สู่วิถีอมตะ - บทที่ 662 พลังของวิชาดึงดารา
วิชานับพันหมื่นหลากทะลักเข้าใส่เจียงผิงอัน คลื่นอัดอากาศพัด
เรือนผมยาวของเขาปลิวไสว
ต่อหน้าวิกฤติอันน่าสะพรึงกลัวนี้ เจียงผิงอันมิได้หลบเลี่ยง
ใบหน้าเปี่ยมความเคร่งขรึม “วันนี้ ข้าจะให้พวกเจ้าได้เห็นพลังแท้จริง
ที่ข้าไป๋ฟานซ่อนไว้!”
สิ้นคำ หลุมดำขนาดมหึมาคลุมฟ้าก็ปรากฏเหนือศีรษะ พลัง
กฎเกณฑ์ลึกลับแผ่ตัว ลี้ลับชวนขนลุก
การโจมตีทั้งมวลที่มุ่งสู่เจียงผิงอันถูกหลุมดำนี้สูบกลืนไปสิ้น
พลังกลืนกินเป็นพลังที่เจียงผิงอันมิเคยแสดงในสำนักเซียนอวี่ห
วง หากใช้มันที่นี่ก็จะมิเผยตัวตนของเขา
เพราะพลังกลืนกินนี้เอง เขาจึงสามารถดูดซับอำนาจผลึกแก่น
พลังซึ่งวรยุทธ์ทั่วไปมิอาจดูดซับได้
ทันทีที่หลุมดำกลืนกินปรากฏ นอกจากการโจมตีรอบข้าง
กระทั่งแสงสว่างรอบทิศยังถูกกลืนสิ้น
เมื่อสัมผัสแรงดูดแข็งแกร่ง สีหน้าของผู้ฝึกตนที่รายล้อมอยู่ก็
แปรเปลี่ยนอย่างมหันต์ พวกเขารีบร้อนถอยหนีด้วยกลัวจะถูกสูบเข้า
ไป
“พลังกลืนกิน! ปรากฏว่าไป๋ฟานซ่อนพรสวรรค์นี้ไว้!”
“มิน่าเล่า ไป๋ฟานจึงกล้าสู้แย่งผลึกแก่นพลัง อย่างนี้นี่เอง เพราะ
เหตุผลนี้ด้วยเช่นกัน เขาจึงดูดซับผลึกแก่นพลังได้”
“ข้าเคยเห็นพลังกลืนกินมาแล้วก็เยอะ แต่ไม่เคยเจออะไรน่ากลัว
จนกลืนการโจมตีมากมายเพียงนี้ได้มาก่อนเลย!”
ทุกสายตาที่มองมายังไป๋ฟานแปรเปลี่ยนไป
ไป๋ฟานซ่อนตัวแนบเนียนเกินไป เขาแสร้งทำตัวเป็นผู้ฝึกตน
ธรรมดา เกาะกระโปรงสตรีใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่ปรากฏว่าทุกสิ่งล้วน
เป็นเพียงมายา นี่ต่างหากไป๋ฟานที่แท้จริง
พวกเขาทึกทักไปแล้วว่า ‘ไป๋ฟาน’ คืออัจฉริยะผู้มากแผนการสุด
ขั้ว และจงใจซ่อนความแข็งแกร่งแท้จริงตลอดมา
เมื่ออวี๋ซ่วยผู้มีผมสีเขียวซึ่งรอดูความบรรลัยของ ‘ไป๋ฟาน’ อยู่
เห็นหลุมดำมหึมาอันน่าสะพรึงกลัวนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็เหือด
หาย “เป็นไปไม่ได้… เป็นไปได้เช่นไรกัน…”
เจี่ยงซินอี๋ข้าง ๆ เขาก็อ้าปากหวอ กว้างเสียจนเกือบจะกลืนไข่
ห่านสองฟองลงไปได้ มิคาดเลยว่าไป๋ฟานจะแข็งแกร่งเพียงนี้ นาง
เกือบสงสัยแล้วว่าไป๋ฟานจะถูกชิงร่าง
พลังกลืนกินเป็นพลังอันแข็งแกร่งมากเสมอมา แต่พลังเช่นนี้มี
ความแข็งแกร่งแตกต่างกันในแต่ละคน พลังกลืนกินส่วนใหญ่สุด
แสนธรรมดา
แต่พลังกลืนกินที่ ‘ไป๋ฟาน’ ใช้อยู่ตรงหน้านี้แข็งแกร่งสุดขั้วอย่าง
เห็นได้ชัด
“รีบฆ่าเขาเร็ว มิเช่นนั้นผลึกแก่นพลังจะถูกเขากลืนไปสิ้น!”
หนึ่งในผู้ฝึกตนทั้งหลายตะโกนอย่างร้อนใจ
ปวงชนฟื้นจากความตะลึง รุมโจมตีกันอีกครั้งทันที
แม้ความแข็งแกร่งของไป๋ฟานจะทำให้พวกเขาตกใจ แต่เห็นได้
ชัดว่าไป๋ฟานยังไม่บรรลุพลังเขตแดน มิได้มีพลังต่อสู้ในจุดสูงสุดของ
ขอบเขตเดียวกัน จึงยังรับมือด้วยได้
ครั้งนี้ การโจมตีของปวงชนแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่ บางคนกระทั่ง
ใช้วรยุทธ์เซียน
เมื่อเห็นว่า ‘ไป๋ฟาน’ มีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้อยู่กับตัว ความครั่น
คร้ามริษยาก็ปรากฏในหัวใจบางบุคคล หากว่าถึงเหตุผลที่พวกเขา
คิดกำจัดอีกฝ่าย ก็มิใช่แค่อยากได้ผลึกแก่นพลังอย่างเดียวแล้ว
ต่อหน้ายอดฝีมือมากมายเช่นนี้ เจียงผิงอันทนได้ไม่นานเลย
เขาใช้หนึ่งมือควบคุมหลุมดำเข้าสกัดการโจมตี ขณะที่อีกมือชู
ขึ้นสู้ฟ้า โคจรปราณเซียนสุดกำลัง ปราณเซียนในตัวเขาเคลื่อน
ทะลักบ้าคลั่ง กล้ามเนื้อและเส้นเลือดตึงเกร็ง สุญตารอบข้างสะท้าน
สั่นรุนแรง
“อ๊าก!”
เจียงผิงอันแผดเสียงสนั่นคอ ประหนึ่งเจ็บปวดสุดแสน
“เขาทำอะไรนี่?”
เมื่อเห็นเจียงผิงอันชูไม้ชูมือ ท่าทางเจ็บปวดสุดแสน ผู้ฝึกตน
หลายคนก็ขมวดคิ้ว สีหน้าเปี่ยมความงุนงง
“คลื่นพลังเซียนกระเพื่อมแรงเช่นนี้ เหมือนเขากำลังใช้วิชาอะไร
บางอย่างอยู่นะ”
“เขาจะใช้วิชาใดก็ช่าง เรามีกันตั้งมากมาย เขาคนเดียวจะสยบ
ได้หรือ? ไม่ต้องอ้อมค้อม เราทุ่มกำลังสุดฝีมือรุมโจมตี ทะลวงพลัง
กลืนกินของเขากันเถอะ!”
หลุมดำของเจียงผิงอันกลืนทุกการต่อสู้ มิอาจทำร้ายเขาได้เลย
แต่ก็ใช่ว่าจะทำลายมิได้เสียทีเดียว
ขณะที่ปวงชนกำลังจะทุ่มกำลังโจมตีสุดแรง เจียงผิงอันพลันแผด
เสียง “หล่นมาซะ!”
ปวงชนดูสับสน เขาตะโกนอะไรของเขา?
ตู้ม!
เกิดเสียงคำรามดังสนั่นจากเบื้องบน เลื่อนลั่นคลับคล้ายฟ้าถล่ม
สะท้านสะเทือนเป็นหมื่นลี้
ผู้ฝึกตนทั้งปวงพากันแหงนหน้ามอง
แล้วก็เห็นใบต้นโลกาขนาดเท่าผืนทวีปใบหนึ่งร่วงลงมาทางพวก
เขา
มิต้องสงสัยเลยว่านี่คือฝีมือเจียงผิงอัน
วิชาลับโน้มถ่วงที่เสี่ยวเซียงเป็นผู้สร้าง ‘วิชาดึงดารา’
เป็นไปตามชื่อของมัน วิชานี้หน่วงดึงดวงดาวลงมาได้
หากใช้วิชาอื่น เจียงผิงอันจะมิอาจหยุดการโจมตีของยอดฝีมือ
ร่วมระดับมากมายเพียงนี้ได้เลย เขาจึงทำได้เพียงยืมอำนาจจากวัตถุ
ภายนอก
และใบต้นโลกาเหนือศีรษะเขานี่แหละ วัตถุภายนอกอันประเสริฐ
สุด
ผู้ฝึกตนทั้งหลายผงะ เหงื่อไหลโชกชโลมหน้าผาก ร่างทึ่มทื่อสติ
หลุด เริ่มสับสนในชีวิตตามกัน
ไป๋ฟานถึงกับหักใบต้นโลกาลงใบหนึ่ง!
“โกยสิ! เผ่นเร็ว!”
ไม่รู้ผู้ใดตะโกนขึ้น แต่นั่นก็ทำให้ผู้ฝึกตนทั่วสมรภูมิขั้นต้นระดับ
เขตแดนร่างสะท้านเฉียบพลัน เร่งปราณเซียนสุดกำลังแล้วเผ่นหนี
เต็มความเร็ว
หากใบไม้ซึ่งใหญ่ดุจทวีปนี้ฟาดลงใส่ตัว ต่อให้ไม่ตายก็สาหัส
เป็นแน่!
“ร่วง!!”
มือซึ่งยกสู้ฟ้าของเจียงผิงอันฟาดลงอย่างรุนแรง ใบไม้มหึมาเร่ง
ความเร็วกระแทกลง
ตู้ม!!
ยามใบไม้ใหญ่ดุจแดนทวีปทั้งสองปะทะกัน ใบไม้ทั้งสองต่าง
ระเบิดเสียงสนั่นลั่น คลื่นอากาศจากมันพัดตัวผู้ฝึกตนทั้งหลาย
กระเด็นไปทันที
ผู้ฝึกตนจากสมรภูมิอื่นหยุดต่อสู้ มองสิ่งที่เกิดขึ้นในสมรภูมินี้กัน
ตาค้าง
ในสุญตาอันคลุ้งไปด้วยฝุ่นควัน ชายผู้หนึ่งยืนถือหลุมดำในหนึ่ง
มือ อีกมือยกใบไม้มหึมาอันขาดจากต้นไว้ลำพัง โดดเด่นเจิดจรัสดุจ
เซียนมนุษย์
ภาพนี้สลักลึกในใจปวงชน
เจียงผิงอันเงยหน้า กล่าวกับผู้อาวุโสใหญ่ซึ่งอยู่บนยอดต้นโลกา
“ผู้อาวุโสใหญ่ คนอื่น ๆ ออกจากสมรภูมิกันหมดแล้ว ถือได้ว่าถูกตัด
สิทธิ์ ศึกในสมรภูมินี้จบได้แล้วกระมัง”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนขั้นต้นระดับเขตแดนทั้งหลายพลันร้อนใจ
โดยเฉพาะอัจฉริยะทั้งหลาย พวกเขายังไม่ทันลงมือ ศึกจะจบได้
อย่างไร?
“จบอะไร ศึกนี้ไม่มีกฎตัดสิทธิ์ยามออกจากสมรภูมิสักหน่อย”
“นั่นสิ นี่เพิ่งวันที่สี่ของการปราชัน วันนี้กับวันพรุ่ง ยังมีเวลาอีก
สองวันต่างหาก!”
“เจ้ามันตัวอะไร คิดว่าตัวเองเลิศล ้านักหรือไร?”
ตัวตนสูงสุดในขั้นต้นระดับเขตแดนล้วนพร้อมลงมือ สั่งสอนเจ้า
คนหยิ่งผยองนี่สักหน่อย
“หยุดมือ”
หนึ่งเสียงดังมาจากบนยอดต้นโลกา
ผู้อาวุโสใหญ่ฟื้นจากอาการตะลึง เอ่ยปากหยุดการต่อสู้ กระทั่ง
เขาเองยังตกใจ
มิคาดเลยว่าในสำนักจะมีอัจฉริยะเช่นนี้ซ่อนตัวอยู่
ไม่ว่าจะเป็นพลังกลืนกินที่คนผู้นี้ใช้ หรือกฎแรงโน้มถ่วงของเขา
ก็ดี ทุกสิ่งล้วนแสนสะดุดตา
ผู้อาวุโสใหญ่ถานกว่างโซ่วเดินลงมาตรงหน้าเจียงผิงอัน “เจ้า
ชื่ออะไร?”
“เรียนผู้อาวุโสใหญ่ ข้าชื่อไป๋ฟาน”
เจียงผิงอันเก็บพลังกลืนกิน วางใบไม้ขาดลง แล้วกุมกำปั้น
คารวะผู้อาวุโสใหญ่
“มีอาจารย์หรือไม่?” ถานกว่างโซ่วถาม
“เรียนผู้อาวุโสใหญ่ ข้าซ่อนพรสวรรค์ไว้ตลอดมา จึงไร้อาจารย์
สอนสั่ง” เจียงผิงอันตอบกลับ
ถานกว่างโซ่วลูบเครายิ้ม ๆ จ้องมองเจียงผิงอันอย่างพอใจ “เจ้า
เต็มใจกราบข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ หลังรับเจ้าเป็นศิษย์ ข้าจะไม่รับ
ศิษย์ผู้ใดอีก เจ้าจะเป็นศิษย์คนสุดท้ายของข้า”
ใบหน้าของเจียงผิงอันเผยความ ‘ลิงโลด’ “ศิษย์ไป๋ฟาน คารวะ
อาจารย์!”
เจียงผิงอันสุดแสนจนใจ ทำไมตาเฒ่าเหล่านี้ถึงชอบรับศิษย์กัน
นักหนอ?
คนสุดท้ายที่ให้เขากราบอาจารย์ก็เพิ่งถูกเขาฆ่าหลานไปหมาด
ๆ