สู่วิถีอมตะ - บทที่ 636 หกรากเซียน
“เถ้าแก่ ข้ามีอะไรอยากถาม เจ้าเคยได้ยินถึงผลเต๋าวิญญาณ
เซียนหรือไม่?”
เจียงผิงอันทำอะไรเรื่องโครงกระดูกในโลงแก้วผลึกมิได้ ยามนี้
เขาเลยอยากให้โครงกระดูกรีบ ๆ ฟื้นความทรงจำแล้วไป ๆ เสีย
ก่อนหน้านี้เขาอยากขอให้ผู้อื่นช่วย แต่โครงกระดูกสมควรตาย
นี่ไม่รู้ไปเหยียบเท้าผู้ใดไว้ หลายภพภูมิจึงบรรลัยไปเพราะมัน
หากผู้อื่นรู้ว่าโครงกระดูกนี้อยู่กับเขา คงมิอาจรอดชีวิตได้แน่แท้
ต้องมิให้ผู้ใดรู้ว่าเขามีของเช่นนี้อยู่กับตัว
“ผลเต๋าวิญญาณเซียน? แน่นอนว่าเคยได้ยิน”
เถ้าแก่ลูบเคราเอ่ยปาก “ผลไม้นี้โด่งดังยิ่ง มันเป็นผลไม้ล ้าเลิศ
เหนือใดที่มีเพียงเซียนที่สามารถกินได้ มิเพียงมีความสามารถ
เยียวยา ยังพัฒนาการฝึกฝนได้ แถมยังรสชาติดียิ่ง เซียนมากมาย
แห่แหนอยากได้ แต่น่าเสียดายที่เรามีของเช่นนี้อยู่ไม่มาก”
“ก่อนที่ราชวงศ์เซียนจันทร์มายาจะถูกทำลาย ต้นผลเต๋า
วิญญาณเซียนต้นหนึ่งปลูกอยู่ที่นั่น แต่น่าเสียดายที่มันถูกทำลายไป
ก่อนผลจะสุกงอม ยามนี้อยู่ในควบคุมร่วมกันของหลายขุมกำลัง
ใหญ่”
“ข้าได้ยินว่า อีกไม่กี่สิบปี ผลจากต้นไม้นี้จะสุกงอม ขุมกำลัง
หลักมากมายจะปราชันแย่งมัน”
“ไฉนเจ้าจึงถามเรื่องนี้หรือ สิ่งนี้มิใช่สิ่งที่เจ้าในขอบเขตนี้จะแตะ
ต้องได้ อย่าคิดถึงมันเลย”
เจียงผิงอันถอนใจในอก
สิ่งที่เซียนนิยมกิน ฟังเช่นไรก็แพงหูดับ ยามนี้เขามิอาจตะกาย
ถึงได้เลย
ต้องพยายามพัฒนาขอบเขต ยิ่งความแข็งแกร่งสูงยิ่งหาเงินได้
เร็ว ไว้ค่อยซื้อมันภายหลัง
ผู้อื่นมีรากเซียนเพียงหนึ่ง แต่เขามีหก ต้องใช้ทรัพยากร
มากมาย
ยามนี้ ในใจเจียงผิงอันมีเพียงคำว่า ‘เงิน’ เพียงหนึ่ง
ยามเขายังเล็ก เขากังวลเรื่องเงินทอง เมื่อโตมา ก็ได้ยินบิดาบอก
ว่าเป็นเซียนมิต้องประวิงกังวล แต่ยามนี้ประจักษ์แล้วว่าเป็นข่าวลวง
โดยแท้
เซียนก็ยังเป็นมนุษย์ ขอเพียงเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมมีความปรารถนา
และปัญหาของตน
เพียงแต่ ปัญหาของเซียนมิใช่มื้อหน้าจะกินอะไร แต่เป็น
ทรัพยากรใดที่ต้องใช้พัฒนาการฝึกฝนของพวกเขา
เขาจะหาที่ลับตา ให้ร่างจริงก่อรากเซียน แล้วค่อยหาทางเก็บเงิน
หลังจากนั้น
เจียงผิงอันเหินออกจากเมืองมังกรเพลิงสวรรค์ หาภูเขาไฟอัน
มอดไปแล้วแห่งหนึ่งซึ่งไร้ผู้คน
หลังนั่งตรวจสอบสามวันจนแน่ใจว่าไร้ผู้ใดเยี่ยมเยือน เขาก็เริ่ม
กลืนโอสถวิญญาณสุญญะสองเม็ดควบคู่กับหนึ่งโอสถเทวทัณฑ์ชุบ
ลักษณ์
เปรี้ยง!
อัสนีแดงเลือดฟาดลงจากฟ้าสู่ปล่องภูเขาไฟ
เจียงผิงอันเริ่มสร้างรากเซียนแห่งกำลังและรากเซียนแรงโน้มถ่วง
ขึ้นมา
อันที่จริง เขาอยากสร้างรากเซียนกาลเวลา ทว่าสุดท้ายก็ถอนใจ
กฎแห่งกาลเวลานั้นยากจะเข้าใจเกินไป หากใช้กาลเวลาสร้าง
รากเซียน หมื่น ๆ ปีก็อาจมิเคลื่อนขอบเขต
เจียงผิงอันใช้ ‘ร่างวิญญาณเทวา’ อยู่ในสถานะคงกระพันในชั่ว
กาลสั้น ๆ ปล่อยให้ทัณฑ์อัสนีแทรกสู่กาย หยั่งเลี้ยงรากเซียน
ทั้งหลาย
ภายใต้อิทธิพลของอำนาจกาลเวลา รากเซียนทั้งสองจึงเติบโต
ในต่างมิติเวลา
แม้ทุกครั้งที่สร้างรากเซียนคู่ เขาจะต้องใช้พลังกาลเวลาเกินตัว
เสียอายุขัยหนึ่งพันปีก็ตาม
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แลกอายุขัยพันปีกับหนึ่งร่างสอง
เขตแดนคุ้มเกินจะโอดครวญ
แต่ทัณฑ์อัสนีกระหน ่าคลั่งก็ยังรุนแรงเกินไป แม้เจียงผิงอันจะหนี
ไปยังสถานที่ห่างไกล ก็ยังถูกสังเกตได้อยู่ดี
“ตรงนั้นเกิดอะไรขึ้นกัน ดูเหมือนจะมีพายุอัสนี!”
“มีใครข้ามพิบัติเซียนหรือ?”
“พิบัติเซียนยังเบากว่านี้เยอะ นี่น่าจะเป็นนิมิตสมบัติฟ้าดิน มี
สมบัติอยู่ตรงนั้นเสียมากกว่า!”
ผู้ฝึกตนมากมายเหินไปทางเจียงผิงอัน
มิใช่ทุกคนจะรู้จักทัณฑ์อัสนีจากโอสถเทวทัณฑ์ชุบลักษณ์
เหมือนเหมียวเสีย ผู้คนส่วนใหญ่ยังคิดว่านี่คือการอุบัติของสมบัติฟ้า
ดิน พวกเขาจึงปรี่เข้ามาสุดความเร็วด้วยกลัวจะสายเกินไป
เมื่ออัสนีสายที่สามฟาดลง รากเซียนทั้งสองในกายเจียงผิงอันก็
ถือกำเนิดสมบูรณ์ แสงดาราสิบแปดดวงรายล้อมสองรากเซียน
เรืองรองสว่างไสวอย่างยิ่ง
รากเซียนทั้งหกก่อตัวสำเร็จ
ขั้นตอนต่อไปก็คือบรรลุอำนาจเขตแดน ให้รากเซียนเติบโตเป็น
พฤกษาใหญ่ รอให้ผลิดอกออกผล กินผลของมันเข้าไป จึงมี
คุณสมบัติข้ามพิบัติทะลวงขอบเขตเซียนมนุษย์
ฟ้าว~
แสงสีขาวอันรวดเร็วสุดขีดสายหนึ่งวูบไหวเข้ามาในปล่องภูเขา
ไฟอันมอดสงบ ผู้ฝึกตนร่างผอมสูงคนหนึ่งจ้องมองมาที่เจียงผิงอัน
“สมบัติที่นี่อยู่ไหน? เจ้าเอาไปหรือ? ส่งสมบัติฟ้าดินมา แล้วข้า
จะไว้ชีวิตเจ้า!”
สีหน้าของเจียงผิงอันเฉยชา “ไสหัวไป อย่ายุ่งกับข้า ข้าอารมณ์
เสียอยู่”
เขาคร้านจะอธิบายว่าไม่มีสมบัติฟ้าดินอะไรที่นี่ อธิบายกับคน
เช่นนี้ไป อีกฝ่ายก็ไม่เชื่อหรอก
ยิ่งกว่านั้น เจียงผิงอันก็กำลังอารมณ์เสียเพราะโลงแก้วผลึกอยู่
“อย่ายุ่งกับเจ้า?”
หม่าปั๋วลี่ตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสสรวล “ขำตายล่ะ ผู้ฝึกตนซึ่ง
เพิ่งบรรลุระดับเขตแดนอย่างเจ้ากล้ากำเริบกับเหลาจื่อหรือ?”
“ครอบครัวไม่สั่งสอนหรือว่าให้ทำตัวดี ๆ? เดี๋ยวลุงผู้นี้จะสอน
บทเรียนสุดท้ายในชีวิตให้เจ้าวันนี้เอง!”
หม่าปั๋วลี่แผ่เขตแดนแห่งกำลัง ไหวตัวมาหาในพริบตา
เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นสู้กับตนแย่งสมบัติ ก็ต้องรีบจัดการอีกฝ่าย
โดยเร็ว
หม่าปั๋วลี่สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ฝึกตนซึ่งเพิ่งบรรลุระดับ
เขตแดน ไม่มีเขตแดนของตนเองด้วยซ ้าไป
การฆ่าคนระดับนี้ในพริบตา หมัดเดียวก็จบแล้ว
หม่าปั๋วลี่ปรากฏตรงหน้าเจียงผิงอันในพริบตา หมัดของเขาทรง
พลังเยี่ยงมังกรคำรน สุญตาสั่นสะท้านเจียนถล่มพินาศทุกเวลา
เจียงผิงอันใช้วิชาเทียมเทพสงคราม ออกหมัดทำลายล้างเผชิญ
ศัตรูตรง ๆ
“ไอ้โง่!” เมื่อเห็นการกระทำของเจียงผิงอัน ดวงตาของหม่าปั๋วลี่ก็
ฉายประกายดูแคลน
จะสู้กับยอดฝีมือในเขตแดนแห่งกำลัง เจ้าเด็กนี่สมองมีปัญหา
จริง ๆ
เปรี้ยง!
พลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจาย ถล่มภูเขาไฟลูกนี้ราบเรียบ
ตลบฝุ่นควันคลุ้งนภาทันใด ขณะที่ทั้งคู่ล้วนผละถอยจากกันพร้อม
เพรียง
เจียงผิงอันปลิวกระเด็นไปไกล ร่างกระเด้งกลิ้งบนพื้นอยู่หลาย
ตลบ ทิ้งร่องรอยบนพื้นเป็นทางยาวกว่าจะหยุดได้
แม้หม่าปั๋วลี่จะมิได้กระเด็นไกล สีหน้าของเขาก็ยังเปี่ยมความ
พรั่นพรึง
อีกฝ่ายเพิ่งบรรลุระดับเขตแดนแท้ ๆ ทำไมจึงมีพละกำลัง
แข็งแกร่งเช่นนี้? กระทั่งต่อยเขาในเขตแดนตัวเองได้!
แม้จะใช้พละกำลังแข็งแกร่งยิ่ง ก็ทำได้เพียงหักแขนอีกฝ่าย
เท่านั้น
หลังตะลึงไปครู่หนึ่ง หม่าปั๋วลี่ก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง “เหลาจื่อจะรอดู
ว่าเจ้ายังทำอะไรได้อีก!”
เขาเกลียดอัจฉริยะเช่นนี้ที่สุด ทำไมในระดับเขตแดนเหมือนกัน
อัจฉริยะเหล่านี้จึงแข็งแกร่งกว่าได้?
การฆ่าอัจฉริยะเช่นนี้ทำให้เขามีความสุข เปี่ยมความภาคภูมิ
พอใจ
นี่จะเป็นหมัดสุดท้ายแล้ว
เจียงผิงอันชำเลืองแขนอันบิดหักของเขา พลางพึมพำกับตน
“ร่างนี้แข็งแกร่งไม่พอจริง ๆ”
ระหว่างทะลวงขอบเขตเมื่อครู่ เพื่อรับทัณฑ์อัสนี พลังในกายร่าง
หลักนี้จึงเหือดหาย มิอาจต่อสู้ต่อไปได้
อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์เหินออกจากโลกใบน้อย ขวางตรงหน้า
ร่างหลักแล้วปราชันกับหม่าปั๋วลี่อีกครั้ง
ตู้ม!
พลังอันร้ายกาจทำให้พื้นพสุธาแหลกระเบิด เกิดเป็นหลุมมหึมา
ชวนสะพรึง
ในหลุมนั้น สองหมัดอันเรืองประกายพุ่งปะทะ โลหิตหยาดหยด
ย้อมกำปั้น
ความตกใจในอกหม่าปั๋วลี่แปรเปลี่ยนเป็นความผวา
สัตว์ประหลาด!
นี่มันสัตว์ประหลาด!
เขาบรรลุอำนาจเขตแดนแล้ว และในเขตแดนของเขา ต่อให้เป็น
ยอดฝีมือผู้บรรลุอำนาจเขตแดนเหมือนกัน ยังมีน้อยคนยิ่งจะประมือ
เขาตรง ๆ ได้
แต่เจ้านี่ซึ่งเพิ่งบรรลุขอบเขตกลับทำได้!
กฎทำลายล้าง กฎจำนงสัประยุทธ์… คนผู้นี้ต้องเป็นหัวกะทิจาก
ขุมกำลังใหญ่แน่ ๆ!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจหม่าปั๋วลี่ก็พรั่นพรึงไม่จบสิ้น
หากฆ่าคนผู้นี้ไม่ได้ ก็เท่ากับล่วงเกินอีกฝ่ายไปแล้ว นี่เป็นเรื่อง
อันตรายที่สุด
หม่าปั๋วลี่หันกายเผ่นหนี ยามผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ทยอยมาถึง การ
หนีจะยิ่งยากเย็น
นอกจากพละกำลัง สิ่งที่เขามั่นใจที่สุดก็คือความเร็ว
เขาได้วรยุทธ์สายความเร็ววิชาหนึ่งมาจากในดินแดนลับ
นอกจากผู้ฝึกตนผู้บรรลุความเร็วดุจอัสนี แสงหรือบรรลุอำนาจมิติ ก็
ไร้ผู้ใดในขอบเขตเดียวกันตามเขาทันได้