สู่วิถีอมตะ - บทที่ 655 เซียนมนุษย์สะกดรอย
เจียงผิงอันนั่งริมธารทมิฬในจุดปลอดคน ทำความเข้าใจกฎแรง
โน้มถ่วงในธารทมิฬอย่างตั้งใจ
แสงดารารายล้อมรากเซียนในตัวเขาพริบพรายเล็กน้อย สะท้อน
รับกับกฎแห่งแรงโน้มถ่วง ทำให้เจียงผิงอันเร่งความเร็วในการทำ
ความเข้าใจกฎเกณฑ์ รากเซียนโบกไสวเติบโตไปควบคู่กับความ
เข้าใจต่อกฎเกณฑ์
จำนวนแสงดาวในกายส่งผลต่อความเร็วในการทำความเข้าใจ
กฎเกณฑ์
เจียงผิงอันมีรากเซียนแฝดในกาย แต่ละรากเซียนมีเก้าดารา
รวมแล้วเป็นสิบแปดดารา พวกมันทั้งสิบแปดสามารถประสานส่งเสริม
ยามทำความเข้าใจกฎเกณฑ์เดียวกันได้ ความเร็วในการทำความ
เข้าใจของเขาจึงน่ากลัวยิ่ง
รากเซียนเก้าดาราคืออัจฉริยะสูงสุดในสำนักเซียนอวี่หวง และยัง
เป็นจุดสูงสุดทั่วทั้งแดนจันทร์มายาด้วย
ที่อยู่ปัจจุบันของเจียงผิงอัน ก็คือแดนจันทร์มายาแห่งภพเซียน
จากข้อมูลที่เจียงผิงอันได้เรียนมาตลอดหลายวันนี้ ภพเซียนงอก
เงยอยู่บนต้นโลกาต้นหนึ่ง
ทุกใบจะให้กำเนิดหนึ่งดินแดนใหญ่ และแดนจันทร์มายาคือหนึ่ง
ในนั้น
รายล้อมแต่ละดินแดนใหญ่จะมีใบไม้โรยอยู่บ้าง ซึ่งใบไม้โรย
เหล่านั้นก็จะมีภพภูมิย่อยตั้งอยู่
ภพแร้นแค้น ภพบุกเบิกและจุลภพเทพโบราณล้วนเป็นภพภูมิ
อันเกิดบนใบไม้โรย
ยามเขารู้เรื่องนี้ครั้งแรก เจียงผิงอันตะลึงค้างไปหลายวัน
เขามิอาจคาดคิดได้เลยว่าโลกหล้านี้จะใหญ่โตอลังการได้เพียง
นี้
อย่าว่าแต่มหาแดนดินอันไพศาล กระทั่งภพแร้นแค้นบ้านเกิด
เขา เขายังสำรวจไม่ทั่วเลย
แดนจันทร์มายาที่เขาอยู่ในปัจจุบันมีห้าสำนักเซียนสูงสุด เช่น
สำนักเซียนอวี่หวง สำนักเซียนเทียนหลานและสำนักเซียนเป่ยฮวง…
ภายใต้ขุมกำลังใหญ่แต่ละแห่งมีโลกใบน้อยมากมายในควบคุม
ยิ่งระดับการฝึกฝนเพิ่มสูง ยิ่งต้องการทรัพยากรเพิ่มขึ้น หากคิด
อยู่รอดต่อไป ก็ต้องได้ทรัพยากรมา
ความมีเท่าไหร่ก็ไม่พอของทรัพยากรคือต้นตอความขัดแย้ง
เสมอ
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังครุ่นคิด คิ้วของเขาพลันขมวดตัว
ไม่รู้ทำไม แต่จู่ ๆ เขาก็รู้สึกราวถูกวิกฤติจ่อใกล้อย่างบอกไม่ถูก
เขาไม่รู้ว่าต้นตอความรู้สึกนี้มาจากไหน
ยิ่งผู้ฝึกตนขอบเขตสูง ยิ่งใกล้ชิดกฎเต๋าสวรรค์ สังหรณ์ยิ่ง
แข็งแกร่งแรงกล้า
เจียงผิงอันใช้ ‘วิชาอำพรางสรวง’ เปลี่ยนทั้งรูปลักษณ์ ส่วนสูง
ทรงผมและปราณของตน
เมื่อลุล่วงได้ จึงสบายใจขึ้นหน่อยหนึ่ง
สองสามวันต่อมา หนึ่งจิตสัมผัสพลันแผ่ผ่านตัวเขา ขัดจังหวะ
การฝึกฝนของเขาลง
หัวใจของเจียงผิงอันสะท้าน
จิตสัมผัสนี้แข็งแกร่งสุดขั้ว เซียนมนุษย์แน่ ๆ!
ความคิดนี้อยู่กับเขาเพียงครู่ ก่อนจะสลายหายไป
เจียงผิงอันผ่อนหายใจโล่งอก ทำความเข้าใจกฎแห่งแรงโน้มถ่วง
ต่อไป
นี่น่าจะเป็นเซียนมนุษย์ผู้หนึ่งจากสำนักเซียนอวี่หวงซึ่งมา
ตรวจสอบจุลภพเทพโบราณ
แต่ในระยะสามเดือนต่อจากนั้น จิตสัมผัสนี้ก็กวาดผ่านตัวเขา
แล้วเป็นร้อย ๆ หน
เจียงผิงอันตระหนักถึงความผิดปกติ เซียนมนุษย์ผู้นี้ดูจะมิได้มา
ตรวจสอบจุลภพเทพโบราณเสียแล้ว
จิตสัมผัสนี้จี้ตัวเขาอยู่หลายหน ครั้งที่นานที่สุดคือครึ่งชั่วธูป
มอด
เซียนมนุษย์ผู้นี้กำลังหาใครอยู่
วันหนึ่ง แสงทองสายหนึ่งเคลื่อนผ่านเหนือศีรษะเจียงผิงอัน
ในที่สุด เจียงผิงอันก็เห็นหน้าตาเจ้าของจิตสัมผัสสายนี้
ขณะเดียวกัน ความสงสัยในใจก็ได้รับคำตอบ
เจ้าของจิตสัมผัสสายนี้มิใช่ใครอื่นนอกจากชิวซื่อผิง!
ชิวซื่อผิงต้องได้ข่าวที่เขามายังจุลภพเทพโบราณ และมาฆ่าเขา
เป็นแน่!
จะอยู่ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ที่นี่มิได้แล้ว
เจียงผิงอันลุกขึ้นเตรียมจากจร
ทันทีที่ลุกขึ้น แสงทองสายหนึ่งพลันปรากฏตรงหน้าเขา
ชิวซื่อผิงผู้มีหนวดเคราหยักศกเต็มคางปรากฏตัวพร้อมชิวห
ยวนในอาภรณ์เขียวท่าทางเปี่ยมแค้น
เจียงผิงอันหัวใจสะท้าน พวกเขาตามมาแล้ว!
เจียงผิงอันเผยท่าทีเยี่ยงผู้ฝึกตนทั่วไปพบเซียนมนุษย์ ขวัญผวา
ร่างสะท้าน กุมกำปั้นคารวะทันที “ผ-… ผู้อาวุโส!”
“เห็นเซียนผู้นี้ ไฉนเจ้าจึงจะไป?”
ชิวซื่อผิงแผ่ปราณเซียนแข็งแกร่งทรงพลังทั่วกาย ทำให้ผู้คนมิ
กล้ามองตรง ๆ
เจียงผิงอันก้มหัวเผยยิ้มเจื่อน “การฝึกฝนของผู้อาวุโสไร้ที่
เปรียบในโลกหล้า ผู้ฝึกตนสามัญอย่างข้ายากนักจะไม่กลัว อดกังวล
มิได้ว่าจะมีฤทธิ์ใดกระเทือนมาถูกข้า”
ด้วยวรยุทธ์เซียน ‘วิชาอำพรางสรวง’ เจียงผิงอันจึงไม่กังวลว่าชิว
ซื่อผิงจะมองออกว่าเป็นเขา หากรู้จริง ๆ พวกเขาก็คงลงมือไปแล้ว
ชิวซื่อผิงมองไม่ออกจริง ๆ ว่าตรงหน้าคือเจียงผิงอัน เขาแค่ถาม
เฉย ๆ และพึงพอใจกับท่าทีหวาดหวั่นยำเกรงของอีกฝ่ายยิ่ง
ผู้ฝึกตนระดับต ่าทั้งหลายควรเป็นเช่นคนผู้นี้ เปี่ยมความกลัว
เกรงต่อเขา มีหรือจะกล้าดูหมิ่นเขาเช่นเจียงผิงอัน
“มาลำบากฝึกฝนอยู่ที่นี่ เจ้าไม่มีอาจารย์หรือไร?” ชิวผิงเซิงถาม
เจียงผิงอันไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไร เขาจึงแสร้งทำตัวเป็นศิษย์
สามัญคนหนึ่ง ใบหน้าปรากฏเค้าเศร้าหมอง “ข้าโง่เง่าไร้ฝีมือ ไม่มีผู้
อาวุโสท่านใดสนใจข้าหรอกขอรับ”
ชิวซื่อผิงมองเจียงผิงอันอย่างดูแคลน ก่อนจะเอ่ยว่า “ยามนี้มี
โอกาสให้เจ้าเป็นศิษย์ในนามของเซียนผู้นี้แล้ว เต็มใจหรือไม่?”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันก็เงยหน้าขึ้น เผยสีหน้าตกตะลึง
เหลือเชื่อและตื่นเต้น
“จริงหรือขอรับ? ผู้อาวุโสจะรับข้าเป็นศิษย์จริง ๆ หรือขอรับ?”
“แน่นอน ขอเพียงเจ้าเต็มใจทำตามคำสั่งของเซียนผู้นี้อย่าง
ซื่อสัตย์ เซียนผู้นี้ก็จะให้โอกาสรับเจ้าเป็นศิษย์”
ชิวซื่อผิงดูยิ่งใหญ่ห่างเหิน เปี่ยมราศีเช่นเทพเซียน
ใบหน้าของเจียงผิงอันเผยความสุดปรีดา กุมกำปั้นก้มหัว “ศิษย์
ปัวซือ เต็มใจเชื่อฟังผู้อาวุโสอย่างซื่อสัตย์ตลอดกาลขอรับ! ต่อให้ผู้
อาวุโสให้ศิษย์ไปฆ่าคนวางเพลิงอะไร ศิษย์ก็จะไม่บิดพลิ้ว!!”
เมื่อเห็นท่าทีตื่นเต้นของเจียงผิงอัน มุมปากชิวซื่อผิงก็ยกยิ้ม สี
หน้าเปี่ยมความภาคภูมิเช่นผู้เหนือกว่า
แค่สัญญาคำเดียว เขาก็ทำให้ผู้ฝึกตนเหล่านี้ทำงานแทนตนได้
นี่แหละผลประโยชน์ของความแข็งแกร่ง
ชิวซื่อผิงเอ่ยเสียงเรียบ “มิได้จะให้เจ้าขายชีวิต แต่จะให้เจ้า
ปกป้องหลานของเซียนผู้นี้”
ชิวซื่อผิงมองหาเจียงผิงอันมาหลายเดือนแล้ว แต่ก็มิอาจหาเจอ
สำนักยังออกคำสั่งมาด้วยว่าหากเขามิอาจตรวจสอบหาสาเหตุการ
เปลี่ยนแปลงของจุลภพเทพโบราณได้ ก็ให้เขากลับไปเสีย
ยามนี้เขาไม่มีเวลามาตามหาเจียงผิงอัน จึงได้แต่ต้องออก
ตรวจสอบก่อน
บางทีอาจมีสมบัติฟ้าดินระดับสูงอะไรเกิดขึ้นในจุลภพเทพ
โบราณ และหากเขาได้มันมา ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลสำหรับเขา
ในฐานะผู้ฝึกตนจากภพล่าง พรสวรรค์ของเขามีจำกัด ที่เขา
บรรลุสำเร็จได้จนบัดนี้ก็เพราะทรัพยากรที่สั่งสมมหาศาล
หากจะพัฒนาไปกว่านี้ ก็ต้องใช้ทรัพยากรล ้าค่าหายากมากขึ้น
ยามนี้ หลานเขาชิวหยวนจะต้องกลับทัพหน้า เขาต้องหาโล่เนื้อ
ไว้ให้หลานเขาใช้เอาตัวรอด
ด้วยสถานะอย่างชิวซื่อผิง เขาจะหาผู้มีพรสวรรค์และการฝึกฝน
สูงกว่าหลานเขาชิวหยวนก็ได้ แต่คนเหล่านั้นควบคุมมิใช่ง่าย
มีแต่ผู้สถานะต ่า ด้อยพรสวรรค์และหวั่นไหวซาบซึ้งกับของขวัญ
เล็กน้อยเช่นนี้เท่านั้นจึงจะเป็นตัวเลือกอันดีที่สุด
ชิวซื่อผิงยกมือขึ้น แล้วก้อนกลมสีดำแดงก้อนหนึ่งก็ปรากฏใน
มือเขา แผ่ปราณโลหิตหนาแน่น สุญตารอบข้างบิดเบี้ยวผิดลักษณ์
ชิวซื่อผิงกล่าวกับเจียงผิงอัน “เซียนผู้นี้พบสิ่งนี้ในธารทมิฬเมื่อ
กาลก่อน มันน่าจะเป็นลิ่มเลือดจากสังขารของเทพโบราณ”
“แม้จะเก่าแก่มาก แต่ก็บรรจุกฎแรงโน้มถ่วงรุนแรงยิ่ง เร่งความ
เข้าใจกฎแรงโน้มถ่วงของเจ้าได้”
เขาเก็บสิ่งนี้ได้ยามกำลังมองหาเจียงผิงอัน มูลค่าของมันมิได้
น้อย แต่ก็มิใช่สูง
แต่มันจะเป็นทรัพยากรชั้นเลิศสำหรับผู้ฝึกตนตรงหน้าเขา
“ขอบคุณผู้อาวุโส! ขอบคุณผู้อาวุโส!”
เจียงผิงอันดูดีใจจนเนื้อเต้น ละล ่าละลักอย่างทำตัวไม่ถูก
ความดีใจของเขามิใช่เล่นละคร ทรัพยากรที่ศัตรูให้มานั้นน่า
อภิรมย์กว่าทรัพยากรที่หามาเองอยู่แล้ว
“อย่าดีใจไปนัก หากเกิดอะไรขึ้นกับหลานเซียนผู้นี้ในสมรภูมิ
เจ้าตายแน่!”
แรงกดดันจากชิวซื่อผิงทำให้เจียงผิงอันหนาวเยือกไปทั้งกาย
ราวร่วงตกโพรงน ้าแข็ง ร่างของเขาแข็งทื่อมิอาจขยับได้
เมื่อบรรลุขอบเขตเซียนมนุษย์ เพียงปราณจากกายก็ทำให้เจียง
ผิงอันมิอาจขัดขืนได้แล้ว
“ข-… ข้าจะดูแลนายน้อยเป็นอย่างดีแน่นอนขอรับ! หากข้าไม่
ตาย ใครก็ทำร้ายนายน้อยมิได้ขอรับ!”
เจียงผิงอันดูซาบซึ้งกับความใจกว้างนี้ของเขาจนตัวตาย
ที่เขาอยู่รอดมาจนปัจจุบันได้ ก็เป็นผลงานของทักษะเล่นละคร
ชั้นยอดนี้ด้วย