สู่วิถีอมตะ - บทที่ 669 พลังกลืนกินอันน่าสะพรึงกลัว
เหตุตาลปัตรเฉียบพลันนี้เกิดขึ้นโดยปวงชนมิทันตั้งตัว
ปวงชนคิดไปว่าไป๋ฟานจะถูกเคอเหมิ่งในลักษณ์สามสัตว์เทพ
พิชิตรอมร่อ
แต่เกินคาด เคอเหมิ่งเสียเองที่กระเด็นไปพร้อมบาดแผล!
เกล็ดบนหมัดของเคอเหมิ่งร่วงหลุด โลหิตหยาดหยด
ปวงชนมองมาที่ดวงแสงสีขาวตรงหน้าเจียงผิงอันอย่างสุดฉงนใจ
และเคร่งขรึม
“นี่มันอะไรกัน พลังทำลายล้างแข็งกล้าอะไรเช่นนี้ เป็นวรยุทธ์
อะไรหรือ?”
ทุกผู้ล้วนสัมผัสได้ว่าดวงแสงสีขาวตรงหน้าเจียงผิงอันแผ่ปราณ
แข็งแกร่งจนน่าขนลุกยิ่ง
เจียงผิงอันยกมือซ้ายขึ้น หลุมดำกลืนกินปรากฏลักษณ์แล้ว
ขยายตัวเฉียบพลันจนสมมาตรกับดวงแสงสีขาวในมือขวา
หนึ่งดำหนึ่งขาว สองสิ่งเชื่อมโยง ให้บรรยากาศประหลาดพิกล
ครั้งนี้ เจียงผิงอันเปิดฉากโจมตีก่อน เขาเงื้อหลุมดำกับดวงแสงสี
ขาวขึ้น ผลักเข้าไปหาเคอเหมิ่ง
เคอเหมิ่งเหวี่ยงหมัดโจมตีสุดกำลังทันที
สองฝ่ายประมืออย่างดุเดือด ทุกการปะทะกระเพื่อมคลื่นพลัง
มหาศาล
แม้ทั้งสองดูเหมือนสูสี แต่ผู้ใดที่สายตาดีสักหน่อยล้วนเห็นได้ว่า
ผู้เพลี่ยงพล ้าคือเคอเหมิ่ง
ทุกครั้งที่ปะทะกัน พลังในตัวเคอเหมิ่งก็ยิ่งลดน้อย ทั้งโลหิตซึ่ง
กระเซ็นจากกายยังถูกหลุมดำของไป๋ฟานกลืนกิน
หลังจากหลุมดำกลืนพลังเข้าไป การโจมตีของดวงแสงสีขาวก็
ยิ่งรุนแรง
หนึ่งดูดซับพลัง หนึ่งปลดปล่อยพลัง
เคอเหมิ่งอยากหาโอกาสจู่โจมตัวเจียงผิงอันตรง ๆ แต่ก็มิอาจ
โจมตีโดนได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นหลุมดำหรือดวงแสงสีขาวล้วนสามารถทั้งปัดป้องและ
โจมตี ไร้ที่ติอย่างถึงที่สุด
“ผลลัพธ์ปรากฏชัดเจน พรสวรรค์ทรงพลังและน่ากลัวยิ่งนัก
สำนักเซียนเทียนหลานได้กำลังต่อสู้ระดับสูงสุดมาอีกคนแล้ว”
โอวหยางลั่วเสวี่ยผู้สวมหน้ากากทองทิ้งวาทะไว้เช่นนี้ แล้วหัน
กายจากไป
เมื่อได้ยินคำประเมินของโอวหยางลั่วเสวี่ย ปวงชนล้วนแล้วตก
ตะลึง
พวกเขาย่อมรู้ว่านี่คือคำตัดสินผู้ใด
กระทั่งบุคคลอันดับหนึ่งในขั้นต้นระดับเขตแดนยังพูดว่า
‘พรสวรรค์ทรงพลังและน่ากลัวยิ่งนัก’ ซึ่งแสดงชัดว่าพรสวรรค์ของไป๋
ฟานแข็งแกร่งเพียงไหน
บนสมรภูมิ การต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายดำเนินต่อ
เคอเหมิ่งแข็งแกร่งมากจริง ๆ สามสัตว์เทพถูกผนวกสู่กาย ทำให้
เขาได้ความเร็วและพละกำลังไร้คู่เปรียบ ฤทธาสัตว์เทพนั้นช่างน่า
กริ่งเกรง
แต่พลังกลืนกินของไป๋ฟานน่ากลัวเกินไป
ทุกครั้งที่ปะทะ หลุมดำกลืนกินสีดำสนิทและเขตแดนกลืนกินจะ
ดูดซับพลังของเคอเหมิ่งไป
มิเพียงเท่านั้น ปราณเซียนในลานประลองก็ถูกไป๋ฟานกลืนกิน
ไปแล้ว เคอเหมิ่งจึงไร้หนทางฟื้นปราณเซียนใด ๆ
ขณะเดียวกัน ไป๋ฟานหาได้กังวลเรื่องสิ้นเปลืองพลังไม่ เขา
ปลดปล่อยพลังอย่างไร้การสงวนสำรวม
ศึกนี้เอนเอียงถล่มทลายในด้านอำนาจพรสวรรค์
นอกลานประลอง เจี่ยงซินอี๋อ้าปากกว้าง สีหน้าเหม่อลอยจิต
หลุด ใบหน้ามึนงงไม่อยากเชื่อ
“ไป๋ฟานแข็งแกร่งเพียงนี้ได้อย่างไร เหตุใดจึงแข็งแกร่งเพียงนี้…”
นี่มิใช่ไป๋ฟานที่นางเคยรู้จักเลย
ศึกนี้มิได้ดำเนินนานนัก ไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา ปราณเซียนใน
ตัวเคอเหมิ่งก็ถูกดูดซับไปหมด มิอาจคงลักษณ์สามสัตว์เทพได้อีก
และหวนคืนสู่สภาวะมนุษย์ธรรมดา
“ข้า… ยอมแพ้”
เคอเหมิ่งพูดอย่างยากลำบาก รวดร้าวขมขื่นยิ่ง
สำหรับกำลังต่อสู้สูงสุดของระดับ การยอมแพ้เป็นเรื่องน่าอายอยู่
สักหน่อยโดยแท้
แต่ก็ไม่มีทางสู้ต่อไปได้แล้ว
ผลการต่อสู้ครั้งนี้ผิดคาดและน่าตกใจอย่างยิ่ง
ปรากฏว่าไป๋ฟานเป็นผู้ชนะสุดท้าย
พรสวรรค์คนผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว
ปีศาจร้ายอีกนามปรากฏในสำนักเซียนเทียนหลานของพวกเขา
แล้ว
เจียงผิงอันเก็บดวงแสงสีขาว หลุมดำและเขตแดนกลืนกิน
กลับไป
เขาพอใจกับพรสวรรค์กลืนกินของตนนัก
บรรพชนจระเข้ที่ภพแร้นแค้นก็อาศัยพลังกลืนกินนี้ครองหนึ่งยุค
สมัยในกาลก่อน
ขณะนั้น มหาจักรพรรดิยังไม่เรืองฤทธิ์ ไร้ข้อจำกัดขอบเขตที่
มหาจักรพรรดิบัญญัติไว้ ความแข็งแกร่งของบรรพชนจระเข้ต้องอยู่
ในระดับเซียนแน่เชียว
และพรสวรรค์กลืนกินของเจียงผิงอันในขณะนี้ก็พัฒนาไปอย่าง
มากด้วยความช่วยเหลือของแก่นพลังต้นโลกา แข็งแกร่งขึ้นกว่า
พรสวรรค์ของบรรพชนจระเข้อย่างแน่นอน
เคอเหมิ่งกล่าวกับเจียงผิงอันอย่างไม่เต็มใจ “ข้ามิได้พ่ายเจ้า แต่
พ่ายแก่พรสวรรค์ของเจ้า!”
อีกฝ่ายมิได้ใช้วิชาใด ใช้เพียงพรสวรรค์บดขยี้เขาราบคาบ
เจียงผิงอันเมินข้ออ้างแก้ตัว “หากเจ้าไม่พอใจ ก็สู้ต่อได้นะ”
สีหน้าของเคอเหมิ่งแปรเปลี่ยนสองสามหน หลังพินิจเจียงผิงอัน
อย่างลึกล ้าครู่หนึ่ง ก็หันกายจากไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
เจียงผิงอันกล่าวกับผู้ฝึกตนด้านนอกเบา ๆ “ผู้ใดจะท้าทายอีก?”
ก่อนหน้านี้ สำนักเซียนเทียนหลานจัดการประลองคัดเลือกสิบ
อันดับแรกกันแล้ว ผู้ใดไม่พอใจผู้ฝึกตนสิบอันดับนี้ ก็สามารถมาท้า
ทายได้
หากท้าทายชนะ ก็จะได้อันดับของอีกฝ่ายมา
เจียงผิงอันในยามนี้เอาชนะอันดับเก้าเคอเหมิ่งลงได้ เขาจึงเป็น
อันดับเก้าแทน
เจี่ยงซินอี๋ฟื้นจากความตะลึง ชี้เจียงผิงอันพลางตะโกน “เขา
ไม่ใช่ไป๋ฟานแน่ ๆ! ไป๋ฟานมิได้แข็งแกร่งขนาดนี้เลย!”
การที่ไป๋ฟานแปรเปลี่ยนไปราวคนละคนเช่นนี้ ทำให้เจี่ยงซินอี๋
เริ่มสงสัยในตัวตนของไป๋ฟาน
“ดูเหมือนเจ้าจะท้าทายข้าสินะ”
เจียงผิงอันชำเลืองเจี่ยงซินอี๋อย่างเฉยชา หญิงงี่เง่าผู้นี้หาเรื่อง
เขาอยู่ได้ เห็นเขารังแกง่ายหรือไร?
เจียงผิงอันยกมือขึ้น แรงดูดมหาศาลปรากฏจากมือ ร่างของ
เจี่ยงซินอี๋ถูกลากเข้ามาในอาคมอย่างเกินควบคุม
เจี่ยงซินอี๋พลันเปลี่ยนสีหน้า เนินอกตรงหน้าสะท้านอย่างขวัญ
เสีย รีบร้อนตะโกนว่า “ข้ามิ…”
ยังพูดไม่ทันจบ หนึ่งหลุมดำก็ปรากฏขึ้นกลืนนางลงไป สรรพสิ่ง
หายสิ้นในพริบตา
“ผู้ใดจะท้าทายอีก?”
เจียงผิงอันกวาดสายตามองปวงชนรอบ ๆ อย่างเฉยชา
ผู้ซึ่งเมื่อครู่ล้อเลียนเขาเบนสายตาหนี มิกล้ามองมาทันที
กระทั่งเคอเหมิ่งยังปราชัย หากผู้อื่นไปก็จะถูกกลืนหายอย่าง
เจี่ยงซินอี๋ในทันที ไม่มีโอกาสขัดขืนแม้สักนิด
“ไป๋ฟาน! แกไอ้สารเลวฆ่าภรรยาข้า!”
อวี๋ซ่วยผู้มีเรือนผมดกสีเขียวเหินมาจากลานประลองอีกแห่งด้วย
สีหน้าเปี่ยมโทสะ เส้นผมสีเขียวปลิวไสว
“นางท้าทายข้าเองนะ การประลองจะเกิดอุบัติเหตุ บาดเจ็บล้ม
ตายก็ธรรมดานี่” เจียงผิงอันเพ้อเจ้อหน้าตาย
อวี๋ซ่วยผู้นี้เป็นหลานชายผู้อาวุโส มีสถานะสูงส่ง
แต่สถานะปัจจุบันของเจียงผิงอันในยามนี้เป็นศิษย์ใกล้ชิดของผู้
อาวุโสใหญ่ สถานะมิได้แย่ จึงหาเกรงกลัวไม่
“เหลวไหล! คนตั้งมากมายมองอยู่ เห็นชัดว่าเจ้าลงมือก่อนแท้
ๆ!” จิตสังหารบนตัวอวี๋ซ่วยดุจก่อตัวแน่นหนาเป็นสสาร น่า
สะพรึงกลัวยิ่ง
เจียงผิงอันกล่าวกับปวงชน “ในเมื่อไม่มีใครท้าทาย ข้าจะออกไป
นะ”
เขาเมินอวี๋ซ่วยไปสนิท ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มีผู้อาวุโสใหญ่
รับผิดชอบ หากเสริมความขัดแย้งระหว่างผู้อาวุโสใหญ่กับผู้อาวุโส
อีกคนให้หนักข้อขึ้นได้ยิ่งดี
“ไป๋ฟาน!!”
อวี๋ซ่วยแผดเสียง ดวงตาแดงฉาน อยากพุ่งเข้าไปฆ่าอีกฝ่ายให้
ตายเสียเดี๋ยวนี้
แต่ที่นี่มีคนอยู่ตั้งมากมาย เขามิอาจลงมือได้
อีกอย่าง ไป๋ฟานในขณะนี้มิใช่ไป๋ฟานผู้ไร้ที่พึ่งเช่นกาลก่อนแล้ว
แต่เป็นศิษย์ใกล้ชิดของผู้อาวุโสใหญ่
มิต้องพูดถึงว่ายามนี้อวี๋ซ่วยฆ่าเจียงผิงอันมิได้ ต่อให้ฆ่าได้ก็มิ
อาจทำอยู่ดี
ทำได้เพียงมองเจียงผิงอันเดินจาก
ไม่นานนัก ข่าวชัยชนะของไป๋ฟานเหนือเคอเหมิ่งก็แพร่ไปทั่วทั้ง
สำนักเซียนเทียนหลาน เกิดเป็นเสียงฮือฮาสนั่นลั่น
ไร้ผู้ใดคาดคิดว่าผ่านไปไม่กี่ทศวรรษ ไป๋ฟานจะเติบโตได้มาก
เพียงนี้
แต่คนเหล่านี้จะทราบหรือ ว่าไป๋ฟานตายไปแล้ว
เพราะเจียงผิงอันใช้ป้ายแสดงตนของไป๋ฟานมิได้ เขาจึงมิอาจไป
เคหาฝึกฝนของอีกฝ่าย
เขาทำได้เพียงสุ่มหาภูเขามาฝึกฝน รออีกครึ่งปีเพื่อไปยัง
ดินแดนลับจันทร์มายา
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังไตร่ตรองหาที่ฝึกฝนอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ผู้
อาวุโสใหญ่ถานกว่างโซ่วก็มาหาเขา
“ศิษย์ข้า ไฉนไม่ไปห้องฝึกฝน แต่มาฝึกในสถานที่เช่นนี้กัน?”