจมตีเดียวทำให้เถิงชุนประหลาด
ใจ
เจ้านี่ไวอะไรขนาดนี้ หนก่อนยังไม่ทันลงมือ อีกฝ่ายก็กระโดดลง
ธารทมิฬไปแล้ว
“หนี? ดูซิเจ้าจะหนีไปไหนได้ หากข้าปล่อยเจ้าหนีไป ข้าก็ควร
ตายได้แล้ว”
ครั้งก่อนที่เขาปล่อยเจียงผิงอันหนีไปได้ ก็เพราะอีกฝ่ายหนีลง
ธารทมิฬแล้วเขามิกล้าตามไป แต่ยามนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว
การฆ่าศัตรูเป็นเรื่องง่ายนัก