สู่วิถีอมตะ - บทที่ 637 ปราชันยอดฝีมือระดับเขตแดน
หม่าปั๋วลี่ใช้วิชาลับสายความเร็วแปรเปลี่ยนเป็นลำแสง ทะยาน
ไกลอย่างรวดเร็วยิ่ง
“หากมิใช่เพราะกลัวคนอื่นมา ข้าคงไม่กลัวผู้ฝึกตนซึ่งเพิ่ง
เหยียบย่างสู่ระดับเขตแดนเช่นนี้ ครั้งหน้าหากหวนพบ ข้าจะฆ่าเขา
ให้จงได้!”
หม่าปั๋วลี่หาข้ออ้างดี ๆ ในการหนีเพื่อรักษาศักดิ์ศรีอันเปราะบาง
ของตนไว้
“เราเจอกันอีกแล้ว เจ้าฆ่าข้าได้เลย”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงเย็นชาก็ดังขึ้นตรงหน้าเขา
หม่าปั๋วลี่หยุดฝีเท้าทันที ดวงตาเบิกกว้าง มองเจียงผิงอันอย่าง
สุดเหลือเชื่อ
เกิดอะไรขึ้น ทำไมอีกฝ่ายมาอยู่ตรงหน้าเขาได้!
หม่าปั๋วลี่รีบเปลี่ยนทิศเผ่นหนี
เจียงผิงอันแปรเปลี่ยนเป็นอัสนีดำ เปิดฉากโจมตีก่อน
หม่าปั๋วลี่เห็นคลื่นพลังจากอีกฝ่ายก็ยิ่งเหลือเชื่อ
อัสนีดำ!
อัสนีหยินซึ่งมีเพียงในทฤษฎี มีอยู่จริง ๆ ด้วย!
เมื่อเห็นเจียงผิงอันเปิดฉากโจมตี หม่าปั๋วลี่ก็แผดเสียง “คิดว่าข้า
เอาชนะเจ้ามิได้จริง ๆ หรือ!”
เขากางเขตแดน เร่งพลังหมัดพุ่งเข้าใส่
เจียงผิงอันใช้วิชาเทียมเทพสงครามขั้นหก ทวีพลังต่อสู้ขึ้นหก
เท่าตัว และใช้หมัดทำลายล้างกระบวนท่าที่สอง ป่วนบรรพ์ออกมา
ความผันผวนของกฎเกณฑ์อันทรงพลังปลุกปั่นสุญตาเรรวน
อำนาจเขตแดนใกล้เคียงและวิชาหมัดของศัตรูอ่อนแรงลงเฉียบพลัน
หม่าปั๋วลี่สีหน้าเปลี่ยนอย่างสุดเหลือเชื่อทันที
นี่มันวรยุทธ์อะไรกัน ถึงกับรบกวนวิชาหมัดและเขตแดนของเขา
ได้ด้วย!
หมัดทั้งสองปะทะ สองบุคคลกระเด็นหงายพร้อมเพรียง
เจียงผิงอันจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง เขาไร้ความกลัวต่อผู้ฝึกตน
ขั้นต้นระดับเขตแดนซึ่งมิได้บรรลุวิชาเซียนเช่นนี้
แม้เขาจะไม่มีพลังเขตแดน แต่เขามีวิชาเทียมเทพสงครามและ
อักขระคนเถื่อนซึ่งเพิ่มพลังต่อสู้ได้ กลบช่องว่างของเขตแดนไปได้
แต่ขอเพียงคนผู้นี้มีวิชาเซียนแข็งแกร่ง เจียงผิงอันก็อาจสู้เขา
มิได้ ประเด็นจึงอยู่ที่คนผู้นี้ไร้วรยุทธ์เซียน
การปะทะอย่างดุเดือดเลื่อนลั่นกลางนภา บรรพตมากมายกร่อน
ตัวยุบถล่ม
เจียงผิงอันบอกแล้วว่าเขาอารมณ์เสียมาก แต่คนผู้นี้ก็ยังกวน
โมโหเขาอีก จึงย่อมไม่มีทางปล่อยคนผู้นี้ไปได้
เป็นโอกาสระบายอารมณ์ที่ดี
เกราะรบจำนงศึกสีดำสนิทครอบคลุมไปทั้งกาย ทำให้เขาดูเป็น
เช่นเทพมารปรากฏลักษณ์ หมัดซ้ายป่วนบรรพ์ หมัดขวาสยบปีศาจ
ประมือสูสีกับอีกฝ่าย
ยิ่งต่อสู้ หม่าปั๋วลี่ยิ่งขวัญผวา แต่ก็ยังสับสนงงงวยเช่นกัน
ตัดสินจากพลังต่อสู้ของอีกฝ่าย เขาต้องเป็นอัจฉริยะแน่แท้ และ
มีเพียงศิษย์ของห้าสำนักเซียนใหญ่ที่มีพลังต่อสู้ระดับนี้
แต่เขาไม่ยักเห็นคนผู้นี้ใช้วิชาเซียนพิเศษเฉพาะของห้าสำนัก
เซียนใหญ่ออกมาเลย
แม้วรยุทธ์ของคนผู้นี้จะแข็งแกร่งมาก แต่นอกจากวิชาเพิ่มพลัง
ต่อสู้ซึ่งดูคล้ายวิชาเซียนอยู่นิดหน่อย วิชาอื่น ๆ หาใช่วิชาเซียนไม่
หรือคนผู้นี้จะมิได้มาจากห้าสำนักเซียนใหญ่?
“มีคนมากมายจับตามองเราอยู่จากไกล ๆ หากเราสู้กันต่อไป ก็
มีแต่จะให้ผู้อื่นรับประโยชน์ไปเต็ม ๆ เรามิหยุดเรื่องเมื่อครู่ไว้เท่านี้
หรือ?”
หม่าปั๋วลี่ไม่อยากสู้
หนึ่งเป็นเพราะสองฝ่ายพอฟัดพอเหวี่ยง มิอาจล้มกันได้ลง
สองเป็นเพราะการต่อสู้นี้ดึงความสนใจผู้คนมากมายจนหยุดดู
อยู่ไกล ๆ หากยังสู้ต่อไปเช่นนี้แล้วบาดเจ็บ หรือหากพลังเซียน
ถดถอย ก็อาจจะถูกผู้อื่นลอบโจมตีได้
ไม่ว่ายุคสมัยใด การปล้นชิงก็เป็นวิธีหาเงินอันรวดเร็วที่สุดอยู่
แล้ว
เจียงผิงอันดูเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงรัวโจมตีต่อไป
เปรี้ยง!
เจียงผิงอันชกเข้าเต็มหน้าหม่าปั๋วลี่จนหน้าแทบยุบ ร่างของเขา
กระแทกลงกับพื้น พสุธาสะท้านรุนแรง บรรพตถล่มแผ่นดินปริแยก
ศิลาหลอมใต้ปฐพีปะทุโถม ส่งพวยควันคลุ้งโขมง
“ไอ้เวรนี่!”
หม่าปั๋วลี่ร้อนใจ สารเลวนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นไปแล้ว มิใช่เขาแค่ยั่ว
โมโหอีกฝ่ายหนเดียวหรือ ทำไมต้องสู้จะเป็นจะตายเช่นนั้น?
หม่าปั๋วลี่เดือดดาล ตะโกนบอกผู้ฝึกตนซึ่งมองอยู่ไกล ๆ ว่า “คน
ผู้นี้ได้ผลวิญญาณเซียนมหาสุญญะไปสิบผล ทุกท่านร่วมมือกัน
เถอะ! ฆ่าเขาเสีย!”
เขาอยากใช้ความปรารถนาของปวงชนจูงจมูกมาช่วยกันจัดการ
เจียงผิงอัน
แต่ไร้ผู้ใดโง่ ทุกคนล้วนมองออกว่าเจียงผิงอันไม่ธรรมดา น่าจะมี
ภูมิหลังแข็งแกร่ง จึงมิกล้าเข้าล่วงเกิน
เกิดมามีชีวิตเดียว หากไม่แน่ใจเต็มที่ ย่อมมิพาตัวมาพัวพันใน
วิกฤติด้วย
นอกจากนั้น ไม่มีใครเห็นว่าเจียงผิงอันมีผลวิญญาณเซียนมหา
สุญญะสิบผลจริงหรือไม่
“คนผู้นี้เป็นอัจฉริยะจากขุมกำลังใดกัน พลังต่อสู้แข็งแกร่งนัก
ประมือกับยอดฝีมือระดับเขตแดนได้ตั้งแต่ยังมิได้บรรลุเขตแดน!”
“ข้าบอกมิได้ว่าขุมกำลังใด ต่อให้มิใช่คนจากห้าสำนักเซียน
ใหญ่ก็ยังน่าจะเป็นหัวกะทิจากขุมกำลังอื่น”
“คนผู้นี้น่าจะมีรากเซียนระดับเซียนปฐพี หาไม่คงไม่แข็งแกร่ง
ขนาดนี้”
เมื่อเห็นพลังต่อสู้ทรงพลังของเจียงผิงอัน เหล่าผู้ชมต่างตกตะลึง
ยิ่งรู้สึกหนักข้อว่าเขาเป็นหัวกะทิจากขุมกำลังใหญ่สักแห่ง
ใบหน้าของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ แม้จะบาดเจ็บก็ไร้สะดุ้งสะเทือน
ทุกหมัดของเขาใช้พลังสุดขั้ว รัศมีสาดจ้าเรืองรองทั่วฟ้าดิน คลื่น
พลังจากการปะทะทำให้ภูเขาไฟใกล้เคียงปะทุอย่างต่อเนื่อง
หม่าปั๋วลี่คิดจะหนี แต่ก็ถูกเจียงผิงอันตามติด มิอาจหนีพ้นได้
เลย
“เจ้าจะสู้เองนะ! ข้าจะสงเคราะห์ให้!”
หม่าปั๋วลี่รู้ตัวว่าหนีมิได้ และในเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็เลิกคิดหนี
ทำเพียงสู้ยิบตา คิดตายตกตามกันไป
ศึกนี้กินเวลาเนิ่นนาน เมื่อเกินสิบวัน ก็มิอาจจำวันเวลาได้แล้ว
เจียงผิงอันร่างโชกเลือด กระดูกแตกหักครั้งแล้วครั้งเล่า
ท้ายที่สุด หม่าปั๋วลี่ก็บรรลุเขตแดนแห่งกำลัง พลtกำลังของเขา
แข็งแกร่ง มิอาจพิชิตได้ในกาลอันสั้น
ด้วยการต่อสู้ซ ้าแล้วซ ้าเล่า ในที่สุดเจียงผิงอันก็คุ้นชินกับความ
แข็งแกร่งปัจจุบันของตน
“ปราณเซียนในตัวเราเสื่อมถอยเกือบถึงขีดสุดแล้ว เจ้าก็ยังฆ่า
ข้ามิได้ ไฉนจึงยังสู้ต่อ!”
เสียงของหม่าปั๋วลี่เปี่ยมความเหนื่อยหน่าย สู้กันนานเพียงนี้
ปราณเซียนในตัวเขาเหือดแห้งไปเกือบหมดแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังไร้
เจตนาถอยหนี
“เกือบถึงขีดสุด? แค่เจ้าต่างหาก”
เจียงผิงอันใช้ ‘วิชาซ่อนจักรวาล’ ดวงดาวทั้งสิบแปดรายล้อม
รากเซียนวูบไหวสาดแสง ปราณเซียนในฟ้าดินล้วนถูกชักดึงเยี่ยง
คลื่นทะเลเข้าสู่ตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เขาอาบไล้ท่ามกลางปราณ
เซียน
ดวงตาของหม่าปั๋วลี่เกือบถลนหลุดจากเบ้า
เขาไม่เคยเห็นใครดูดซับปราณวิญญาณด้วยความเร็วชวนขน
ลุกเช่นนี้มาก่อน
การดูดซับปราณเซียนเร็วจี๋เช่นนี้มีได้สองเหตุผล คือรากเซียน
ระดับสูง ไม่ก็วรยุทธ์ระดับสูง
คนผู้นี้ต้องมีรากเซียนคุณภาพเซียนสวรรค์และวรยุทธ์เซียนอยู่
แน่ ๆ!
เพียงชั่วกาลแสนสั้น ปราณเซียนในรัศมีหลายพันลี้ก็ถูกสูบ
เกลี้ยง ขณะที่ปราณเซียนในตัวเจียงผิงอันคืนสู่สมบูรณ์พร้อม
“สู้!”
หนึ่งถ้อยคำระเบิดออกจากคอของเจียงผิงอัน
เสียงนี้สะท้านลึกถึงก้นบึ้งวิญญาณของหม่าปั๋วลี่ แล้วเขตแดน
แห่งกำลังของเขาก็สั่นสะท้านรุนแรง ในใจเกิดความขลาดสงครามไม่
อยากสู้
แล้วหม่าปั๋วลี่ก็สังเกตเห็นวงแสงสีทองขนาดเล็กปรากฏขึ้นใต้
เท้าเจียงผิงอัน
เขตแดน!
แม้ระยะของมันจะเล็กจ้อยแค่พอปกคลุมตัวเจียงผิงอันเอง แต่นี่ก็
คือเขตแดนชัด ๆ!
เขตแดนจำนงสัประยุทธ์!
“เจ้าเป็นใครกันแน่เนี่ย!”
สู้กันสั้น ๆ สิบกว่าวัน แต่คนผู้นี้กลับยกระดับกฎจำนงสัประยุทธ์
ขึ้นได้ ก่อเกิดเป็นหนึ่งเขตแดน
อัจฉริยะล ้าเลิศเช่นนี้ไม่มีทางไร้นาม
เจียงผิงอันคร้านเกินจะตอบคำถามไร้สาระเช่นนี้ เขาเหยียบย่าง
สุญตา ร่ายรำหมัดคู่อหังการไร้คู่เปรียบเข้าใส่
เรืองฤทธิ์ระหว่างต่อสู้ เติบโตระหว่างศึก
เขาเพิ่งได้ศึกษาสิ่งใหม่ ใช้คลื่นเสียงและกฎจำนงสัประยุทธ์
กระทบสู่หัวใจคู่ต่อสู้ตรง ๆ
เขตแดนจำนงสัประยุทธ์ของเขาเล็กเกินกว่าจะกระทบถึงอีกฝ่าย
ได้
แต่เมื่อมีคลื่นเสียงเข้าช่วย จำนงศึกของเขาก็จะกระเทือนถึงศัตรู
ทำให้ประสิทธิภาพการต่อสู้ของอีกฝ่ายหดหายไปสองส่วน
โดยเฉพาะเมื่อหม่าปั๋วลี่เห็นพรสวรรค์ของเขาและสะท้าน
สะเทือนในใจอยู่ก่อนแล้ว อิทธิพลนี้จึงยิ่งขยายตัว
หม่าปั๋วลี่ไร้จำนงต่อสู้ ถูกรุกไล่ถอยร่นต่อเนื่อง
ความตายขึ้นอยู่เพียงเวลา
ขณะทั้งสองปราชัน จู่ ๆ หมอกสีดำก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังเจียงผิง
อัน
เป็นยอดฝีมือขั้นกลางระดับเขตแดน!
คนผู้นี้ดักซุ่มรอโจมตีอยู่ เมื่อเห็นจังหวะเหมาะก็โจมตีเจียงผิงอัน
ทันที
กระบี่ยาวในมือเขาเรืองประกายเย็นเยียบ