สู่วิถีอมตะ - บทที่ 667 เสี้ยมสุมกระพือไฟ
ก่อนจะเข้าร่วมการประลองจัดอันดับในสำนักเซียนเทียนหลาน
เจียงผิงอันออกไปนอกสำนักแล้วปล่อยร่างจริงออกมา
เขาหายตัวไปเป็นสิบๆ ปี สำนักเซียนอวี่หวงคงคิดว่าเกิดเรื่อง
อะไรขึ้นกับเขาแล้ว ต้องกลับไปรายงานสถานการณ์
แม้เขาจะมิได้อยู่ฝึกฝนในสำนักเซียนอวี่หวงนานนัก แต่เขาก็มี
ความรู้สึกเหนียวแน่นกลมกลืนกับที่นั่น
นอกจากผู้อาวุโสและผู้ฝึกตนจำนวนน้อยนิด ผู้อาวุโสและศิษย์
พี่ชายหญิงคนอื่น ๆ ล้วนเมตตา ดูแลเขาเป็นอย่างดี
เมื่อปล่อยร่างจริงออกไป อวตารกลืนสวรรค์ของเจียงผิงอันก็
กลับสำนักเซียนเทียนหลาน เข้าไปยังลานประลองของสำนักเซียน
เทียนหลาน
มีผู้คนอยู่ที่นี่มากมาย และมีคนประลองกันในสมรภูมิอาคมมิติ
หลายแห่ง เสียงโห่ร้องดังกระหึ่ม
เจียงผิงอันหาอาคมสมรภูมิขั้นต้นระดับเขตแดน ขณะกำลังจะไป
ชมศึก หนึ่งเสียงแว่วหวานก็ดังขึ้นข้างตัวเขา
“เสี่ยวไป๋ มิได้พบกันนานเลย การฝึกฝนเป็นเช่นไรบ้าง?”
เจี่ยงซินอี๋ยังคงแต่งกายเหมือนกาลก่อน สวมชุดกระโปรงสีน ้า
เงิน เสื้อทั้งส่วนหน้าส่วนหลังเหมือนถูกมีดกรีดผ่า เผยสะดือและแผ่น
หลังเรียบเนียนชัดเจน
หลังจากฝึกฝนเนิ่นนาน เจียงผิงอันก็เกือบลืมสตรีผู้นี้ไปแล้ว เขา
ต้องคิดอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะจำได้ว่านางเป็นใคร
สตรีผู้นี้มีสัมพันธ์กับไป๋ฟาน ครั้งก่อนที่พบหน้า ไป๋ฟานถูกนาง
ใส่ร้ายจนเกือบต้องสู้กับยอดฝีมือขั้นกลางระดับเขตแดน
เจียงผิงอันคร้านจะสนใจนาง ตั้งอกตั้งใจชมศึกต่อไป
เมื่อเห็นสายตาเมินเฉยของเจียงผิงอัน เจี่ยงซินอี๋ก็รู้สึกอึดอัดใน
อก ผู้ชายตัวเหม็นนี่เล่นละครเก่งเสียจริง ก่อนหน้านี้เคยชอบนาง
มากมาย แต่ยามนี้กลับทำเมินไม่เห็นหัว
เจี่ยงซินอี๋พยายามสะกดความไม่พอใจไว้ในอกอย่างเต็มที่ ‘ไป๋
ฟาน’ ยามนี้เป็นศิษย์ผู้อาวุโสใหญ่ พรสวรรค์ดีเยี่ยม ภายหน้าอาจมี
ความสำเร็จเลิศล ้า ควรค่าให้ลงทุนล่วงหน้า บางทีอาจเป็นผลดีต่อ
นาง
ต้นขาของนางสัมผัสขาเจียงผิงอันเบา ๆ ปากเอ่ยว่า “เสี่ยวไป๋
ช่วงนี้พี่หญิงได้วิชาใหม่ สามารถทำให้ร่างกายแขนขาระทวยท่าไหน
ก็ได้ เจ้าอยากไปลองดูที่บ้านพี่หญิงหรือไม่?”
“เจ้าน่ารำคาญมากเลย ไสหัวไปได้หรือไม่?”
เจียงผิงอันกล่าวกับสตรีผู้นี้อย่างเฉยชา
รอยยิ้มบนใบหน้าเจี่ยงซินอี๋ค่อย ๆ เลือนหาย นางก็มีความทะนง
ในใจเช่นกัน การไม่เห็นหัวนางซ ้า ๆ ก็ทำให้นางอับอายยิ่ง
“ไป๋ฟาน เจ้าคิดว่าทันทีที่ได้ดีก็จะเมินทุกสิ่งได้หรือ? คิดจริง ๆ
หรือว่าข้าพินอบพิเทากับเจ้า?”
เจียงผิงอันคลับคล้ายไม่ได้ยินอะไร จับจ้องการประลองที่ลาน
ประลองต่อไป
สำหรับเขา การดูคนประลองกันก็เป็นการฝึกฝนเช่นกัน
เมื่อเห็นตนถูกเมิน เจี่ยงซินอี๋ก็เดือดดาลอกแทบระเบิด สารเลวนี่
คิดจริง ๆ หรือว่าตัวเองเลิศล ้า จะเมินใครก็ย่อมได้
ดวงตาของเจี่ยงซินอี๋วูบไหวสองรอบ แล้วชี้เจียงผิงอัน ปาก
ตะโกนให้ปวงชนได้ยินทั่วกัน “ไป๋ฟานบอกว่าทุกคนเป็นขยะ คิดจะ
พิชิตทุกผู้ให้ราบคาบแน่ะ!”
สายตาปวงชนพากันมองตามนิ้วเจี่ยงซินอี๋มายังเจียงผิงอัน
ทุกคู่เนตรหามีความเป็นมิตรไม่
“ใครมันระห ่าจนจะพิชิตปวงชนนะ?”
“ข้าก็ว่าผู้ใดเสียสติ ที่แท้ก็เป็นไป๋ฟานผู้กราบผู้อาวุโสใหญ่เป็น
อาจารย์นี่เอง เริ่มกร่างแล้วสินะ”
“คิดว่ามีความสำเร็จเล็กน้อย ก็จะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ?”
กระทั่งอัจฉริยะสูงสุดทั้งหลายยังมิกล้าพูดเรื่องระห ่าเพียงนี้ต่อ
สาธารณะ ในโลกหล้าอันชีวิตคนเป็นเช่นต้นหญ้า ความลำพองนั้น
ฆ่าคนได้
ไป๋ฟานฝึกฝนมากี่ปีเชียว กล้ากร่างกำแหงเพียงนี้ มิใช่รนหาที่
ตายหรือ?
เพื่อป้องกันมิให้ ‘ไป๋ฟาน’ อธิบายสถานการณ์ เจี่ยงซินอี๋จึงรีบ
พูดว่า “ไป๋ฟาน เมื่อครู่เจ้าพูดเรื่องระห ่าเช่นนี้ออกมา คงกลับคำมิได้
กระมัง?”
วาทะของนางปิดทางหนีของเจียงผิงอันไปทันที ไม่ว่าเจียงผิงอัน
จะอธิบายเช่นไร ผู้คนก็จะไม่เชื่อ ต่อให้ไม่ยอมรับ ปวงชนก็จะคิดว่า
เขาพูด แม้เขาจะไม่ได้พูดจริง ๆ ก็ตามที
เจี่ยงซินอี๋กอดอกมองเจียงผิงอันอย่างท้าทาย ราวจะพูดว่า: มา
กำเริบกับแม่ ดูซิจะกร่างได้แค่ไหน
เปรี้ยง!
ร่างหนึ่งพลันพุ่งออกจากอาคม ร่วงลงเสียงดังตรงหน้าเจียงผิง
อัน
อึดใจต่อมา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในอาคม
“ไป๋ฟาน ในเมื่อเจ้าคิดพิชิตปวงชน งั้นก็มาพิชิตข้าก่อนนี่มา ข้า
มีบัญชีจะสะสางกับเจ้าอยู่พอดีเชียว”
ในอาคม ชายผู้หนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองจ้องมองเจียงผิง
อันด้วยสายตาราวกับสัตว์ร้าย ม่านตาของเขาหดบีบเป็นเส้นตั้ง
ปวงชนหันมองชายผู้ปกคลุมด้วยเกล็ดสีทองทันที
“นั่นเคอเหมิ่ง หากเขาจะเล่นงานไป๋ฟานล่ะก็ ไป๋ฟานก็จบเห่แน่”
เคอเหมิ่งดุร้ายเช่นนามเสนอ*[1]
เพื่อพัฒนาพละกำลังของเขา เขาดูดซับรากฐานสัตว์ภูตมาเกิน
นับ ทำให้ร่างของเขาเริ่มแปรเปลี่ยนคล้ายปีศาจ
ทั่วทั้งสำนักเซียนเทียนหลาน ในหมู่ศิษย์ขั้นต้นระดับเขตแดน
หากพละกำลังของเคอเหมิ่งถูกกล่าวว่าเป็นรอง ก็ไร้ผู้ใดกล้าประกาศ
ตัวเป็นอันดับหนึ่ง
“จริงสิ ข้าจำเรื่องหนึ่งขึ้นได้!”
ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเหมือนจำอะไรได้ เขาโพล่งขึ้นว่า “ในศึกชิง
ผลึกแก่นพลังในจุลภพเทพโบราณ เพราะไป๋ฟานใช้ใบต้นโลกาฟาด
ใส่เคอเหมิ่ง เคอเหมิ่งเลยไม่ได้ผลึกแก่นพลัง หากเป็นปกติแล้ว เคอ
เหมิ่งต้องได้ผลึกแก่นพลังมาแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าปวงชนก็แปรเปลี่ยนพิกล ดูราวจะมีเรื่อง
สนุกให้ดู
ทำเคอเหมิ่งพลาดโอกาสยิ่งใหญ่เช่นนี้ ก็เดาได้ว่าขณะนี้
อารมณ์ของเคอเหมิ่งเป็นเช่นไร
เจี่ยงซินอี๋เสี้ยมสุมกระพือไฟ “พี่เคอเหมิ่ง เมื่อครู่ไป๋ฟานก็พูดถึง
เจ้าลับหลัง บอกว่าพละกำลังของเจ้ามีไว้แค่อวดโอ่ ด้อยกว่าเขามาก
นัก”
ใบหน้าอันปกคลุมด้วยเกล็ดของเคอเหมิ่งยิ่งบูดบึ้ง “งั้นหรือ
เช่นนั้นข้าก็ขอดูหน่อยว่าเจ้าไป๋ฟานสามารถแค่ไหน”
“หากเอาชนะเจ้าได้ ข้าจะมีคุณสมบัติพอไปปราชันชิงผลเต๋า
วิญญาณเซียนที่ดินแดนลับจันทร์มายาหรือไม่?”
เจียงผิงอันถามอย่างสุขุม ใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ ราวไม่สนใจอะไร
เลย
“ฮ่า ๆ เอาชนะข้า? ข้าอยู่ในอันดับเก้าของระดับในสำนักเซียน
เทียนหลานเรา เจ้ายังอยากเอาชนะข้าเนี่ยนะ?” เสียงหัวเราะบ้าคลั่ง
ของเคอเหมิ่งเปี่ยมความเย็นเยียบ รู้สึกเหมือนอีกฝ่ายกำลังดูถูกเขา
“อันดับเก้า? เช่นนั้นก็ดี”
เจียงผิงอันเหินเข้าไปในม่านอาคม
ขอเพียงติดสิบอันดับแรกของระดับ ก็จะมีโอกาสไปยังดินแดน
ลับจันทร์มายา อีกฝ่ายอันดับเก้า ย่อมสามารถไปยังดินแดนลับจันทร์
มายาได้
นี่จะเป็นการต่อสู้ระหว่างเจียงผิงอันกับยอดฝีมือร่วมขอบเขตใน
ภพเซียนอย่างแท้จริง
การปราชันรอบก่อนในสำนักเซียนอวี่หวงเป็นเพียงการประมือ
ระหว่างศิษย์ใหม่ พวกเขายังต่างชั้นกับอำนาจต่อสู้สูงสุดโดยแท้จริง
เหล่านี้นัก
ทุกสายตาหันไปจ้องสมรภูมิ
“เจ้าว่าไป๋ฟานจะรอดได้นานแค่ไหน?”
“เขาถูกผู้อาวุโสใหญ่ชี้นำมาเป็นสิบ ๆ ปี น่าจะมีความคืบหน้า
บ้างแหละ แต่ก็ยังยากจะต่อกรกับเคอเหมิ่ง ทนได้สักหนึ่งชั่วละเลียด
ชาก็ไม่เลวแล้ว”
“พลังกลืนกินของไป๋ฟานแข็งแกร่งมากก็จริง แต่สำนักเซียนเรา
ไม่มีวิชาเซียนสายกลืนกินใด ๆ นับว่าเขาเสียเปรียบ หาไม่ไป๋ฟานคง
แผลงฤทธิ์ดี ๆ ได้แน่”
มีคนมากมายได้เห็นพลังกลืนกินของเจียงผิงอันมาก่อน มัน
แข็งแกร่งมากจริง ๆ แต่เวลาการฝึกฝนของเขาสั้นเกินไป ไม่มีวรยุทธ์
ที่เข้าคู่ได้ จึงแทบไม่มีทางเอาชนะเคอเหมิ่งได้เลย
ในสนามรบ ดวงตาดุจสัตว์ร้ายของเคอเหมิ่งจับจ้องเจียงผิงอัน
ราวพินิจเหยื่อ
“เจ้าลงมือก่อนเลย ข้าขอดูพลังกลืนกินของเจ้าหน่อย หาไม่ เจ้า
จะไม่มีโอกาสลงมือแล้ว”
แม้เคอเหมิ่งจะดูแคลนวาจาของเจียงผิงอัน แต่แท้จริงเขามิได้
ประเมินอีกฝ่ายต ่า และอยากพินิจฝีมืออีกฝ่ายก่อน
“ตามใจเจ้า”
เจียงผิงอันปลดปล่อยเขตแดนกลืนกิน แสงสีดำแผ่ออกไปรอบ
ข้างโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
เขตแดนกางพาดแดนดินใต้เท้าเขา กลืนกินทุกสิ่งลงในพริบตา
กระทั่งแสงเงายังมิหลงเหลือ!
เพียงพริบตา ปราณเซียนในอาคมก็หายสิ้นไม่หลงเหลือ พลัง
ของอาคมเองยังถูกดูดซับ
เห็นเช่นนี้ ปวงชนล้วนตกตะลึง
พลังกลืนกินร้ายกาจอะไรเพียงนี้!
ราวจะกลืนกินได้ทุกสิ่ง!
[1] ชื่อ ‘เหมิ่ง’ 猛 แปลว่าดุร้าย โหดเหี้ยมป่าเถื่อน แต่ก็เป็นคำ
สแลงเชิงชมเช่น ‘อย่างโหด’ ในภาษาไทยได้เช่นกัน