สู่วิถีอมตะ - บทที่ 638 เข้าสู่สำนักใน
“ข้าระวังเจ้าอยู่นานแล้ว!”
ทันทีที่กระบี่ยาวแทงเข้าใส่เจียงผิงอัน เจียงผิงอันก็หันไปหวดกิ่ง
มารสะเทือนสรวงเข้าสนอง
คนผู้นี้คิดฉวยโอกาสลอบโจมตี แต่มีหรือจะคาดคิดว่าเจียงผิง
อันระวังเขาอยู่นานแล้ว
หนึ่งกิ่งไม้ร่ายรำกลางสรวง กวาดวายุแปรเมฆา ส่งเสียงหวด
อากาศหวีดแหลม
เปรี้ยง!
กิ่งมารสะเทือนสรวงกระแทกใส่ผู้ลอบโจมตี หมอกสีดำระเบิดเละ
ทันใด
เมื่อเห็นกิ่งมารสะเทือนสรวง หม่าปั๋วลี่ก็ตะลึงจังงัง
ยอดสมบัติ!
ปรากฏว่าคนผู้นี้มียอดสมบัติอยู่!
ด้วยสมบัติเช่นนี้ ทำไมไม่ใช้ออกมาก่อน แค่โบยทีเดียวข้าก็
กระเด็นหน้าคะมำได้แล้ว ทำไมต้องทรมานข้าเสียหลายต่อหลายวัน?
หม่าปั๋วลี่ตระหนักเสียที ว่าในสายตาเจียงผิงอัน เขาเป็นเพียงคู่
ประลองเท่านั้น อีกฝ่ายหาถือเขาเป็นศัตรูที่ต้องตายกันไปข้างสักนิด
ไม่
เจียงผิงอันมิได้สนใจความคิดของหม่าปั๋วลี่สักนิด เขาขมวดคิ้ว
แน่นขณะจ้องมองไปทางหมอกดำ
ถึงกับปล่อยผู้ลอบโจมตีหนีไปได้
หมอกดำของผู้ลอบโจมตีนี้พิเศษยิ่ง มิเพียงตายแทนผู้ลอบโจมตี
ยังเคลื่อนย้ายอีกฝ่ายหนีไปทันทีด้วย
จะเสียเวลาที่นี่มิได้ การปรากฏของยอดสมบัติจะเรียกยอดฝีมือ
มา ต้องไปจากที่นี่โดยด่วน
เจียงผิงอันเงื้อกิ่งมารสะเทือนสรวงฟาดลงใส่หม่าปั๋วลี่
หม่าปั๋วลี่มิได้หลบเลี่ยงมากมาย ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยเพลิง
โทสะอันอัปลักษณ์ “ยามเจ้าบรรลุเซียน เหลาจื่อจะเปลี่ยนเป็นเพลิง
กรรมผลาญเจ้าให้วอดสิ้น!”
เปรี้ยง!
ร่างของหม่าปั๋วลี่แหลกสลาย
เจียงผิงอันควบคุมพลังวิญญาณ เก็บโลหิตและศพไป สิ่งเหล่านี้
หลอมเปลี่ยนเป็นผลึกเซียนได้มากมาย จะเสียเปล่าไปมิได้
หลังเก็บศพเสร็จสิ้น เจียงผิงอันก็รีบจากจร
เขาใช้ ‘วิชาอำพรางสรวง’ จำแลงลักษณ์ เปลี่ยนปราณในกาย
แล้วกลับไปยังเมืองมังกรเพลิงสวรรค์
ระหว่างทางกลับ เขาก็จัดข้าวของในอาวุธวิเศษเก็บของของ
ยอดฝีมือขั้นต้นระดับเขตแดนนี้ด้วย
นอกจากผลึกเซียนสองพันกว่าชิ้น ก็ไม่พบอาวุธวิเศษระดับสูง
ใด ๆ
มิน่าอีกฝ่ายจึงสู้กับเขาด้วยมือเปล่ามาตลอด
เป็นผู้ฝึกตนไร้สังกัดผู้ยากจนนี่เอง
แต่เจียงผิงอันพบเปลวเพลิงสีดำแดงดวงหนึ่งในขวดอันถูกปิด
ผนึก
เมื่อเขาเปิดขวด เพลิงอันร้อนแผดก็เกือบเผาศีรษะเขาโล้นไหม้
เปลวเพลิงเช่นนี้ คลับคล้ายเคยเห็นที่ใด…
อ้อ จริงสิ ยามรับภารกิจประเมินเข้าสู่สำนักใน ศิลาบันทึกเงาที่
ภารกิจให้มามีภาพเปลวเพลิงเช่นนี้อยู่
เขานำศิลาบันทึกเงาออกมาเทียบกับเปลวเพลิงนี้ และมันก็คือ
‘เพลิงแกนโลกา’ จริง ๆ เสียด้วย
เจียงผิงอันเกือบลืมภารกิจไปสิ้นแล้ว
ยามนี้เมื่อพบ ‘เพลิงแกนโลกา’ ก็สามารถส่งภารกิจได้ทันที
จากม้วนหยกที่ศิษย์พี่หวังหยางให้มา นอกจากการเข้าสำนักใน
จะได้ทรัพยากรในราคาที่ถูกลง ยังเลือกวรยุทธ์เซียนทั่วไปและภูเขา
สำหรับฝึกฝนส่วนตัวได้
แค่เข้าสำนักในได้ก็มีวรยุทธ์เซียนแจกจ่าย แสดงให้เห็นว่าสำนัก
เซียนอวี่หวงมั่งคั่งเพียงไร
เจียงผิงอันกำลังจะดีใจ แต่เมื่อนึกถึงโครงกระดูกในโลกใบน้อย
อารมณ์ก็ดิ่งแย่ลงอีกครั้ง
ไม่รู้อีกนานแค่ไหน เขาจึงซื้อ ‘ผลเต๋าวิญญาณเซียน’ มาเซ่น
โครงกระดูกนี้ได้
เจียงผิงอันกลับเมืองมังกรเพลิงสวรรค์ หวนสู่สำนักเซียนอวี่หวง
ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย และนำ ‘เพลิงแกนโลกา’ ไปส่งภารกิจ
“อีกสามคนล่ะ?”
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภารกิจถาม
“พบสัตว์ภูตที่แกนโลกา สละชีวิตแล้วขอรับ” เจียงผิงอันหา
เหตุผลมาสุ่ม ๆ
ศิษย์สำนักนอกสองสามคนตกตาย ไม่มีผู้ใดมัวตรวจสอบ ต่อให้
ตรวจสอบจริง ๆ ก็มิอาจพบเหตุ
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภารกิจมิได้ถามมากนัก เขาใช้ป้ายสีทอง
และม้วนหยกบันทึกข้อมูลกับเขาอย่างละชิ้น และพูดราวกับนกแก้ว
นกขุนทอง
“สลักจิตสัมผัสของเจ้าในป้ายนี่ นี่จะเป็นป้ายแสดงตัวของเจ้า
นำไปที่หอวรยุทธ์ แล้วเจ้าจะได้วรยุทธ์ ‘ระดับเซียนมนุษย์’ จากที่นั่น”
“เรื่องสำคัญที่สุดคือ ศิษย์ซึ่งเพิ่งเข้าสู่สำนักในจะต้องเข้าประลอง
ทุกสามปีเพื่อทดสอบฝีมือ ยามนั้นจะมีผู้อาวุโสเข้าพินิจ ผู้ทำผลงาน
ดีจะถูกผู้อาวุโสเหล่านั้นรับเป็นศิษย์”
“เจ้าโชคไม่ดีนัก เหลือเวลาอีกสามเดือนก็จะประลองแล้ว หาก
เจ้าพลาดการประลองนี้ไป ก็จะไม่มีใครรับเจ้าเป็นศิษย์”
“เรื่องอื่นไม่จำเป็นนัก กฎสำนักและแผนที่ล้วนอยู่ในม้วนหยก
บันทึกข้อมูลนี้ อย่าลืมอ่านด้วยล่ะ กฎของสำนักเซียนอวี่หวงเรา
เข้มงวดมาก สถานเบาก็ถูกลงทัณฑ์ สถานหนักคือถูกประหาร”
“ขอบคุณมาก”
เจียงผิงอันตอบอย่างสุภาพ
ภายใต้สายตาริษยาจากเหล่าศิษย์สำนักนอก เจียงผิงอันนำป้าย
แสดงตนมุ่งหน้าสู่สำนักใน
เจียงผิงอันสนใจมากว่าเขาจะได้วรยุทธ์เซียนอะไรมา
ระดับวรยุทธ์ของเขาโตตามตัวไม่ทันอย่างจริงแท้ การสร้างวร
ยุทธ์ก็ช้าเกินไป ยามนี้เขายังต้องประหยัดเวลาไปทำความเข้าใจกฎ
เขตแดนอีก
แม้ของขวัญชิ้นนี้จะเป็นเพียงวิชาเซียนระดับเซียนมนุษย์ซึ่งสุด
แสนธรรมดา แต่มันก็เป็นวิชาเซียนอยู่ดี และสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้
บ้าง
“สหาย รอเดี๋ยวก่อน”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็ดังมาจากข้างหลังเขา
ชายผมยุ่งคล้ายรังนกผู้หนึ่งวิ่งยิ้มร่ามาหาเจียงผิงอัน
“สหาย ข้าก็เพิ่งสำเร็จการประเมินของสำนักนอก ภายหน้าเรา
จะเป็นศิษย์ร่วมรุ่นกัน ข้าชื่อหยางหลวน ปีนี้อายุยี่สิบสาม สหายชื่อ
อะไรหรือ?”
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่าย คนผู้นี้สร้างรากเซียนในกายแล้ว รอบ
กายเรืองรองเจ็ดดารา เทียบจากระดับก็นับเป็นรากเซียนระดับเซียน
สวรรค์
เรื่องน่าแปลกคือ รากเซียนของอีกฝ่ายมีรูปลักษณ์แปลกพิกล ดู
เหมือนมีดเล่มหนึ่งซึ่งเรืองรองอำนาจประหลาด
การมาถึงระดับนี้ได้ด้วยอายุเพียงยี่สิบสามนั้นน่ากลัวยิ่ง
“เจียงผิงอัน”
เจียงผิงอันตอบอย่างสุภาพ มิพูดมากจนเกินไป แล้วเดินไปยัง
ค่ายกลเคลื่อนย้ายสู่หอวรยุทธ์
หัวใจคนยากหยั่งถึง ไร้ผู้ใดทราบว่าผู้เข้าหามีจุดประสงค์ใด
หยางหลวนมิได้สนใจท่าทีของเจียงผิงอัน สองมือประสานรอง
ศีรษะ รีบสาวเท้าไล่ตามไปเร็วจี๋ “สหาย ข้าเห็นว่าเจ้านิ่งมาก น่าจะ
อายุมากกว่าข้า จากนี้ข้าเรียกเจ้าเป็นพี่ใหญ่นะ”
“ไม่สนใจ”
เจียงผิงอันสงสัยว่าคนผู้นี้จะมีเจตนาแฝง ไฉนจู่ ๆ จึงมาเรียกกัน
เป็นพี่ใหญ่ทั้ง ๆ ที่เพิ่งพบหน้าได้ อีกฝ่ายชัดเจนเกินไป ยังอ่อนวัยไป
แท้ ๆ
“พี่ใหญ่ ข้าแข็งแกร่งนะ เจ้าเดาไม่ได้หรอกว่าข้าสร้างรากเซียน
แบบไหนได้”
“พี่ใหญ่ เจ้ามีรากเซียนแบบใดหรือ เจ้าชอบใช้อาวุธอะไร ข้า
ชอบใช้มีดล่ะ”
“พี่ใหญ่ เจ้าอยากกราบผู้อาวุโสท่านใดเป็นอาจารย์หรือ?”
หยางหลวนส่งเสียงอื้ออึงราวกับผึ้ง หนวกหูเจียงผิงอันไปหมด
เจียงผิงอันคลับคล้ายมิได้ยิน เข้าหอวรยุทธ์สำนักในผ่านค่ายกล
เคลื่อนย้ายไป
ที่ทางเข้าหอวรยุทธ์มีรูปสลักมหึมาตั้งตระหง่าน ในมือถือมีดยาว
สีหน้าเคร่งขรึมเด็ดเดี่ยว จิตสังหารแผ่พุ่งปะทะหน้า ชวนให้รู้สึกครั่น
คร้ามยำเกรง
เจียงผิงอันรู้สึกราวปราณเซียนในกายควบตัวแข็ง มิอาจโคจรได้
เลย
เพียงหนึ่งรูปสลักก็ให้บรรยากาศกดดันเพียงนี้ มิอาจทราบได้
เลยว่ายามมีชีวิต คนผู้นี้ต้องร้ายกาจเพียงไร
หยางหลวนมองรูปสลักด้วยสายตาเทิดทูน “พี่ใหญ่รู้หรือไม่? นี่
น่าจะเป็นผู้ก่อตั้งสำนักเซียนอวี่หวงของเรา วิชามีดของเขาโด่งดังทั่ว
แดนดิน ที่ข้ามายังสำนักเซียนอวี่หวงก็เพราะอยากเรียน ‘มีดอวี่หวง’
นี่แหละ”
ว่าแล้ว หยางหลวนก็คุกเข่าลงโขกหัวบนพื้นสามรอบ เสียง
กระแทกดังสนั่นจนคนผ่านไปมาสะดุ้ง
เจ้านี่ทำอะไรอยู่? เพี้ยนไปแล้วหรือ?
เจียงผิงอันพลันรู้สึกคลับคล้ายว่าที่คนผู้นี้เข้าหาตน ดูจะมิใช่
เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงอะไร แต่เพราะสมองของเขาเพี้ยน
ผิดปกติต่างหาก
เจียงผิงอันเมินหยางหลวน เดินไปทางหอวรยุทธ์ต่อไป
หอวรยุทธ์ทั้งหอเรืองรองรัศมีทองสุกสกาว ทั่วฟ้าเต็มไปด้วย
อักขระเซียนเวียนว่าย ศิษย์มากมายสัญจรเข้าออก เจียงผิงอันเห็น
กระทั่งเซียนมนุษย์หลายต่อหลายคน
รากฐานของสำนักเซียนอวี่หวงน่ากลัวจริง ๆ
ขณะที่เจียงผิงอันมาที่ประตู กำลังจะอ้าปากพูดกับผู้เฝ้าประตู
หยางหลวนก็พุ่งเข้ามารีบร้อนตะโกนว่า “เราเป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใน
สำนักใน มาเพื่อรับวรยุทธ์เซียนขอรับ!”
ผู้เฝ้าประตูแย้มยิ้ม ชี้เข้าไปในห้องต่าง ๆ ในหอวรยุทธ์แล้วเอ่ย
ปาก
“เข้าไปเลือกสุ่ม ๆ สักห้อง เข้าไปแล้วระบุวรยุทธ์ที่เจ้าต้องการ
วรยุทธ์เซียนจะปรากฏขึ้นเองพร้อมตัวอย่างการใช้ เลือกตามชอบใจ
ได้เลย”
“พี่ใหญ่ ไว้เจอกันนะ!” หยางหลวนกล่าวกับเจียงผิงอันเช่นนี้แล้ว
ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเข้าไปอย่างสุดทน เห็นได้ชัดว่าอยากได้วรยุทธ์เต็มที
เจียงผิงอันมิได้รีบร้อน ฝีเท้าของเขานุ่มนวล ก้าวเดินพลาง
ครุ่นคิด
“ข้าควรเลือกวรยุทธ์เซียนแบบไหนดีหนอ…”