สู่วิถีอมตะ - บทที่ 668 ลักษณ์สามสัตว์เทพ
เมื่อเขตแดนกลืนกินขยายตัว สรรพสิ่งรอบข้างก็ปลาสนาการ
เยี่ยงถูกโลกหล้าอันมืดมิดกลืนกิน ความมืดกลับกลายเป็นสีอัน
เด่นชัดเกินใด
เจียงผิงอันยืนในหลุมดำ ราวเป็นผู้อยู่เหนือสรรพสิ่ง
สีหน้าของเคอเหมิ่งเคร่งขรึม พลังกลืนกินของไป๋ฟานแข็งแกร่ง
มากจริง ๆ มิอาจประเมินต ่าได้เลย
แต่เขาก็ยังไม่กลัว
เคอเหมิ่งกางเขตแดน เงาร่างสัตว์ร้ายสามตัวปรากฏขึ้นรอบกาย
เขา ปราณปีศาจคละคลุ้ง ร่างแผ่บรรยากาศทรงพลัง
นี่คือสัตว์เทพสามตน
หนึ่งสัตว์เทพอันมีปีกกว้าง ร่างสีดำราวนกกาบางชนิด
สัตว์เทพตนที่สองมีร่างมหึมาเช่นขุนเขา ทอดไกลนับสิบลี้ ให้
ความรู้สึกกดดันหนักหนายากหายใจ
สัตว์เทพตนที่สามร่างปกคลุมด้วยเกล็ด ดูประหนึ่งมังกรในภพ
แร้นแค้น แผ่แรงกดดันไร้สิ้นสุด
สัตว์เทพทั้งสามรายล้อมด้วยรัศมีเรืองรอง ยืนตระหง่านใน
สมรภูมิ ปวงชนมิกล้ามองมันตรง ๆ
เขตแดนของเคอเหมิ่งพิเศษอยู่นิดหน่อย มันมิใช่เขตแดนธาตุ
ธรรมชาติหรือเขตแดนกลายสภาพใด ๆ แต่เป็นเขตแดนพิเศษซึ่งดูด
ซับมาจากเขตแดนของสัตว์เทพ นอกจากจะใช้พลังของสัตว์เทพ
สยบศัตรู ยังใช้เสริมพลังให้ตนเองได้ด้วย
“อีกไม่ช้า ไป๋ฟานก็จะต้องชดใช้ต่อความอวดดีของเขา”
ปวงชนรู้จักเคอเหมิ่งดี เขาเป็นผู้ฝึกกายาระดับสูงสุดในขั้นต้น
ระดับเขตแดน สร้างเขตแดนแห่งกำลังแบบใหม่ขึ้นมา กระทั่งผู้อาวุโส
ทั้งหลายในสำนักยังประเมินเคอเหมิ่งไว้สูง
นอกจากนั้น เคอเหมิ่งยังไร้ปรานี ทุกครั้งที่เขาสู้ ศัตรูจะพิการไม่
ก็ถูกฆ่าทุกคราวไป
วูบ~
ภาพฉายวิหคเทพสีดำดุจหมึกผสานเข้ากับเคอเหมิ่ง ซี่เกล็ดบน
ตัวเคอเหมิ่งแปรเป็นขนนก ปีกคู่หนึ่งปรากฏเบื้องหลัง
นี่คือลักษณะพิเศษของขอบเขตของเคอเหมิ่ง เขาสามารถยืม
พลังของสัตว์เทพได้
เพียงปีกโบกสะบัด เคอเหมิ่งก็หายไปจากที่ในพริบตา
พริบตาต่อมา เคอเหมิ่งก็เข้ามาหาเจียงผิงอันในเขตแดนกลืน
กิน ออกหมัดใส่ศีรษะเจียงผิงอันแรงจนเสียงแหวกอากาศดังสนั่น
เคอเหมิ่งเป็นผู้ฝึกกายา การต่อสู้ปราชิดตัวคือจุดแข็งของเขา
และบังเอิญ การต่อสู้ปราชิดก็เป็นจุดแข็งของเจียงผิงอันเช่นกัน
นอกจากมีพรสวรรค์กลืนกิน อวตารกลืนสวรรค์นี้ก็มีรากเซียน
อัสนีหยิน แม้จะมิได้ใช้อัสนีหยิน พลังป้องกันของเขาก็ยังแข็งแกร่ง
เจียงผิงอันมิได้หลบ ออกหมัดเข้ารับทันที
เปรี้ยง!
ทั้งสองปะทะกัน พลังมหาศาลระเบิดออกมาโดยพลัน กระแส
ปราณชัดเจนจนตาเนื้อก็มองเห็นแผ่สู่ทั่วทิศโดยมีทั้งสองเป็น
ศูนย์กลาง
เคอเหมิ่งผสานกับภาพฉายมังกรเทพทันที กล้ามเนื้อของเขาปูด
โปน ขนนกกลายเป็นเกล็ดทอง พละกำลังทวีตัว ฟาดเจียงผิงอัน
กระเด็นไปในหมัดเดียว
เคอเหมิ่งเหวี่ยงหมัดอย่างบ้าคลั่ง แต่ละหมัดคลับคล้ายจะบิด
เวหาร่ายระบำ แผลงฤทธิ์ทำลายล้างชวนสะพรึง
เจียงผิงอันมิอาจใช้หมัดทำลายล้างกับพลังอื่น ๆ ได้ พละกำลัง
ของเขาด้อยกว่าอีกฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด จึงต้องถอยร่นไปครั้งแล้ว
ครั้งเล่า
หมัดของเขาเบี้ยวผิดรูป เนื้อฉีกขาดกระจายหล่น เผยกระดูก
ขาวโพลน
ใบหน้าของเหล่าผู้ชมราวจะพูดว่า ‘กะแล้วเชียว’
“ไป๋ฟานสู้เคอเหมิ่งมิได้จริง ๆ ความต่างชั้นนั้นชัดเจน”
“อะไรล่ะ ไป๋ฟานก็แค่ขยะ ข้าก็เอาชนะไป๋ฟานได้”
“เมื่อครู่ข้าบอกว่าไป๋ฟานจะทนได้หนึ่งชั่วละเลียดชา ประเมินเขา
สูงไปแท้ ๆ”
ผลงานของ ‘ไป๋ฟาน’ ทำให้ทุกคนไม่พอใจยิ่ง ต ่ากว่าคาดหมาย
โดยสิ้นเชิง พรสวรรค์เสียของเปล่าแท้ ๆ
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น ด้วยพรสวรรค์กลืนกินนี้ จะเป็นเลิศใน
ขอบเขตเดียวกันได้แน่นอน
“เทียบข้ายังไม่ได้ ขยะเอ๊ย”
เจี่ยงซินอี๋กอดอก จงใจถ่ายทอดกระแสปราณหาเจียงผิงอัน
เมื่อเห็นเจียงผิงอันถอยหนีในสภาพสะบักสะบอม ขณะที่ปวงชน
คิดว่าศึกจะจบอยู่แล้วนั้น เคอเหมิ่งพลันถอยหนีจากเจียงผิงอัน
ปวงชนต่างงุนงง เคอเหมิ่งถอยทำไม ไฉนมิจัดการ ‘ไป๋ฟาน’ เสีย
เดี๋ยวนี้?
ยังอยากทรมานเขาต่อไปอีกนิดหรือ?
“ศึกนี้ดูจะไม่จบเร็วเพียงนั้นนะ”
ผู้ฝึกตนผมขาวในชุดขาวผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาสวมหน้ากาก
ทองปกปิดใบหน้า แต่จากรูปลักษณ์ก็ทราบได้ว่าเป็นบุรุษ
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ปวงชนล้วนตกใจ
โอวหยางลั่วเสวี่ย!
บุคคลอันดับหนึ่งในขั้นต้นระดับเขตแดน!
ไร้ผู้ใดเคยเห็นใบหน้าของเขา ลึกลับเป็นอย่างยิ่ง ทราบเพียงว่า
เขาเป็นบุตรเจ้าสำนัก พรสวรรค์ล ้าเลิศสุดขั้ว
เรื่องสำคัญคือ เขาอายุเพียงสิบหกปี
เมื่อครู่โอวหยางลั่วเสวี่ยว่าอะไรนะ? ศึกนี้จะไม่จบเร็วนัก? ทำไม
กัน?
ด้วยพลังต่อสู้ห่วยแตกของไป๋ฟาน ผู้ฝึกตนลือนามผู้ใดก็กำจัด
เขาได้ มิต้องพูดถึงอันดับเก้าอย่างเคอเหมิ่ง
ในสมรภูมิ ใบหน้าของเคอเมิ่งบูดบึ้ง จับจ้องเจียงผิงอัน “ที่แท้
การสัมผัสตัวเจ้าก็ถูกดูดพลังได้เหมือนกัน พรสวรรค์แข็งแกร่งมาก
นัก”
“ปราณเซียนในตัวเคอเหมิ่งถึงกับหายไปหนึ่งส่วน!”
ยามนี้เอง ปวงชนจึงตระหนักว่าสองฝ่ายเพิ่งประมือเพียงประเดี๋ยว
แต่ปราณเซียนของเคอเหมิ่งกลับหายไปหนึ่งส่วน
หากเป็นปกติ สู้กันหนึ่งวัน ก็ใช่ว่าปราณเซียนจะหายครบส่วน
นอกจากนั้น ปราณเซียนทั่วทั้งลานประลองยังถูกไป๋ฟาน
ดูดกลืนไปหมดแล้ว เคอเหมิ่งมิอาจเติมปราณเซียนได้เลยหากไม่กิน
โอสถ
แต่หากใช้โอสถ ก็จะเท่ากับฝืนกฎการประลอง
พลังกลืนกินนี้น่ากลัวนัก
ยามนี้เอง ปวงชนจึงตระหนักอย่างถ่องแท้ว่าพลังกลืนกินของ
‘ไป๋ฟาน’ น่ากลัวเพียงไร
“แค่นั้นเองหรือ? เป็นถึงอันดับเก้า ควรมีพลังต่อสู้มากกว่านี้เยอะ
สิ”
เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ เขายืดตัวตรง แล้วบาดแผลบนตัวก็
เยียวยาอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจการสิ้นเปลืองปราณเซียน
เคอเหมิ่งหรี่ตา “เดี๋ยวก็รู้ว่าเจ้าดูดพลังไวกว่า หรือข้าฆ่าเจ้าไว
กว่า!”
เขารู้ว่าหากยังเปลืองพลังไปเช่นนี้ ปราณเซียนของเขาจะถูก
เจียงผิงอันสูบไปหมดแน่
เขาเร่งพลังต่อสู้ถึงขีดสุดโดยพลัน เดิมพันว่าจะพิชิตอีกฝ่ายได้
ก่อน
เขาโคจรพลังทั่วกายถึงขีดสุด ภาพฉายสัตว์เทพทั้งสามล้วน
ผสานเข้าในกาย
เพียงพริบตา เคอเหมิ่งก็กลายสภาพเป็นยักษ์ใหญ่สูงยี่สิบลี้ มีปีก
สีดำดุจหมึกย้อมกางออกเบื้องหลัง ร่างปกคลุมด้วยเกล็ดมังกร
นี่คือลักษณ์อันแข็งแกร่งที่สุดของเขา
ในลักษณ์สามสัตว์เทพ ต่อให้เป็นโอวหยางลั่วเสวี่ยซึ่งมีพลังต่อสู้
อันดับหนึ่งในขอบเขตก็ยังเวียนเกล้า
ปวงชนล้วนลอบตกใจ เคอเหมิ่งทุ่มสุดตัวแล้วจริง ๆ ไป๋ฟาน
ถึงกับกดดันเขาได้ถึงเพียงนี้
เคอเหมิ่งกระพือปีกคู่มหึมาเบื้องหลัง ซัดคลื่นวายุถาโถม
ความเร็วมิได้ลดทอนลงตามขนาดตัวเลย กระทั่งไวกว่าเมื่อครู่ด้วย
ซ ้าไป
หนึ่งหมัดอันใหญ่เกินขุนเขาเหวี่ยงลงใส่เจียงผิงอัน
เจียงผิงอันใช้จุลศาสตร์ไร้ลักษณ์เพิ่มขนาดตัวของเขาขึ้น
แต่นั่นก็มิได้ผล เมื่อหมัดของเคอเหมิ่งเหวี่ยงลง เจียงผิงอันก็
กระเด็นถอย แขนของเขาบิดหัก
เห็นเช่นนี้ หัวใจอันจุกแขวนของเจี่ยงซินอี๋ก็คืนที่ แย้มยิ้มออกมา
อีกครั้ง
เกือบคิดแล้วเชียวว่าไป๋ฟานจะประมือเคอเหมิ่งได้จริง ๆ ไป๋ฟาน
ผู้นี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร จะมาเป็นยอดฝีมือสูงสุดได้อย่างไร
“พี่เคอเหมิ่งหล่อมาก! ฆ่าเจ้าคนไม่รู้จักประมาณตนนี่เลย!”
เจี่ยงซินอี๋อายุมากกว่าเคอเหมิ่ง แต่ก็ยังเรียกเขาเป็นพี่
เคอเหมิ่งจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง เตรียมจัดการเจียงผิงอันในอึดใจ
เดียวมิให้อีกฝ่ายสูบพลัง
ทันใดนั้น เจียงผิงอันยกมืออีกข้างขึ้น ดวงแสงสีขาวเรืองสว่าง
ปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ก่อนจะขยายขนาดเป็นหมื่นจั้งในพริบตา
เจียงผิงอันเหวี่ยงดวงแสงสีขาวนี้เข้าปะทะหมัดของเคอเหมิ่ง
ตู้ม!
เสียงปะทะดังสนั่นพร้อมแสงสว่างสาดจ้า อาคมมิติสั่นสะท้าน
รุนแรง
เคอเหมิ่งซึ่งพุ่งเข้ามาถูกฟาดกระเด็นกลับไปโดยทันที ขุนเขา
มากมายถูกขยี้เละราบคาบ
เจี่ยงซินอี๋ซึ่งส่งเสียงร้องโวยวายเงียบกริบไปทันที
ดวงตาปวงชนเบิกกว้างอย่างสุดเหลือเชื่อ